วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เก็บเบี้ยในรังโจร (for a few dolars more)เป็นหนังสือน่าอ่าน เป็นภาพยนต์ก็สุดยอด


ถ้าจะเริ่ม แนะนำนิยายตะวันตก ต้องเริ่มที่เล่มนี้เลยครับ

 

ชื่อหนังสือ

 

เก็บเบี้ยในรังโจร  (for a few dolars more)

 


โดย โจ มิลลาร์ด แปลโดย ประมูล อุณหธูป

 

 

 

ที่ไหนชีวิตไม่มีค่า,
ความตายกลับมามีราคาขึ้นมาในบางที.
กระนี้แหละนักฆ่าเอารางวัลจึงได้ปรากฎ.
..จากบทนำ..

 

ถ้าเหล่าจอมยุทธหยิบดาบขึ้นฟาดฟันด้วยท่วงท่าของสัจจะ


กระสุนของเขาก็เป็นก็เป็นแสงจัทร์ท่ามกลางสนธยา.

ชื่อหนังสือ เก็บเบี้ยในรังโจร(for a few dolars more)


โดย โจ มิลลาร์ด แปลโดย ประมูล อุณหธูป

ปก ภาษาญี่ปุ่น อย่างเท่ห์

   
   
 
   
   
   
   
   
   
   

 

 ปกภาษาไทย สงสัยพิมพ์ครั้งแรกครับ

 

 

 เรื่องนี้อ่านครั้งแรกเมื่อ ปี ๒๕๓๙ ครับ ตอนนั้น ยังไม่รู้จักนิยายตะวันตกเลย แต่นึกถึงหนังไทยสมัยก่อน

กับฉากดวลปืน ตัวต่อตัว ดุเดือด สรพง ชาตรี  ทูน หิรัญทรัพย์  จนถึงสมัย สมบัติ เมทะนี ไปโน่น

ไม่รู้จักปู่ คลิ้น อิสวู้ด ด้วย เพิ่งมาดูหนังเรื่องนี้จึงได้รู้ว่า เคยอ่านนี่หว่า ภาษาไทย ชื่อ เก็บเบี้ยในรังโจร

นักแปลมือฉมัง อย่างประมูล อุณหธูปเคย ฝากฝีไม้ลายมือไว้ สำนวนงดงามมากครับ

ถึงขั้น มีคนเคยกล่าวไว้ว่า

   คุณประมูลลงทุนตัดต้นไม้ทั้งป่า มาทำเก้าอี้ตัวเดียว( ฮา)  ปัจจุบัน ในวงการหนังสือเก่ายังพอหาได้

และอาจพิมพ์ใหม่แล้ว

(สนพ.บ้านหนังสือของ คุณขจรฤทธิ์ รักษา เคยพิมพ์ครั้งที่สองหรือสามสี่ ไม่แน่ใจ ยังพอมีบ้างมั้งผมว่า)

เคยซื้อตั้งหลายเล่ม แปลกใจ หายไปไหนหมดก็ไม่รู้สิ เหลือแต่ชื่อ

หากมีจะเอามาเป็นของขวัญให้ชาวโอเคได้อ่านกันครับ

เล่มนี้คลาสสิคจริง ๆนะขอบอก

 

Where life had no value,
     Death,sometimes,had it's price.
     That is why the bounty killers appeared.
     ที่ใดชีวิตไร้ค่า
     ความตายบางครั้งก็มีราคาขึ้นมา
     เหตุฉะนี้นักฆ่าล่ารางวัลจึงปรากฏ

     รถไฟขบวนนั้นแล่นลงใต้ผ่านภูมิประเทศกันดาร เวิ้งว้าง และ เกรียมแดด ตรงกลางตู้โดยสารหลังแรกชายร่างเล็กใส่แว่นกลม ใบหน้าซูบตอบ และหนวดรก เขม้นมองเพื่อนร่วมทางที่นั่งตรงข้าม รูปร่างหมอสูงเปรียว แต่งตัวดี แต่ไม่ใคร่มีความสุขนัก ในมือเขาถือคัมภีร์ไบเบิ้ลบังหน้าเสียมิด หญิงอินเดียนแดงอ้วนฉุซึ่งนั่งติดกันก็ไม่พูดไม่จาด้วย แม้เจ้าหน้าหนูจะเกริ่นนำว่าอากาศวันนี้แม่มร้อนบรรลัย เขาพยายามรวบรวมความกล้าหาญจะทักทายพระคุณเจ้าแต่มีหนังสือกางกั้นบังลูกกะ ตาอยู่ นายตรวจกำลังเดินมาตามทางส่งเสียงแจ้ว " ตั๋วครับ ขอดูตั๋วด้วยครับ "
     ชายร่างเล็กคว้ามันออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊กมอซอส่งให้นายตรวจ ขณะมือกร้านแดดข้างหนึ่งของชายแปลกหน้าโผล่ออกมาข้างหลังพระคัมภีร์ ยื่นกระดาษแข็งให้ พร้อมคำพูดดังลอดว่า " ทูคัมคารี่ อยู่อีกไกลมั้ย "
     " เดี๋ยวเราก็จะผ่านแล้ว " นายตรวจบอก
     " ขอบคุณ " สุ้มเสียงจางหายเข้าไปในไบเบิ้ล
     " ขอโทษนะ คุณพลาดแล้วล่ะบาทหลวง ผมเผอิญได้ยินว่าคุณจะไปทูคัมคารี่ ผมเคยเร่ขายของที่นี่ คุณขึ้นรถไฟผิดขบวนแล้ว สถานีที่ใกล้ทูคัมคารี่มากที่สุดคืออมาริลโล่ คุณลงที่ซานตาเฟ่แล้วก็ย้อนกลับทางอมาริลโล่คุณน่าจะไปถึงที่หมายได้ "
     เขาลดมือกระตุกไบเบิ้ลลงเผยโฉมหน้ากร้าวแกร่งดุจลิ่ม โหนกแก้มสูงล้อมกรอบลูกนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนส่งประกายเยียบเย็น
     " .. คือว่ารถไฟไม่จอดที่ทูคัมคารี่ " เจ้าหน้าหนูบอกเสียงระล่ำระลัก และ ขดตัวลีบตอนท้าย
     ชายแปลกหน้าหับพระคัมภีร์ยัดใส่กระเป๋าหนังกลับ เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง สูบกล้องพ่นควันยาสูบฉุย และ พูดด้วยเป็นครั้งแรก " รถไฟขบวนนี้จะจอดที่ทูคัมคารี่ "
     ว่าแล้วเอื้อมมือกระตุกสายฉุกเฉินที่ห้อยจากเพดานไปตีระฆังดังเหง่งหง่าง ส่วนหน้ารถจักร ช่างเครื่องรีบหมุนประกับห้ามล้อ บดล้อเหล็กคำรามเลื่อนลั่น สะเก็ดไฟจากแรงเสียดสีพุ่งกระเซ็น เจ้าม้าเหล็กกระชากตัวถอยหลังหยุดอยู่บนราง
     ช่างเครื่องกระโจนลงจากท้ายรถจักร ผู้โดยสารต่างส่งสายตาหงุดหงิดระคนสงสัย " ใจเย็นๆทุกคน "
     " หยุดทำไม มีอะไรเหรอ " นายตรวจโหนตัวลงจากตู้ วิ่งตะโกนไปข้างหน้าขบวนรถ
     " มีคนดึงสัญญาณฉุกเฉิน " ช่างเครื่องรายงาน
     ประตูรถสัมภาระเลื่อนเปิดออกตรงแผงทอดเป็นทางขึ้นลงกับชานชาลา ชายชุดเสื้อคลุมยาวจูงม้าสีดำถ่านตัวงามผูกอานเรียบร้อยลงมา
     " นี่คุณจะดึงสัญญาณฉุกเฉินแล้วลงอย่างนี้ไม่ได้นะ คุณให้รถไฟหยุดทำไม ถ้าคุณอยากลงคุณ .. (ชายผู้นั้นหยุดกึก ยกมือข้างหนึ่งท้าวสะเอว มืออีกข้างถือสายรั้งม้าคู่ชีพ เสื้อคลุมปริอ้าเผยให้เห็นด้ามปืนกระบอกมหึมาเหน็บอยู่สีข้าง นายตรวจหน้าเจื่อนกลับคำ) บริษัทรถไฟยินดีจะจัดการทุกอย่างเพื่อผู้โดยสารทุกคน ถ้าคุณต้องการลงที่นี่ครับ "
     " ผมลงแล้วไง ขอบคุณมาก " เขาพูดนุ่มนวล พลางขยับหมวกสีดำให้อย่างสุภาพ และ จูงม้าออกเดินต่อไป
     " เอาล่ะ ไปกันได้แล้วไปโลด ! " นายตรวจรีบเผ่น

     จะมีใครสักกี่คนกล้าพูดกรรโชกใส่ พันเอก ดักลาส มอร์ติเมอร์ แห่งคาโลไรน่าแล้ว รอดชีวิต ภายหลังลาออกจากราชการทหารผู้พันก็เพิ่งสบโอกาสลับฝีมือยิงปืนแม่นฉมัง ขึ้นชื่อว่าร้ายกาจที่สุดในกองทัพด้วยการเป็นนักฆ่าล่ารางวัล
     เขาเดินดุ่มๆไปยังแผ่นประกาศตีตะปูข้างผนังสถานีรถไฟทูคัมคารี่อันโกโรโกโส รางวัล 1,000 ดอลลาร์ ค่าหัวอาชญากร กาย คอลลาเวย์ ไม่ว่าจับเป็นหรือจับตาย เจ้าอ้วนชะโงกหน้าออกมาจากช่องหน้าต่างขายตั๋วยิ้มเฉิ่ม หัวเราะร่วน
     " แฮ่ ๆ เขาผ่านมาทางนี้แล้วเติมศูนย์สองตัวนั่น เขาโมโหมากตอนเห็นว่าค่าหัวเขาเท่าไหร่ เขาไม่ปลื้มเลย เขาบอกว่า แค่พันเหรียญมันน้อยเกินไป ชีวิตกันมีค่ามากกว่านั้นเยอะ เขาพูดแล้วก็เติมศูนย์ลงไปสองตัว ฮ่า ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับไอ้ฆาตกรนั่นเหรอก "
     ผู้พันมองตามันแว่นหนึ่งแล้วดึงประกาศจับ บรรจงม้วนแผ่นกระดาษเก็บใส่กระเป๋าหนัง พนักงานขายตั๋วกลืนน้ำลายเอื๊อก " อย่างน้อยก็จนกระทั่งบัดนี้ .. "

     พันเอกมอร์ติเมอร์ย่างกรายผ่านประตูไกวเข้าไปในร้านเหล้า นายบาร์ร่างล่ำบึ้กปั้นหน้ายิ้มต้อนรับลูกค้า ยกขวดเหล้าและแก้วใบหนึ่งจะตั้งบนเคาน์เตอร์แต่โดนมือผู้พันบอกปัด เขาวางกระเป๋าหนัง เอาประกาศจับคลี่ออกให้นายบาร์ดู
     " เขาอยู่ไหน "
     นายบาร์เบ้ปาก,ยักไหล่ พูดไม่เป็นภาษา แสร้งหันหลังเอาแก้วเหล้าไปเก็บบนชั้นวาง ผู้พันเลือดเดือดกระชากคอเสื้อหมอเข้ามาใกล้ๆกรอกเสียงใส่บ้องหู
     " เขาอยู่ไหน "
     มันผงะตามองหลุกหลิกซ้ายทีขวาทีก่อนเหลือกจ้องเพดาน " ผมไม่รู้หรอก "
     ผู้พันแสยะยิ้ม ก้าวฉับขึ้นบันไดไปชั้นบนผ่านประดาห้องนอน มาหยุดที่ประตูห้องซึ่งมีคนข้างในส่งเสียงหยอกล้อต่อกระซิก และ เสียงน้ำกระฉอกอ่างดังลอดออกมา
     " อยู่เฉยๆอีห่านี่ " ผู้ชายตวาด
     " แต่กายก็ .. " เสียงผู้หญิงทัดทาน
     " บอกว่าให้อยู่นิ่งๆ "
     " อย่าทำฉันเจ็บซี่ "
     " ก็ทำอย่างที่บอกซีวะ ! "
     " หยุดนะ ดูสิฉันทำสบู่หล่นเลย " ผู้หญิงเปลี่ยนมู้ดเป็นหัวเราะระริกระรี้
     " เดี๋ยวฉันจะหยิบให้นะ " ฝ่ายชายขำ
     " คุณนี่เหลือเกินจริงๆ อึ๋ยยย ! จั๊กจี้ " สาวน้อยวี้ดว้ายทำน้ำกระฉอกซู่ใหญ่
     ผู้พันคลี่ประกาศจับสอดเข้าไปใต้บานประตูแล้วแนบร่างพิงผนังห้องข้างๆ
     " ดูสินั่นอะไรน่ะ " หญิงสาวยังไม่ทันสังเกตภาพวาดใบหน้าเจ้าวายร้าย และข้อความอุบาทว์ซึ่งพาร์ตเน่อร์หล่อนทนดูไม่ไหว .. เสียงในห้องนั้นเงียบกริบทันใด
     นักล่าเคาะประตูแล้วชักมือกลับ เสียงปืนระเบิดจากรังเพลิงพ่นกระสุนใส่บานประตูไม้ตำแหน่งหน้าอกคน 5 นัดซ้อน ตามติดด้วยเสียงกระชากหน้าต่างโครม ผู้พันจับลูกบิดหมุนค้าง เขาถีบบานประตูเปิดอ้า เห็นหญิงสาวเปลือยกายล่อนจ้อนในอ่างอาบน้ำสังกะสี หล่อนรีบกอดอกปิดประทุมถันเพราะตกใจกลัว ผู้พันเดินผ่านเธอไปชะโงกหน้าเห็นเจ้าวายร้ายวิ่งเลาะกันสาดชั้น 2 ไปถึงห้องแถวตรงสี่แยกถนนก่อนกระโจนลงพื้นหกคะเมนแต่ตะกายตัวขึ้นขี่ม้าได้ ทัน
     " ขอโทษครับคุณผู้หญิง "

     เขาจ้ำพรวดลงมาข้างล่างตรงไปแกะเชือกหนังม้วนผ้าใบกันน้ำข้างอานม้า (จอมอาชายืนเคี้ยวหญ้าในรางตรงราวผูกสบายอารมณ์) คลี่ออกเห็นปืนยาว 4 กระบอกเหน็บอยู่ ขนาดลดหลั่นตามสภาพใช้งาน ผู้พันฉวยปืนกระบอกหนึ่งขึ้นนกและเล็งยิงเป้าหมาย เจ้าม้าชะตาขาดทรุดตัวล้มฝุ่นตลบ ทำเอาคนขี่มันกลิ้งหลุนๆไปตามพื้นถนน
     พันเอกมอร์ติเมอร์เก็บปืนพร้อมกับตบแผงคอม้าเบาๆ เขาไปยืนจังก้าอยู่กลางถนน กาย คอลลาเวย์ แข็ง ใจลุกขึ้นยิงตอบโต้กระสุนนัดแรกโขกพื้นดินฟุ้งห่างคู่อริสองช่วงตัว ผู้พันพิศดูอย่างใจเย็นแล้วชักปืนพกลำกล้องยาวพิเศษออกมาบรรจงต่อพานท้ายรูป ร่างพิลึกกึกกือเสร็จ หมอนั่นเดินโซเซเข้ามายิงกระสุนห่างรองเท้าบู๊ตผู้พันไม่กี่คืบ " ไอ้เวรตะไล กันจะฆ่าไกให้ได้ "
     ผู้พันไม่ขยับเขยื้อนยกปืนง้างนกส่องเล็งหัวท้ายอย่างสุขุม เหยื่อกำลังเดินเข้ามาในพิสัย มือสั่นระริกลั่นกระสุนลอดหว่างขาศัตรู ขณะผู้พันยิงสวนแสกหน้ามันตายโหง !!

     นายอำเภอเมืองทูคัมคารี่เบิกเงินจากตู้เซฟหยิบยื่นให้ " เอ้านี่ 1,000 ดอลล่าร์ "
     ผู้พันนับเงินรางวัลเก็บเข้ากระเป๋า หลิ่วตาดูประกาศจับ ต้องการตัว เบบี้ เร้ด คาวานาฮ์ รางวัล 2,000 ดอลล่าร์ ยกไปป์ขึ้นสูบ " คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับคาวานาฮ์ "
     " ราวๆอาทิตย์ก่อนมีคนเห็นเขาที่ไวท์ร็อคส์ " นายอำเภอทำหน้ายุ่งไม่เต็มใจบอก
     " ขอบคุณมาก " ผู้พันเปิดประตูค้างตอนนายอำเภอเปรย
     " ถ้าคุณสนใจล่ะก็ มีคนแวะมาหาผมเกี่ยวกับเขา "
     " ใคร ? "
     " ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน เขาชื่อมอนโก้ "
     ที่จริงผู้พันถามไปพอเป็นพิธี ในใจเขาไม่ได้มุ่งอยู่กับไอ้แดง คาวานาฮ์ หรือเงินรางวัลก้อนใหญ่ หลายปีมาแล้วที่เขาทำมาหากินทางนี้ มีทุนรอนต่อยอดกระเถิบใกล้เป้าหมายทุกที มันคืออสูรกายสุด บ้าคลั่งซึ่งสนุกสนานกับการเข่นฆ่าทรมานผู้คนโดยไร้ความปรานี เขาต้องชำระบัญชีแค้นกับมันเพียงผู้เดียว และ จะไม่ยอมให้ใครแย่งผลงานไปจากเขาเด็ดขาด

     ไวท์ร็อคส์คง ตั้งชื่อตามโขดหินที่โผล่ขึ้นมาเย้ยฟ้าท้าดินอยู่เกลื่อนกล่น สภาพคล้ายเมืองสั่วๆนับพัน ณ ดินแดนแถบตะวันตกนั่นแหละ ตามทางเกวียนมีกระท่อมไม่ทาสีผุๆ และ ร้านรวงฉาบสีโก้ๆไว้ด้านเดียว ร้านใหญ่สุดพอแว่วเสียงเปียโนบรรเลงเพลงห่วยๆสลับเสียงกริ่งกร่างเมื่อ แก้วกระทบกัน และ พวกขี้เมาส่งเสียงเอะอะโวยวายไม่จบ ม้าเป็นโหลยืนทื่อเรียงรายกับราวผูกอยู่ตรงหน้าร้าน

     สายฝนโปรยลงมาต้อนรับนักล่านิรนามกำลัง จูงม้าคู่ชีพเข้ามาในเมือง รูปร่างเขาผอมสูงกว่า 6 ฟุต 4 นิ้ว โผล่หัวออกมาตรงกลางช่องเสื้อคลุมปอนโซสีน้ำตาลสลับขาวสไตล์เม็กซิกัน ชายเสื้อห้อยลงเกือบจรดเข่าทั้งด้านหน้าและหลัง สวมหมวกเท็กซัสปีกกว้างยอดแบน

     เขาล้วงบุหรี่ซิการ์โรสั้นขึ้นมาจุด และมอดดับขณะลมพายูโหมกระหน่ำในม่านฝน นักล่าดึงม้าซมซานไปหลบฝนใต้คุ้มไม้ชายคาของร้านเหล้า และผูกมันรวมกลุ่ม เขาสลัดเม็ดฝนออกจากเสื้อ เช็ดเป่ามือให้แห้งและอุ่นก่อนเดินผ่านประตูไกวเข้าไป

     ผู้คนพลุกพล่านล้นหลามแออัดกันอยู่ภายใน,ผับดูแคบถนัดตา สาวบาร์สุดเซ็กซี่เทียวเอาเหล้าเสิร์ฟตามโต๊ะต่างๆพลางหลบมือลวนลามของ ลูกค้าไปด้วย สายตาเขาจับจ้องที่ชายผมหงอกติดดาวนายอำเภอกับอกเสื้อเชิร์ตเดินเอื่อย เฉื่อยอยู่รอบวงไพ่
     " ขอไฟหน่อย รู้จัก เบบี้ คาวานาฮ์ มั้ย บอกซิว่าผมจะเจอเขาได้ที่ไหน "
     นายอำเภอสะดุ้งโหยง ยื่นซิการ์ตนให้นักล่าจ่อไฟ พยักหน้าไปทางคูหาด้านหนึ่ง " ตรงนั้น ที่โต๊ะนั่นไง เขานั่งหันหลังให้คุณ "

ที่เหลือไปหาอ่านเอาเองนะครับ ฮาฮา

 

นำบางส่วนมาจากเว้บเพื่อนบ้านครับ

 

เชิญเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ ใครเคยอ่านไม่เคยอ่าน อยากอ่าน

 พูดถูกใจจะจัดให้สักเล่ม อิอิ

โดย พันธุ์สังหยด

 

กลับไปที่ www.oknation.net