วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นักคณิตเปิดสูตร 'ซื้อหวยวิ่ง" กับ ทฤษฎีความน่าจะเป็น


 

 

 

คนไทยนิยมเล่นพนันหลายประเภท จากการสำรวจพบ “หวย” เป็นการพนันที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จุฬาฯ สำรวจปี 2554 พบว่า ในแต่ละปีมีจำนวนเงินซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท และหวยใต้ดิน 1.02 แสนล้านบาท รวมแล้วประมาณ 1.78 แสนล้านบาท โดยเพศหญิงชอบเล่นหวยใต้ดินมากที่สุด

 


              สอดคล้องผลสำรวจพฤติกรรมการเล่นพนันของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปี 2553 ระบุว่า คนไทยร้อยละ 41 ประมาณ 29 ล้านคน “เล่นหวย” หรือ “เคยเล่นหวย” ภายใน 1 ปี ขณะที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ พบว่า คนไทยเล่นหวยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน ทั้งเล่นประจำและเล่นเป็นครั้งคราว แบ่งเป็นผู้เล่นที่อาศัยอยู่เขตชนบท 14 ล้านคน ในเขตตัวเมือง 6 ล้านคน


              ทั้งนี้ประเภทของหวยที่นิยมเล่นมากสุดคือ เลขท้าย 2 ตัว และ เลขท้าย 3 ตัว จากผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมีอัตราการจ่ายเงินรางวัลโดยเฉลี่ยของเลขท้าย 2 ตัวต่อการซื้อ 1 บาท คือ 60 -70 บาท ส่วนเลขท้าย 3 ตัวประมาณ 450-600 บาท ล่าสุด นักวิชาการคณิตศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญปัญหาการซื้อหวยเปิดเผยถึงวิธีการนำทฤษฎีคณิตศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์ก่อนซื้อสลากกินแบ่ง เพื่อให้รู้เท่าทัน



              ผศ.อำนาจ วังจีน นักวิชาการด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์ สำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า ที่ผ่านมาคนไทยซื้อสลากกินแบ่งและหวยใต้ดินเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีหลักวิชาการเรื่อง “ทฤษฎีความน่าจะเป็น” ทำให้เสียเงินมากกว่าถูกรางวัล



              "การตัดสินใจซื้อหวยแต่ละครั้งมักมองที่ผลตอบแทนมากกว่าโอกาสที่เสียเงิน เช่น เลขท้าย 3 ตัว ได้ผลตอบแทน 1 บาทต่อ 500 บาท จะคิดว่าดีกว่าซื้อเลขท้าย 2 ตัว ที่มีผลตอบแทน 1 บาทต่อ 60 บาท ซึ่งที่จริงแล้วความเสี่ยงของการเล่นหวย 2 ตัว น้อยกว่า 3 ตัวมาก"

              นักคณิตศาสตร์อธิบายว่า หลักทฤษฎีความน่าจะเป็น คือ โอกาสเกิดขึ้นของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง มีค่าอยู่ระหว่าง 0-1 หากใกล้ 0 หมายถึงโอกาสเกิดน้อย แต่ถ้าค่าใกล้ 1 หมายถึงมีโอกาสเกิดสูง การเล่นหวยแต่ละครั้งผลออกมาแค่ “ถูก” กับ “ผิด” เมื่อคิดตามหลักทฤษฎีความน่าจะเป็น คือ

ผลตอบแทนคาดหวัง = ผลรวมของ (จำนวนเงินที่จะได้รับ x โอกาสถูก) - (จำนวนเงินที่จะเสีย x โอกาสผิด)

 

การซื้อหวยรัฐบาลหรือสลากกินแบ่งฯ มีโอกาสถูกรางวัลที่ 1 เพียง 1 ในล้าน ส่วนรางวัลที่ 5 เท่ากับ 1 ในหมื่น หากซื้อหวยใต้ดินโอกาสถูกเลขท้าย 2 ตัวเป็น 1 ใน 100 ส่วนเลขท้าย 3 ตัว คือ 1 ใน 1,000



              ผลจากการวิเคราะห์พบว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลมีค่าคาดหวังต่อการเล่นต่ำมาก ทุกครั้งที่ซื้อสลากฯ มีโอกาสถูกรางวัลทุกประเภทรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นรางวัลที่ 1, 2, 3 หรือเลขท้าย 2-3 ตัวแค่ 0.014 หรือร้อยละ 1.4 เท่านั้น เมื่อบวกเงินทุกรางวัลรวมกันได้เพียง 80,575 บาท



              ส่วนการซื้อหวยใต้ดิน 2 ตัวบน มีโอกาสถูกเท่ากัน คือร้อยละ 1 ขณะที่ซื้อ 3 ตัวเต็งของสลากฯ มีโอกาสถูกร้อยละ 0.4 เพราะมีรางวัลอื่นอีก 4 รางวัล ส่วน 3 ตัวเต็งหวยใต้ดินมีโอกาสถูกเพียงร้อยละ 0.1 เมื่อเปรียบเทียบเงินที่จ่าย 40 บาท เพื่อซื้อสลากฯ จะได้เพียงใบละ 2,000 บาท ส่วนหวยใต้ดิน 1 บาท ได้ 500 บาท หากซื้อ 40 บาท คำนวณแล้วได้มากถึง 2 หมื่นบาท คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าหวยใต้ดินได้เงินมากกว่า แต่ไม่ได้คิดว่าหากซื้อสลากฯ มีโอกาสถูกรางวัลที่ 1 และรางวัลอื่นๆ ด้วย



              นักคณิตศาสตร์เปรียบเทียบว่า ระหว่างการซื้อ

"2 ตัวบน" โอกาสถูก 1 ใน 100 ซื้อ 1 บาท ได้ 60 บาท

"วิ่งล่าง" หรือตัวใดตัวหนึ่งของเลขท้าย 2 ตัว โอกาสถูก 2 ใน 10 ซื้อ 1 บาท ได้ 3 บาท

ส่วน "วิ่งบน" หรือเลขท้ายตัวใดตัวหนึ่งของรางวัลที่ 1 โอกาสถูก 3 ใน 10 ซื้อ 1 บาท ได้ 2 บาท

ปรากฏว่าคนซื้อนิยมเลข 2 ตัวบนมากกว่า "วิ่งบน" เพราะมองว่า ซื้อ 1 บาท ได้ 60 แต่ไม่ได้มองว่าโอกาสถูกต่างกัน ระหว่าง 1% กับ 30%

ดังนั้นจากทฤษฎีความน่าจะเป็น หากซื้อ "วิ่งบน" แม้จะมีผลตอบแทนแค่ 2 บาท แต่โอกาสถูกมากกว่า 30 เท่า จึงเสี่ยงน้อยที่สุด



              อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบจาก "ผลตอบแทนความคาดหวัง" หมายถึงถ้าเล่นไปเรื่อยๆ จะเสียเงินสะสมมากขึ้น เช่น ซื้อสลากฯ ใบละ 40 บาท เสียเงินแน่ๆ 15 บาท ถ้าจ่ายซื้อจริงใบละ 50 บาท จะเสียเพิ่มเป็น 25 บาท ส่วนหวยใต้ดิน 2 ตัว ซื้อ 1 บาท เสียทันที 40 สตางค์



              "นอกจากทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบคลาสสิกข้างต้นแล้ว ยังมีแบบความถี่สัมพัทธ์ด้วย คนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อผิดๆ ว่า ซื้อเลขเด็ดตัวไหน ถ้าไม่ถูกก็ให้ตามตัวนั้นประจำ แล้วจะมีโอกาสถูกมากกว่าเปลี่ยนตัวเลขไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เพราะเหมือนการหยิบลูกปิงปองแบบสุ่มแล้วใส่คืนโอกาสได้ลูกเดิมจึงไม่ต่างจากลูกอื่นๆ โอกาสถูกเลขตัวเก่ามีเท่ากับเลขตัวใหม่ เหมือนโยนหัวก้อยโอกาสเลือกถูกหรือเลือกผิดมีเท่ากัน ไม่ว่าจะโยนกี่ครั้งก็ตาม หากมองเรื่องผลตอบแทนคาดหวัง จะพบว่าติดลบทุกประเภท สลากกินแบ่งฯ ติดลบ 50 บาท ต่อการลงทุนซื้อคู่ละ 100 บาท หวยใต้ดิน 3 ตัวเต็ง ติดลบ 0.50 บาท หวยใต้ดิน 2  ตัวกับ 3 ตัวโต๊ดติดลบเท่ากันคือ 0.40 บาท ส่วนวิ่งบนและวิ่งล่างติดลบ 0.1 บาท และ 0.2 บาท ตามลำดับ คำถามว่าซื้ออย่างไหนมีโอกาสหายนะมากกว่ากัน คำตอบคือ หายนะทุกประเภท โดยเฉพาะหวยใต้ดิน 3 ตัว และ 2 ตัว ซึ่งเป็นหวยใต้ดินที่เล่นกันมากที่สุด"



              ผศ.อำนาจ สรุปการวิเคราะห์ผลตอบแทนคาดหวังว่า หวยทุกประเภทจะมีค่าเป็น "ลบ" หมายความว่า เจ้ามือหวยจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเสมอรวมถึงกองสลากด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เล่นหวยบางกลุ่มยังถูกเจ้ามือเอาเปรียบ หรือกำหนดกติกา การจ่ายเงินอย่างไม่เป็นธรรม แต่ไม่สามารถร้องเรียนหรือฟ้องตำรวจให้เอาผิดได้ เนื่องจากการเล่นหวยใต้ดินเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เช่น เอาเปรียบโดยเบี้ยวไม่จ่ายเงินรางวัล หรือจ่ายเงินเพียงครึ่งเดียว โดยอ้างว่าเป็นเลขเด็ด เลขอั้น หรือ เลขเบิ้ล ฯลฯ



              ด้าน ดร.รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจผิดกฎหมาย วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2554 สำนักงานสลากฯ ได้ออกสลาก 2 ประเภทในแต่ละงวดคือ สลากกินแบ่งรัฐบาล 50 ล้านฉบับ สลากบำรุงการกุศล 18 ล้านฉบับ รวมเป็น 68 ล้านฉบับ แม้ว่าราคาจะระบุไว้ฉบับละ 40 บาท คู่ละ 80 บาท แต่ประชาชนซื้อต้องจ่ายเงินซื้อคู่ละ 100-120 บาท เพราะระบบการจัดสรรโควตาสลากทำให้มีการขายเกินราคาเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค นอกจากซื้อไม่ถูกรางวัลแล้วยังต้องจ่ายแพงเกินราคาด้วย



              ส่วนข้อเสนอให้รีบแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน คือ การควบคุมราคาไม่ให้ขายเกิน หรือพิจารณาให้ยกเลิกการจัดสรรโควตาแบบเดิม และให้ภาคเอกชนที่มีความชำนาญในการจัดจำหน่ายมาดำเนินการแทนในรูปสัญญาจ้าง หากใครขายเกินราคาต้องถูกจับมาลงโทษตามกฎหมายอย่างจริงจัง !!

 

รายงานพิเศษ

คมชัดลึก 2/02/2556

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net