วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนูทดลองยา สมชายหรือกิม คุณปลื้มหรือแซ่ตั้ง คือตัวล่อปฏิกริยา แม้วคือตัวจริง


นี่คือ  บทบ่น ของคนไทยชายขอบ  ที่มีต่อระบอบระบบประเทศนี้

เอาเล้ย เอาเลยครับ บ้านนี้เมืองนี้ ประชาชนไม่มีสิทธิอยู่แล้ว จะร้อง นิรโทษ จะอภัย จะปรองดอง ก็ทำเลย
กรณีกำนันเป๊าะ อาจจะเป็นกรณีหนูทดลองยาก็ได้ มาให้จับ แล้วนำไปสอบ แล้วทำทีป่วยหนัก ส่งเข้าโรงบาล และทำเรื่องขออภัยฯ คราต่อไป ไม่พ้นไอ้แม้วแน่ หากกรณีกำนันเป๊าะทำสำเร็จ
นี่มันโทษหนักกว่า ไอ้แม้วนี่ นี่ทั้งโกงเรื่องที่ และจ้างวานฆ่า ยังสำเร็จเลย รายต่อไปไอ้แม้ว จะเหลือหรือ นี่อุกฤษ ก้อกำลังทำเรื่องอุกฤษให้เป็นเรื่องเล็กอยู่แล้ว มะ มา ปฏิญาณตน ไม่รับประโยชน์ จากกฎหมาย หุย ฮา

 

กำนันเป๊าะ

ภาพนี้(๑) ขณะถูกนำไปโรงพยาบาล สังเกตุ ผมนักโทษ และผ้าปิด ตรงมือ คุณว่ามีกุญแจหรือไม่มี (ถามเล่นๆ) และนี่คือข่าวล่าของ กำนัน ผู้ดูแข็งแรงขณะถูกจับกุม(ภาพที่๒-๓)

'กำนันเป๊าะ'ยังซมนอนICUงดเยี่ยมหวั่นทรุด

อาการล่าสุด "กำนันเป๊าะ" ทรงตัว ห่วงหัวใจเต้นเร็วผิดปกติหาสาเหตุไม่เจอ งดเยี่ยมหวั่นคนไข้ทรุด ขณะที่ ''วิทยา คุณปลื้ม'' ยันยังไม่คิดย้ายรพ.ตอนนี้

 

          วันที่ 6 ก.พ.56  รศ.(พิเศษ) น.พ.อัษฎา ตียพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี  กล่าวถึงความคืบหน้าอาการป่วยล่าสุดของ นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ "กำนันเป๊าะ" ที่นอนพักรักษาตัวในห้องไอซียูของโรงพยาบาล ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ถือว่าอาการทรงตัว โรคหลายอย่างที่เป็นอยู่ยังไม่ทุเลา  แพทย์ได้ให้ยาทุกขนานไปแล้ว  ทั้งยาฆ่าเชื้อปอดบวม ยาความดันโลหิตสูง 4 ตัว ยาเกี่ยวกับหัวใจ ซึ่งโรคที่แพทย์เป็นห่วงมากที่สุดคือ หัวใจ ที่ยังเต้นผิดปกติ คือ เร็วมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที และยังไม่สามารถหาเสาเหตุได้ว่าเกิดจากอะไร ดังนั้นคนไข้จะต้องนอนพักรักษาตัวต่อในห้องไอซียูต่อโดยไม่มีกำหนดจนกว่าอาการจะดีขึ้น ส่วนการดูแลรกัษาความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จำนวน 4 นาย ดูแลตลอด 24 ช.ม. และทางตนเองสั่งการให้ติดป้ายงดเยี่ยม เนื่องจากต้องการให้คนป่วยพักผ่อนมากที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้อาการดีเร็วขึ้น


"วิทยา" ห่วง "กำนันเป๊าะ" หายใจผิดปกติ-ยังไม่คิดย้ายร.พ.

          นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี บุตรชายของ นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ "กำนันเป๊าะ"  เปิดเผยถึงอาการล่าสุดของ "กำนันเป๊าะ" ว่า ตนและญาติได้ไปเยี่ยมดูอาการเป็นประจำทุกวัน  เมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 ก.พ.อาการของทาง นายสมชาย ก็ยังทรงตัว มีอาการปอดชื้น มีน้ำในปอด ความดันโลหิตสูง ไตทำงานผิดปกติ เส้นเลือดในสมองตีบ ตามที่แถลงข่าวไปแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องหัวใจเต้นผิดปกติ จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมใกล้ชิดหรือพูดคุยได้เพราะยังต้องอยู่ในห้องไอซียู ตอนนี้ก็เป็นห่วงเรื่องความผิดปกติของหัวใจ อย่างไรก็ตาม ตนมีความเชื่อถือในการรักษาของ ร.พ.ชลบุรี ว่าจะสามารถดูแลอาการของพ่อให้ดีขึ้นได้ พร้อมยืนยันว่า ยังไม่คิดที่จะย้ายโรงพยาบาลในขณะนี้

และมาดูความเห็นภรรยา พันเอกร่มเกล้า 

นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตนายทหารที่เสียชีวิตจากการชุมนุมทางการเมือง ได้โพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว Nicha Hiranburana Thuvatham แสดงความคิดเห็นถึง "นิรโทษกรรม" ว่า เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย แต่ "คนตาย" ไม่ได้รับมีสิทธิ์นั้น พร้อมทั้งระบุว่า ตามกฎหมายอาญา การฆ่าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ต้องมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ฆาตกรกรเสื้อแดงยังเดินลอยนวลอยู่ในสังคมอีกมากมาย

ประชาชนได้อะไรจากการนิรโทษกรรม….ในวันนี้?

นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม

ลองพยายามทำใจเป็นกลางคิดว่า ถ้าทุกคนในบ้านเมืองอยากได้สิ่งนี้ เราก็ต้องฝืนใจยอมรับ และถ้าสิ่งนี้มันดีกับบ้านเมืองจริง เราก็จะยอมรับด้วยความเต็มใจ แต่จนถึงวันนี้ ไม่อาจเข้าใจว่า การนิรโทษกรรมในตอนนี้ มันจะดีกับบ้านเมืองและให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ลูกหลานของเราในอนาคตได้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากการสูญเสียร่วมกันเลย...

ในเมื่อ ยังมีคนไม่รู้ตัวว่าทำผิดอีกจำนวนมาก ในเมื่อยังมีคนผิดที่ไม่ยอมรับผิดและไม่หลาบจำในความผิดของตนอีกจำนวนมาก(แถมยังพร้อมจะย้อนกลับมาทำผิดอีก) และในเมื่อยังมีฆาตกรกรที่ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเดินลอยนวลอยู่ในสังคมอีกมาก การนิรโทษกรรมในวันนี้ จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์อันใด?

ดิฉันเข้าใจความทุกข์ยากของพี่น้องเสื้อแดงว่ามีชีวิตที่ยากลำบากอยู่ในคุก แต่ท่านรู้ไหมว่าพวกท่านโชคดีกว่าสามีของดิฉันที่ไม่มีโอกาสเรียกร้องอะไร เพราะว่าเขา “ตาย” เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตเดินเข้าสู่สมรภูมิด้วยหน้าที่ แต่ผู้ชุมนุมเดินเข้าสู่พื้นที่ประกาศห้ามด้วยความสมัครใจ-ด้วยความเต็มใจที่จะฝ่าฝืนท้าทายกฎหมายของบ้านเมือง แต่วันนี้นับว่าพวกท่านโชคดีนักที่ยังมีสิทธิได้รับการประกันตัว ยังมีโอกาสเรียกร้องขอ “อิสระภาพ” ในขณะที่ดิฉันก็อยากเรียกร้องขอ “ชีวิต” ของสามีคืนเป็นข้อแลกเปลี่ยน ถ้าท่านให้คืนได้ ดิฉันยินดียอมรับการนิรโทษกรรมโดยไม่มีเงื่อนไขข้อแม้ แต่ถ้าท่านให้ชีวิตของสามีดิฉันคืนไม่ได้ ก็ขอแลกด้วยเงื่อนไข-คำมั่นสัญญาของความเป็นคนว่า ท่านจะไม่ทำผิดฝ่าฝืนกฎหมายทำร้ายบ้านเมืองอีก และถ้าทำผิดอีกจะไม่มีโอกาสซ้ำสอง แค่นี้เอง...ความจริงแล้วมันไม่ยุติธรรมกับความตายของเจ้าหน้าที่รัฐเลย เพราะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 การฆ่าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ต้องมีโทษถึงประหารชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 ก่อนที่กำลังเจ้าหน้าที่ทหารจะเริ่มเข้าควบคุมสถานการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 จำกันได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์ในกรุงเทพมหานครก่อตัวรุนแรงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 (ไม่นับการชุมนุมในปี 2552 ที่มีการยึดรถแก๊ส เผายาง เผารถยนต์ให้พี่น้องชาวดินแดงหวาดกลัว) มีการชุมนุมและเหตุการณ์ยิงระเบิดตามสถานที่สำคัญและสถานที่สาธารณะมาเรื่อยๆ จนวันที่ 9 มี.ค2553 รัฐบาลจึงประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง แต่สถานการณ์ก็ยังทวีความรุนแรงตลอดเดือนมีนาคม โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนมีการยิงระเบิด-ไฟไหม้ แทบทุกวัน ผู้คนในกรุงเทพฯ หวาดกลัว ไม่กล้าออกจากบ้านเพราะอาจโดนระเบิดหรือโดนลูกหลงได้ทุกที่-ทุกเมื่อ คนกรุงเทพฯที่บ้านอยู่ในโซนปิดถนนผายาง ก็ต้องอพยพพาคนแก่หนีกันโกลาหล กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองมิคสัญญี ราชการประกาศเป็นวันหยุดวันต่อวัน จนในที่สุดนำไปสู่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันที่ 7 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์วิกฤติจนเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 จากรายงานข้อเท็จจริงของ คอป.ระบุว่า ในวันที่ 10 เม.ย.2553 ช่วงเวลาเย็น ยังคงมีคำสั่งไม่ให้ทหารใช้กำลังและอาวุธ จนกระทั่งเวลา 20.30 น.
หลังจากทหารถูกยิงตายไป 5 คนและบาดเจ็บกว่า 300 คน จึงได้มีคำสั่งให้ทหารใช้อาวุธในกรณีที่จำเป็นเพื่อป้องกันตนเองและประชาชนผู้บริสุทธิ์

หากทหารใช้อาวุธจริงก่อนหน้านี้ คงไม่ตายและบาดเจ็บถึง 300 กว่าคน และเมื่อทหารเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน ทหารไม่มีสิทธิในการป้องกันชีวิตตนเองบ้างหรือ ทหารก็เป็นคนเหมือนกัน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ระเบิด-ใช้อาวุธยิงทหาร หมายจะเอาชีวิต จะให้ทหารสู้ด้วยมือเปล่าหรือ? ก็เพราะยืนนิ่งให้เขาทำร้ายมิใช่หรือ ทหารถึงได้ตายบาดเจ็บพิการกันมากขนาดนั้น

หากผู้ชุมนุมเคารพกฏหมาย ไม่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและชุมนุมด้วยความสงบสันติ ทหารก็คงไม่ต้องถูกเรียกมา และพลเอกร่มเกล้า ก็คงไม่ตาย แต่ภาพในวันนั้น หลังจากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันที่ 7 เม.ย. แล้วพี่น้องเสื้อแดงก็ยังหลั่งไหลเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ อย่างไม่หวาดหวั่นกลัวต่อสิ่งใดเลย

ดิฉันเชื่อว่ามีพี่น้องเสื้อแดงหลายคนไม่ได้มีเจตนาจะใช้ความรุนแรง แต่การที่ท่านฝ่าฝืน พ.ร.ก. หลั่งไหลเดินทางมารวมตัวกันเพื่อเป็นโล่ห์มนุษย์ให้อาชญากรในวันนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติการนำความสงบคืนสู่กรุงเทพมหานครด้วยความระมัดระวังยากลำบาก เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของ พี่น้องประชาชน จนทำให้ในที่สุดเจ้าหน้าที่ต้องตายเสียเอง พี่น้องเสื้อแดงตกเป็นเครื่องมือของผู้เจตนาไม่บริสุทธิ์ คนที่เริ่มใช้ความรุนแรงในการชุมนุมครั้งนั้นคือต้นเหตุที่ทำให้พี่น้องเสื้อแดงต้องโดนคดีติดคุก เราจึงควรช่วยกันหาตัวคนผิดเหล่านั้น และก็ต้อง ไม่ลืมว่าบรรดาแกนนำประกาศชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นจะรับผิดชอบเอง บัดนี้จึงถึงเวลาที่เขาควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องตามที่เขาได้ประกาศไว้เสียที

การชุมนุมในระบอบประชาธิปไตยนั้นทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย บ้านเมืองนี้มิใช่ของใคร ที่จะทำอะไรตามอำเภอใจตนเองได้โดยไม่เคารพกฎหมาย ดังนั้น เพื่อสร้างบรรทัดฐานของความยุติธรรมตามหลักนิติรัฐของสังคม ดิฉันจึงปรารถนาให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามกลไกที่ควรจะเป็น (อย่างเป็นธรรม) จนเมื่อบรรยากาศปรองดองเริ่มเกิดขึ้น สังคมจึงหันมาคุยกันถึงเรื่องการนิรโทษกรรม โดยในระหว่างนั้น เพื่อเห็นแก่เมตตาธรรม พี่น้องเสื้อแดงก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับสิทธิในการประกันตัวไป แต่ความหวังนี้ คงเป็นไปไม่ได้ในยุคนี้ ยุคที่ผู้บริหารประเทศขาดมโนธรรมสำนึก ใช้เล่ห์กลกับประชาชนของตนเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรมและความรู้สึกของประชาชน ดิฉันจึงมิอาจคาดหวังมากไปกว่านี้ได้ เพียงแต่ขอใช้สิทธิในฐานะผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์โดยตรง ร้องขอเงื่อนไขหากมีการนิรโทษกรรมดังนี้

ข้อเสนอ/เงื่อนไขการนิรโทษกรรม

1. หากมีการเร่งนิรโทษกรรมผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน องไม่ครอบคลุมถึงผู้ทำผิดคดีอาญา คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรม
เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดคดีอาญาและคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดังกล่าวจะต้องดำเนินอยู่ต่อไป

2. หากจะมีการนิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.
ฉุกเฉิน ที่เข้าร่วมชุมนุมโดยมิได้ใช้ความรุนแรงหรือมีส่วนในการ
ทำความผิดคดีอาญา/คดีหมิ่นฯต้องนิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

2.1)ผู้ที่จะได้รับนิรโทษกรรมต้องยอมรับว่าตนได้ละเมิดกฎหมาย ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีการทำทัณฑ์บนว่าจะไม่เข้าร่วมการชุมนุมที่ละเมิดฝ่าฝืนกฎหมายอีก
2.2)ผู้ที่จะได้รับนิรโทษกรรมต้องเปิดเผยข้อมูล-ความจริงของเหตุการณ์ใช้ความรุนแรง แก่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง หรือ คณะกรรมการชุดอื่นที่มีความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง ซึ่งมีการแต่งตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ให้สมบูรณ์เติมเต็มจากรายงานข้อเท็จจริงของ คอป.
(โปรดศึกษาตัวอย่างความสำเร็จของกรณีการสร้างความปรองดองของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ซึ่งอยู่บนรากฐานของการค้นหาความจริง โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งคณะกรรมการนิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณาองค์ประกอบของผู้ที่จะได้รับนิรโทษกรรมที่ต้องยอมเปิดเผยความจริง ที่สำคัญคือ ประธาธิบดีเนลสัน แมนเดลา เป็นผู้นำที่มีความจริงใจและมีความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทุกฝ่าย)

3.รัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำความเข้าใจกับประชาชน ต้องไม่พยายามทำให้สังคมหลงประเด็นว่า การนิรโทษกรรมหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือการปรองดอง เพราะการนิรโทษกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรองดองเท่านั้น และพึงทำเมื่อบริบทสังคมมีความพร้อม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่ในกรณีของไทย ยังมีขั้นตอนกระบวนการปรองดองอีกมากซึ่งสังคมไทยยังไม่ผ่านขั้นตอนเหล่านั้น ยังไม่เกิดการเรียนรู้บทเรียนร่วมกัน สังคมไทยไม่มีวันปรองดองกันได้ ตราบใดที่ผู้ชนะยังใช้อำนาจความได้เปรียบที่ตนมีอยู่ในมือ กดขี่-ข่มเหง-รังแกฝ่ายตรงข้าม หรือใช้หลัก “ความยุติธรรมของผู้ชนะ”เฉกเช่นที่เรารู้สึกกันอยู่ทุกวันนี้

4.ขอให้นายกรัฐมนตรีประกาศแผนการสร้างความปรองดองของคนในชาติให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะชี้แจงขั้นตอนการปรองดองที่จำเป็น ดังนี้

4.1) การค้นหาข้อเท็จจริง – รัฐบาลมีผลสรุปว่าอย่างไร จะทำอย่างไรกับความจริงของเหตุการณ์ที่ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ จะทิ้งไว้ให้เป็นข้อกังขาเช่นนี้หรือ นายกรัฐมนตรีตอบสักคำได้หรือไม่ว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นไปอย่างสงบสันติหรือฝ่าฝืนกฎหมาย? แล้วจะทำอย่างไรกับข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงในอนาคต ตามมาตรการต่างๆ ที่ คอป.ได้เสนอไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 สิ่งนี้จำเป็นต้องใช้ political will ไม่ใช่มอบหมายให้ข้าราชการประจำรับไปทำ และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันใดๆ เลย

เรื่องนี้ต้องขอพูดซ้ำๆ เพราะเชื่อว่าถ้าพรุ่งนี้มีม๊อบอีก ก็คงต้องล้มตายกันอีก (โดยเฉพาะถ้าเป็นการชุมนุมของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เช่นม๊อบเสธอ้ายเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 55 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า สถานที่เดียวกัน ทำไมจึงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากม๊อบของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 29 ม.ค.56 ราวฟ้ากับดิน)

4.2) กระบวนการยุติธรรม – ขอหลักประกันจากนายกรัฐมนตรีว่าหน่วยงานของรัฐจะดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม คดีของพลเอกร่มเกล้า ไม่เคยได้รับคำอธิบายใดๆ จากดีเอสไอ ยกเว้นครั้งเดียวที่ รมว.ยุติธรรมส่งเอกสารมาให้ระบุว่า “ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้” ดิฉันตะโกนถามผ่านสื่อไปหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีคำตอบจาก DSI เลยสักครั้ง

4.3) การเยียวยา – หากภายหลังการสอบสวนพบว่าผู้ได้รับเงินเยียวยาเป็นผู้กระทำความผิด จะมีมาตรการอย่างใด เพราะโดยหลักการผู้ได้รับเงินเยียวยาต้องไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

4.4) การสานเสวนา ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะรอนำผลสรุปของการสานเสวนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน
มาประกอบการพิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ รวมถึงเรื่องต่างๆ ที่โยงกับการปรองดองอย่างไร
มิฉะนั้นแล้วจะเสียงบประมาณเกือบร้อยล้านบาททำไปเพื่ออะไร และหากให้เกียรติเสียงประชาชน กลไกฝ่ายต่างๆ ของพรรครัฐบาลก็ต้องหยุดรอฟังเสียงประชาชนก่อนที่จะไปดำเนินการใดๆ รวมถึงการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา

อันที่จริงแล้ว รัฐบาลควรหันไปเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยหยุดสร้างประเด็นร้อนๆ ที่มีแต่จะสร้างความขัดแย้งมากกว่าปรองดอง(หากนายกรัฐมนตรีเชื่อผลโพลล์ โปรดลองกลับไปดูผลสำรวจความต้องการของประชาชนว่าไม่ได้ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ)
4.5) เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้มีการชุมนุมเกินขอบเขตในอนาคต ขอให้มีการเสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการชุมนุม เพื่อควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปอย่างสงบสันติตามแบบอย่างนานาประเทศ

ดิฉันรู้ตัวว่าเป็นเพียงเสียงเล็กๆ เสียงเดียวที่ไม่มีความหมาย จะพูดไปใยกี่ครั้งกี่หนก็เท่านั้น แต่ก็จำเป็นต้องส่งเสียงสะท้อนของคนกลุ่มหนึ่ง ไปถึงใครก็ตามที่คิดว่ารักชาติรักแผ่นดิน ขอให้ละวางประโยชน์ส่วนตัวและนึกถึงอนาคตของลูกหลานที่รักของท่านไว้บ้าง

หากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรึมีความจริงใจที่จะปรองดองจริง
ก็ต้องตอบคำถามเหล่านี้แก่ประชาชนของท่านได้ มิฉะนั้นเราก็ก้าวผ่านขั้นตอนปรองดองของคนในชาติกันไม่ได้ ที่ผ่านมารัฐบาลทำเสมือนว่าแตะทุกขั้นตอน แต่ทำสลับขั้นตอนและก็สักแต่ว่าทำเพื่อให้ครบกระบวนการเท่านั้นเอง เช่นค้นหาข้อเท็จจริงแล้ว แต่ได้ข้อเท็จจริงมาก็ไม่สนใจเนื้อหา โยนรายงานทิ้ง เดินหน้าตามเกมส์ต่อไป เป็นต้น

ดิฉันไม่ได้ใจแคบปฏิเสธการนิรโทษกรรมหากเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคม (แม้มันจะแลกด้วยชีวิตของสามีที่ไม่มีวันเรียกคืนมาได้) แต่อยากย้ำว่าการนิรโทษกรรมง่ายๆ ในตอนนี้ มันไม่ได้ช่วยป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเราในอนาคต มีเพื่อนผู้พิพากษาท่านหนึ่ง พูดได้โดนใจว่า ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้ ยกเว้นสองฝ่ายคือ (1)คนตาย และ (2)ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร...
เราคือผู้ที่ต้องแบกรับกรรมนี้ไว้ และก็ไม่มีใครเขาสนใจความรู้สึกของเรา

5 กุมภาพันธ์ 2556  

 ขอบคุณภาพข่าวจาก คมชัดลึกและแนวหน้า เรานำมาลงเต็มๆ ไม่ตัดไม่ทอน อ่านเอาเทอญ

หากทำผิดกฎหมาย  แล้วอยู่ได้โดยแก้กฎหมายให้ผิดเป็นถูก  ไม่ควรมีกฎหมายเลยดีไหม อยู่กับแบบไร้ขื่อแป ปลาใหญ่กินปลาน้อย

คนแข็งแรงข่มเหงผู้น้อย คนมั่งมีย่ำยีคนจน บ้านเมืองไร้ขื่อแป ไม่มีกฎหมาย ไม่มีศิลธรรม เอาไหมประเทศไทย 

โดย ค้ำฟ้าขวางตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net