วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

๒๙ กรกฏาคม "ร่วมกันอนุรักษ์ภาษาไทย"


                             เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล 
                                        จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้          
                            ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ
            อย่างหนึ่ง
ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน
                                 อีกอย่างหนึ่ง
ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ 
                  หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ
                               ปัญหาที่สาม
คือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย

                   ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้                                    

     พระบรมราโชวาท พระราชทานเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ๒๙กรกฎาคม ๒๕๔๓


วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี เป็นสำคัญอีกวันหนึ่ง คือ "วันภาษาไทยแห่งชาติ ๒๙ กรกฎาคม " เนื่องในโอกาสนี้จึงอยากขอเชิญชวน ชาวโอเค เนชั่น ทุกท่าน ร่วมกันอนุรักษ์ภาษาไทย และ ร่วมกันใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี และ เป็นที่ภาคภูมิใจในภาษาไทยของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขุมทรัพย์บล็อค โอเค เนชั่น แห่งนี้ ซึ่งล้วนอุดมไปด้วยขุมทรัพย์ ทุนทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ มีผู้คนที่มีความรู้ ความสามารถ แวะเวียนเข้ามาร่วมกัน

เขียน อ่าน พูด ฟัง และ เก็บเกี่ยวเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันกันเป็นจำนวนมาก และนับวันแต่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น เรื่อยๆ   และที่สำคัญโดยเฉพาะในปีนี้เป็นปี "แห่งการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐  พรรษา ๕  ธันวาคม ๒๕๕๐ "

ความรู้ประกอบ

      ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี  "วันภาษาไทยแห่งชาติ " 
                     วันภาษาไทยแห่งชาติ” มีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2542 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบในปีนั้น จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทย และเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนชาวไทยได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย ร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง และรักษาภาษาไทยอันเป็นภาษาประจำชาติไว้ให้งดงามยั่งยืนตลอดไป โดยกำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันได้ทรงพระกรุณารเสด็จฯไปทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาไทยของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับปัญหาการใช้คำไทย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ความสนพระราชหฤทัย และความห่วงใยในภาษาไทยของพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 เห็นชอบให้วันดังกล่าวเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยได้เสนอไปท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในสังคม  ซึ่งหลายฝ่ายพากันเป็นห่วงภาษาไทย ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง  
             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยภาษาไทยเป็นอย่างยิ่งได้พระราชทานกระแสพระราชดำรัสในการเสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมประชุมกับผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาไทย ในหัวข้อ "ปัญหาการใช้ภาษาไทย" ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย  คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 ความตอนหนึ่งว่า 
           "ประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเองซึ่งต้องหวงแหน  ประเทศใกล้เคียงของเราหลายประเทศมีภาษาของตนเอง  แต่ว่าเขาไม่ค่อยแข็งแรง  เขาต้องพยายามหาทางที่จะสร้างภาษาของตนเองไว้ให้มั่นคง  เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองมาแต่โบราณ  จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้" พระราชดำรัสในโอกาสนั้นแสดงถึงพระปรีชาสามารถและพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทย เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษาครบหกรอบในปี 2542 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติตลอดจนกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกให้สถาบันการศึกษา  องค์กร  หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน  และประชาชนชาวไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทย  หวงแหน  และรักษาภาษาไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ไทย ไม่ให้เสื่อมถอยไป
ในหนังสือ ”ภาษาไทยเรานี้มีทำนอง”  ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม   แห่งชาติ (สวช.) ได้กล่าวว่า “ภาษา”  เป็นสื่อเสียงและสื่อสัญลักษณ์ของมนุษยชาติที่เกิดจากการสร้างสรรค์   และสั่งสมของบรรพบุรุษสืบทอดสู่ลูกหลาน  ภาษาเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งของชาติ  ชาติไทยเป็นชาติที่มีภาษาเป็นของตนเองมาตั้งแต่อดีตกาล  บ่งบอกถึงความมีเอกลักษณ์และศักดิ์ศรีที่น่าภาคภูมิใจ “ภาษาไทย” เป็นภาษาที่มีการจัดวางระเบียบแบบแผนไว้อย่างประณีตบรรจง  มีอลังการแห่งศิลปะของการผสมผสานเรียงร้อยถ้อยคำให้เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะและเหมาะสม ภาษาไทยไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือภาษาที่ใช้ในวรรณกรรม จะเห็นว่ามีความไพเราะ น่าอ่าน  น่าฟังยิ่ง เพราะเรามีเสียงสระ พยัญชนะและวรรณยุกต์ที่จะทำให้คำ มีเสียงและทำนองที่เปลี่ยนแปรไป   เรามีการใช้ถ้อยคำคล้องจองมีสัมผัส ฟังเหมือนเสียงดนตรี เช่น  ไปลามาไหว้  ทรัพย์ในดินสินในน้ำ ฯลฯ  นอกจากการเรียงร้อยถ้อยคำ ให้มีสัมผัสคล้องจองแล้ว ยังมีเนื้อหาการใช้ อันแสดงให้เห็นถึงปฏิภาณไหวพริบต่างๆกันด้วย     เช่น เป็นภาษิตสอนใจ   เตือนสติผู้คน  ได้แก่  น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า   สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง  เป็นต้น  เป็นปริศนาคำทายเพื่อให้ขบคิด เช่น อะไรเอ่ย เกิดเพราะไฟ สลายเพราะลม (คำตอบคือ ควัน) หรือเป็นร้อยกรองอย่างโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ก็เป็นภาษากวีที่มีความงดงาม ไพเราะมากขึ้นไปอีก ทำให้เราเห็นภาพ และเกิดความซาบซึ้งประทับใจเมื่อได้อ่านหรือฟัง อาจารย์กาญจนา นาคสกุล ได้กล่าวถึง เอกลักษณ์ภาษาไทยว่ามีลักษณะที่       ไม่ใคร่จะได้พบในภาษาอื่นๆ เช่น การนิยมคำที่มีสัมผัสคล้องจองกัน จนทำให้เกิดถ้อยคำสำนวนรูปแบบต่างๆ    การใช้คำผวนที่ทำให้เกิดอารมณ์ขัน    และการใช้ภาษาที่แสดงลำดับชั้นของบุคคล     แสดงกาลเทศะและแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน
นอกจาก “ภาษาไทย”อันเป็นภาษากลางที่ใช้อยู่ทั่วไปแล้ว เราต้องอย่าลืมว่า “ภาษาถิ่น”ของภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานหรือภาคกลางก็เป็นภาษาไทยที่มีคุณค่าต่อเราเช่นกัน เพราะนอกจากจะทำให้เราสื่อสารกันด้วยความรู้ ความเข้าใจทั้งในการพูด อ่าน เขียนในปัจจุบันแล้ว  ยังทำให้เราเข้าใจความหมายของกวีนิพนธ์ คำสอน  คำศัพท์โบราณ  เรื่องราวต่างๆของคนในอดีต ฯลฯ อันมีผลต่อการศึกษาด้านจริยธรรม วรรณศิลป์และคติชนวิทยาอีกด้วย เช่น สุภาษิต นิทานชาดกทั้งที่เป็นมุขปาฐะคือบอกเล่าด้วยปากหรือวรรณกรรมที่มีการสอดแทรกคุณธรรมสอนเยาวชน เป็นต้น
อย่างไรก็ดี   เป็นที่น่าเสียดายว่า   ปัจจุบันภาษาไทยอยู่ในสภาวะที่แปรผันเสื่อมโทรมลง  ซึ่งมิใช่  เนื่องจากกาลเวลา แต่สาเหตุสำคัญประการหนึ่งเกิดจากคนไทยได้ละเลยต่อความสำคัญในการใช้ภาษาไทย  ทั้งนี้ อาจจะเกิดจากระบบการถ่ายทอดที่ยังขาดประสิทธิภาพ  ความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติที่แพร่กระจายหลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทยอย่างรวดเร็ว  อีกทั้งเยาวชนในปัจจุบันยังมีพื้นฐานภาษาไทยด้อยลง และเข้าใจหลักการใช้ภาษาอย่างผิวเผิน  ขาดโอกาสที่จะเรียนรู้สุนทรียภาพ ความประณีต ไพเราะของถ้อยคำทำนองไทย  สื่อมวลชนเองทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์ก็มีการใช้ภาษาต่างประเทศและภาษาไทยที่ผิดเพี้ยนในการสื่อสารมากขึ้น ทำให้เยาวชนมีวิธีคิดและการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องน้อยลง จนเป็นที่น่าวิตกว่าเอกลักษณ์ทางภาษาไทยกำลังจะสูญหายไปในที่สุด
จริงอยู่ ภาษา มีชีวิตและมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคตามสมัยเช่นเดียวกับมนุษย์ผู้สร้างที่มีการแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสิ่งแวดล้อม   และไม่ว่ายุคไหนๆย่อมมีคำใหม่ๆเกิดขึ้น คำเก่าบางคำก็อาจจะถูกทิ้งหรือลืมเลือนไปด้วยไม่รู้ความหมาย หรือไม่เข้ากับยุคสมัยนั้นๆ  อย่างไรก็ดี  เราต้องไม่ลืมว่า “ภาษา” เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็น ชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษแต่ละชาติแต่ละภาษา ได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องไปยังลูกหลานของตน  ทำให้อัตลักษณ์หรือตัวตนของชาติหนึ่งแตกต่างไปจากอีกชาติหนึ่ง ภาษาไทย เรา แม้จะมีการหยิบยืมคำในภาษาอื่นมาใช้ ก็ได้มีการพัฒนา ปรับเปลี่ยนจนมีลักษณะเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติที่น่าภาคภูมิใจ  ดังนั้น หากเราปล่อยให้ "ภาษาไทย”ของเรา เสื่อมโทรมหรือสูญหายไป ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพราะคิดว่าเป็นเรื่องล้าสมัยแล้ว  ต่อไปในอนาคตเราจะเป็นเช่นไร?
                  
                             ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เอง
                                เป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว

                             เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดถึงเรา
                              ทุกคนจึงมีหน้าที่ต้องรักษาไว้

    
            พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                        ขอบขอบคุณข้อมูลประกอบจาก สวช.

โดย อิทธิพัทธ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net