วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รับผิดชอบร่วมกัน !!!


   
ควันหลงจากการพ่ายแพ้ของนักเตะทีมชาติไทยยังมีการพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องทั้งแบบให้กำลังใจและให้คำด่า 
 
แต่น่าอนาถใจกับ "แฟนบอลโปรไลเซนส์" บางจำพวกที่สรรหาเรื่องมาด่านักฟุตบอลไทยแบบเอามันปากเข้าว่า 
 
ฟุตบอลแพ้ไม่ต้องหา "แพะ" หรือโทษใครหรอกครับ ทุกคนทุกฝ่ายในวงการฟุตบอลไทยต้องร่วมรับผิดชอบด้วยกันหมดตั้งแต่ สมาคมฟุตบอล ยันนักฟุตบอล 
 
แน่นอนว่าตัวของโค้ชอย่าง "วินนี" วินฟรีด เชเฟอร์ ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ได้
 
"วินนี" ไม่ใช่ "เทวดา" ที่จะถูกไปหมดทุกเรื่อง การด่านักฟุตบอล ด่าสมาคมฟุตบอล แต่ให้กำลังใจโค้ชอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนักในสายตาผม 
 
ความปราชัยของทีมชาติไทยต้องแยกเป็นกรณีไป แน่นอนว่าสมาคมฟุตบอลของ "บังยี" วรวีร์ มะกูดี ต้องรับผิดชอบไปแบบเต็มๆ
 
ประเด็นสำคัญที่สมาคมฟุตบอลสมควรถูกตำหนิคือการไม่สามารถจัดเกมอุ่นเครื่องให้ทีมชาติไทยได้ 
 
การยกเลิกคิวไปอุ่นเครื่องกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เมืองจีน อาจจะรับได้กับเหตุผลในเรื่องของการขอ "วีซ่า" และตั๋วเครื่องบิน เพราะเกมนัดนี้ถูกเปลี่ยนสถานที่ถึง 3 หน
 
แต่สมาคมฟุตบอลดันไม่มีแผนสองที่จะรองรับทำให้ทีมชาติไทยทำได้เพียงแค่ไปอุ่นเครื่องกับ "ราชันมังกร" ราชบุรี เท่านั้น
 
นโยบาย "อัดฉีด" ของ "บังยี" ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ก็ไม่น่าจะใช่กุญแจสู่ความสำเร็จของทีมชาติไทย เพราะถ้าเจียดเงินตรงนี้ไปดึงทีมดีๆ มาอุ่นเครื่องน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า
 
ที่ผ่านมา "บังยี" ประกาศอัดฉีดก่อนแข่งทุกครั้ง ตรงนี้เป็นการกระตุ้นให้นักเตะมีแรงฮึด แต่ฮึดยังไงคงไม่ไหวหากเตรียมทีมไม่ดีพอ
 
สมาคมฟุตบอลต้องไม่มองไปที่ยอดปลายตรงผลการแข่งขันถ้าชนะแล้วได้อัดฉีด แต่ควรให้การสนับสนุนระหว่างทางในช่วงเตรียมทีมเพื่อแข่งขันด้วย
 
การเอาแต่อัดฉีดแต่ไม่ลงทุนต่อเกมอุ่นเครื่องถือเป็นระบบการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของสมาคมฟุตบอล
 
ขณะเดียวกัน "วินนี" ก็วางแผนผิดพลาด เพราะไม่คิดที่จะเตรียมทีมตั้งแต่ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน "คิงส์คัพ" ครั้งที่ 42 ที่เชียงใหม่ 
 
สื่อมวลชนต่างเห็นค้านที่ "วินนี" จะใช้ตัวผู้เล่นหน้าใหม่ไปทดสอบฝีเท้าที่เชียงใหม่ แต่กุนซือเยอรมันเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเองในการพักผู้เล่นตัวหลัก 
 
ตามจริงแล้วทีมชาติไทยควรจะได้เกมอุ่นเครื่องดีๆ ถึง 2 เกมใน "คิงส์คัพ" ทั้งการเจอกับ ฟินแลนด์ ในนัดแรกและเจอ เกาหลีเหนือ หรือ สวีเดน ในนัดชิงชนะเลิศ
 
"คิงส์คัพ" ที่เชียงใหม่คือทัวร์นาเมนต์ที่ทีมชาติไทยสามารถใช้เป็นเกมอุ่นเครื่องแบบแน่ๆ
 
ต่างจากเกมอุ่นเครื่องกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทีมชาติไทยเป็นฝ่ายถูกเลือกและไม่มีอะไรแน่นอน กระทั่งสุดท้ายก็ไม่ได้เตะอย่างที่ตั้งใจ
 
ถ้าทีมชาติไทยเตรียมทีมตั้งแต่ "คิงส์คัพ" จะทำให้มีเวลารวมตัวฝึกซ้อมด้วยกันมากกว่า 5 วัน รวมถึงจะมีเกมอุ่นเครื่องอย่างน้อย 2 เกมด้วย
 
แน่นอนว่า "วินนี" อาจจะมีปัญหาในการเรียกตัวผู้เล่นที่บางสโมสรอาจจะไม่ปล่อยตัว แต่ตรงนี้พูดลำบากเพราะตอน "คิงส์คัพ" ออกข่าวกันทุกวันว่าแค่ทดสอบเด็กใหม่ 
 
ทั้งสมาคมฟุตบอลและ "วินนี" ไม่ได้ยกระดับทัวร์นาเมนต์ "คิงส์คัพ" ให้เป็นเกมที่มีคุณค่าและเรียกผู้เล่นชุดดีที่สุดไปเล่นจึงมีการถอนตัวกันมากมาย 
 
จริงๆ แล้ว "วินนี" ไม่จำเป็นต้องสร้าง "ทีมแห่งอนาคต" ใน "คิงส์คัพ" แต่ควรจะใช้เป็นการเตรียมทีมที่ดีสำหรับ "เอเชี่ยนคัพ 2015" นัดแรกกับคูเวต มากกว่า 
 
"วินนี" มีเวลาที่จะสร้างทีมแห่งอนาคต หรือทดสอบตัวผู้เล่นใหม่ๆ อีกเยอะหลังจบเกมเอเชี่ยนคัพ นัดที่ 2 กับเลบานอน ในวันที่ 22 มีนาคม 
 
ถึงตรงนั้นทีมชาติไทยมีเวลาว่างเว้นก่อนจะไปเตะเกมที่ 3 กับ อิหร่าน ในเดือนตุลาคมถึง 6 เดือน 
 
ช่วง 6 เดือนที่ว่าทีมชาติไทยได้วางคิวอุ่นเครื่องเอาไว้บ้างแล้ว "วินนี" ควรจะใช้เวลาตรงนั้นน่าจะเหมาะสมต่อการทดสอบผู้เล่นมากกว่าในช่วง "คิงส์คัพ" 
 
แต่ "วินนี" เลือกที่จะทำตามแผนการของตัวเอง เพราะฉะนั้นก็ต้องรับผิดชอบผลงานของตัวเองที่เกิดขึ้นจากเกมแพ้คูเวต
 
ถึงตรงนี้ "วินนี" ไม่ต้องเน้นไปที่ทีมแห่งอนาคตแล้วครับ แต่ควรเน้น "ทีมปัจจุบัน" มากกว่า เพราะหากปัจจุบันยังทำผลงานเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เห็นทีจะหวังอนาคตยาก
 
เกมนัดต่อไปกับเลบานอน คือนัดที่ "วินนี" จำเป็นจะต้องพาทีมบุกคว้าแต้มกลับมาให้ได้ไม่งั้นทีมชาติไทยคงยุติเส้นทางใน "เอเชี่ยนคัพ 2015" ตั้งแต่ไก่โห่
 
ถ้าทีมชาติไทยหมดลุ้นใน "เอเชี่ยนคัพ 2015" ก็เห็นทีจะต้องพิจารณาอนาคตของ "วินนี" ด้วย 
 
ต้องยอมรับความจริงว่า "วินนี" เข้ามาทำทีมชาติไทยเกือบจะ 2 ปีแล้วยังไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้นอกจากคำว่า "ศรัทธา" ที่แฟนบอลไทยเชื่อเท่านั้น
 
แต่กระแสของแฟนบอลคงทัดทานไม่ไหวหากผลงานของทีมชาติไทยยังไม่กระเตื้องขึ้นเสียที ไม่งั้นหลายคนคงไม่เริ่มสงสัยในฝีมือของ "วินนี" เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ 
 
เรียนตามตรงว่าสถานการณ์ของ "วินนี" ตอนนี้อยู่ในอาการโคม่า นอกจากผลงานของทีมชาติไทยจะไม่ดีแล้วยังมีการตีแผ่เรื่องนอกสนามของโค้ชคนนี้ออกมาเรื่อยๆ อีก
 
แต่ "วินนี" จะอยู่ทนหรืออยู่นานก็อยู่ที่ผลงานในสนามที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเหมาะสมกับการคุมทีมชาติไทยหรือไม่ 
 
วิถีของฟุตบอลทั่วโลกวัดกันที่ผลงานในสนามครับ ไม่ใช่ข้อความไพเราะเสนาะหูและการกด Like ใน FACEBOOK 
 
เหนือสิ่งอื่นใดผลงานของทีมชาติไทยถือเป็นการสะท้อนการบริหารจัดการของสมาคมฟุตบอลเหมือนกัน
 
 หาก "ช้างศึก" ต้องตกรอบไปอีกรายการเห็นทีท่านผู้บริหารสมาคมฟุตบอลก็สมควรจะรับผิดชอบต่อผลงานเหมือนกับ "วินนี" นะครับ
 
*** บับเบิ้ล...บ้าบอล คมชัดลึก 9 ก.พ. ****

โดย บับเบิ้ล

 

กลับไปที่ www.oknation.net