วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อ่างทอง เมืองสองนที


 

อ่างทองได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำสายสำคัญสองสายไหลผ่าน คือแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยา อ่างทองเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของผู้คนในแถบภาคกลางมาเป็นเวลายาวนาน  ในอดีตเมืองแห่งนี้มีชื่อว่า “เมืองวิเศษไชยชาญ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อยบริเวณที่ตั้งอำเภอวิเศษชัยชาญในปัจจุบัน แต่สันนิษฐานว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา แม่น้ำน้อยได้เกิดตื้นเขินจนการสัญจรทางน้ำไม่สะดวก จึงมีการย้ายเมืองมายังริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับขนานนามเมืองใหม่แห่งนี้ว่า “เมืองอ่างทอง”

อ่างทองเป็นจังหวัดเล็กๆที่ในอดีตเทียบได้กับชานเมืองหลวงที่มีกรุงศรีอยุธยาเป็นพระนคร ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจึงเลือกมาเที่ยวอยุธยา มากกว่าจะมาเยือนจังหวัดเล็กๆอย่างอ่างทอง แต่ในความเป็นจริงอ่างทองก็มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง ซึ่งผมจะพาไปแนะนำกันครับ การเดินทางในครั้งนี้เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพฯ ผ่านบางปะอินก่อนมุ่งหน้าอำเภอป่าโมก ผมเลี้ยวซ้ายก่อนถึงตัวอำเภอเล็กน้อยเพื่อมุ่งหน้าสู่วัดท่าสุทธาวาส วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น

 

 

เนื่องจากวัดท่าสุทธาวาสตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยก่อนจึงได้รับผลกระทบจากอุทกภัยบ่อยครั้ง ดังนั้นที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทรงงานช่วยเหลือประชาชนอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้สมเด็จพระเทพฯได้โปรดเกล้าให้บูรณะวัดท่าสุทธาวาสให้งดงามดังที่เห็นในปัจจุบัน โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ที่ประกอบด้วยภาพไตรภูมิ ภาพพระมหาชนก เป็นต้น

และบริเวณศาลาการเปรียญของวัดท่าสุทธาวาสยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ตุ๊กตาชาววังในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยที่นี่จะมีชาวบ้านมารวมกลุ่มกันสร้างสรรค์งานตุ๊กตาชาววังหลากหลายรูปแบบ โดยเราสามารถเข้าชมวิธีการผลิตอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย

สถานที่ถัดไปคือวัดป่าโมกที่ตั้งอยู่ห่างออกไปพอสมควร วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระพุทธไสยาสน์ที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย  โดยไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างองค์พระ มีเพียงหลักฐานการบูรณะในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา ในปีพ.ศ.2271 นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องพุทธลักษณะอันงดงามขององค์พระพุทธไสยาสน์แห่งวัดป่าโมกแล้ว วัดป่าโมกยังมีตำนานเรื่องพระพุทธไสยาสน์พูดได้ที่เล่าขานกันว่า ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาด จนพระโต พระในวัดป่าโมกป่วยหนัก อุบาสิกาที่เป็นหลานของพระโตจึงได้อธิษฐานต่อพระพุทธไสยาสน์ คราวนั้นเกิดเสียงออกมาจากพระอุระของพระพุทธไสยาสน์ บอกถึงตำรายาแก้โรค และเมื่อพระโตได้รับยาต้มตามคำบอกเล่า ก็กลับหายเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์

 

 

จากอำเภอป่าโมก ผมมุ่งหน้าไปตามถนนสายเล็กที่สองข้างทางร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ มองเห็นทุ่งข้าวเขียวขจีแผ่ขยายไปไกลสุดลูกหูลูกตา จนมาถึงอำเภอวิเศษชัยชาญ ที่นี่ในอดีตคือชุมทางการค้าเก่าแก่ริมแม่น้ำน้อย ที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่เป็นแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเจริญรุ่งเรืองมากจนเป็นชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5

และแม้นว่าตลาดศาลเจ้าโรงทอง ตลาดเก่าแก่ของเมืองวิเศษชัยชาญ จะเกิดเพลิงไหม้ในปี พ.ศ.2548 จนทำให้เรือนแถวไม้อายุเก่าแก่ถูกเพลิงเผาพลาญไปจนเกือบหมด แต่ด้วยความเข็มแข็งของชุมชน รวมถึงความร่วมมือจากภาครัฐ ทำให้การสร้างบ้านเรือนที่เสียหายขึ้นมาใหม่ ยังคงรูปแบบและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวตลาดศาลเจ้าโรงทองเอาไว้ ดังนั้นในวันนี้เราจึงได้เห็นเรือนแถวที่แม้นจะสร้างขึ้นด้วยวัสดุสมัยใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายของเรือนแถวโบราณด้วยประตูไม้บานเฟี้ยม บางหลังมีการสลักเสลาลวดลายงดงาม และด้วยความที่ตลาดศาลเจ้าโรงทองแห่งนี้เป็นแหล่งขนมไทยโบราณ ดังนั้นเพียงเดินผ่านป้าย “ตลาด 100 ปีศาลเจ้าโรงทอง” เราก็จะได้เห็นร้านขายขนมไทยมากมายให้เลือกชิม ทั้งขนม จ่ามงกุฏ ทองหยิบ ทองหยอด และที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือขนมเกสรลำเจียก ขนมไทยโบราณที่หาทานกันไม่ง่ายนัก

เนื่องจากตลาดศาลเจ้าโรงทอง เป็นตลาดเก่าแก่ที่มีความเป็นมายาวนาน และปัจจุบันก็ยังคงสภาพของการเป็นตลาดซื้อขายสินค้าของผู้คนในอำเภอวิเศษชัยชาญ ดังนั้นที่นี่จึงเป็นตลาดที่ไม่เน้นขายนักท่องเที่ยวจนหลงลืมรากเหง้าของตนเองไป การเดินเที่ยวตลาดศาลเจ้าโรงทองจึงได้อารมณ์ของการเดินตลาดโบราณที่เต็มไปด้วยขนมไทยอร่อยๆ ขณะเดียวกันก็ยังมีบรรยากาศการซื้อขายของกินของใช้ อันเป็นเสน่ห์ของการเดินเที่ยวตลาดอย่างแท้จริง

หลังจากเดินชิมขนมไทยพร้อมทั้งหอบหิ้วขึ้นรถกลับมาเป็นของฝากแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ คราวนี้เราไปยังวัดม่วงที่อยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอวิเศษชัยชาญนัก สิ่งที่สังเกตเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่เลี้ยวเข้าเขตวัดคือพระพุทธรูปองค์มหึมาสูงตระหง่าน ตัดกับเส้นขอบฟ้าบนผืนนาข้าวสีเขียวขจี นี่คือ พระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 จนมาเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2550 ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้นถึง 16 ปี

นอกจากเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อใหญ่แล้ว ที่วัดม่วงแห่งนี้ยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกสององค์ คือหลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารแก้วอีกด้วย อันที่จริงแล้ววัดม่วง เคยเป็นวัดร้างมาก่อน สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมาในปี พ.ศ.2525 หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ได้เข้ามาธุดงค์ในบริเวณวัด และได้บูรณะวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ จนได้รับการประกาศยกขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ ในปี พ.ศ.2527

ภายในเขตวัดพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่มาเที่ยวชมและสักการะหลวงพ่อใหญ่ ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว บ้างก็มากันเป็นรถบัสคันโต นอกจากนี้บริเวณโดยรอบวัดยังมีปูนปั้นแสดงพระพุทธประวัติ รวมถึงแดนนรก สวรรค์ ให้ผู้มาเยือนได้ชมอีกด้วย ผมใช้เวลาพอสมควรอยู่ภายในวัดเพราะด้วยพื้นที่อันกว้างขวาง กว่าจะเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งจึงใช้เวลาพอสมควรรวมถึงต้องเผื่อเวลานั่งพักเหนื่อยด้วยเพราะแดดยามบ่ายนั้นร้อนระอุเหลือหลาย

 

 

ผมขับรถออกมาจากวัดเพื่อไปยังสถานที่ถัดไป ที่แห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองวิเศษชัยชาญพอสมควร เส้นทางลัดเลาะไปตามถนนหลวงสายรอง ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเล็กที่สองข้างคือนาข้าวสีเขียวสด หลังจากผ่านไปหลายโค้ง เลี้ยวไปหลายแยก ผมก็มาจอดยังอาคารโบราณเล็กๆหลังหนึ่งที่หลงเหลือเพียงผนังทั้ง 4 ด้าน อาคารนี้คือ พระตำหนักคำหยาด พระตำหนักที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ผู้ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 10 วันก่อนจะทรงสละราชสมบัติให้แก่พระเชษฐาธิราช สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา

หลังสละราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ได้ทรงออกผนวชและสร้างพระตำหนักคำหยาดขึ้นเพื่อปลีกพระองค์มาอยู่ไกลพระนคร พระตำหนักแห่งนี้ก่อด้วยอิฐยกพื้นสูง บริเวณใต้ถุนเจาะเป็นช่องรูปประตูโค้งแหลม ตามคติการสร้างที่นิยมมาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เครื่องบนของอาคารพังทลายลงมาหมดสิ้น เหลือเพียงผนังสี่ด้าน

 ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระตำหนักคำหยาดได้ถูกทิ้งร้างเช่นเดียวกับวัดวาอารามจำนวนมาก จนพระตำหนักคำหยาดได้ทรุดโทรมลงกลายเป็นอาคารร้างที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่ง แต่ด้วยความสำคัญทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และงานสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ ทางกรมศิลปากรจึงได้ทำการอนุรักษ์และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อย และแม้ปัจจุบันความเจริญได้คืบคลานเข้ามาประชิดพื้นที่ของพระตำหนักคำหยาด แต่อย่างน้อยบริเวณโดยรอบพระตำหนักก็ยังได้รับการปกป้อง วันนี้ผมจึงสามารถเดินชื่นชมพระตำหนักคำหยาดท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบ ชวนให้จินตนาการถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของอาคารแห่งนี้

 

 

หลังจากเดินชื่นชมพระตำหนักคำหยาดจนทะลุปรุโปร่งแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายถัดไปที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก นั่นคือวัดขุนอินทประมูล วัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์อันงดงามอีกแห่งหนึ่ง แต่เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้องค์พระพุทธไสยาสน์แห่งนี้ได้รับความเสียหายจนต้องมีการบูรณะครั้งใหญ่ ดังนั้นองค์พระในขณะนี้จึงถูกบดบังไปด้วยโครงเหล็กของช่างฝีมือที่กำลังบูรณะพระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูลให้กลับมางดงามดังเดิม

สำหรับชื่อวัดขุนอินทประมูล มีที่มาจากตำนานที่ว่า ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา มีนายอาการ ตำแหน่งขุนอินทประมูล ผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และตั้งปณิธานที่จะซ่อมสร้างวัดร้างแห่งหนึ่ง แต่ด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวที่ไม่เพียงพอ ขุนอินทประมูลจึงได้ยักยอกพระราชทรัพย์หลวง จนสามารถซ่อมสร้างพระพุทธไสยาสน์และสิ่งก่อสร้างต่างๆในวัดได้สำเร็จ แต่ต่อมาถูกจับได้ ขุนอินทประมูลก็ยังไม่ยอมรับผิดเพราะเกรงว่าถ้าสารภาพแล้ว ผลบุญจะไปตกอยู่กับพระเจ้าแผ่นดินแทน จึงถูกลงโทษจนสิ้นใจ    

 เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงทราบความ และทรงตระหนักถึงแรงศรัทธาของขุนอินทประมูล จึงโปรดให้ฝังร่างของขุนอินทประมูลไว้ในเขตวิหารด้านหลังพระพุทธไสยาสน์ และพระราชทานนามว่า วัดขุนอินทประมูล พร้อมทั้งถวายนามพระพุทธไสยาสน์ว่า พระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล

 

 

บรรยากาศยามเย็นบริเวณวัดขุนอินทประมูลดูสบายๆ ไม่ร้อนระอุเหมือนในช่วงเที่ยง ผู้คนยังคงแวะเวียนมาสักการะพระพุทธไสยาสน์แม้จะยังอยู่ในช่วงบูรณะ พระพักตร์ขององค์พระดูงดงามโดยเฉพาะเมื่อต้องแสงแดดอ่อนๆยามบ่าย ก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะลาลับ เราขับรถต่อไปยังจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ นั่นคือวัดไชโย วัดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกแห่งหนึ่ง วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระมหาพุทธพิมพ์ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่ปรากฎหลังคาวิหารสูงใหญ่มาแต่ไกล

เนื่องจากเป็นเวลาเย็นแล้ว ผู้คนที่มาสักการะพระมหาพุทธพิมพ์จึงดูบางตา ผมเดินเข้าไปยังวิหารที่สร้างคร่อมองค์พระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ มีหน้าตักกว้างถึง 16.1 เมตร พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิม สมเด็จพระพุทธจารย์โต (โต พรหมรังสี) ได้สร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ ไม่ปิดทองเอาไว้กลางแจ้ง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้โปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ แต่ขณะลงรากฐานของวิหาร ส่งผลทำให้องค์พระพุทธรูปพังทลายลงมา จึงมีการสร้างองค์พระขึ้นมาใหม่ โดยใช้รูปแบบเดียวกับหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร ที่กรุงเทพฯ   

หลังจากสักการะพระมหาพุทธพิมพ์แล้ว ผมเดินมาที่ท่าน้ำหน้าพระอุโบสถเพื่อพักเหนื่อยจากการตระเวนเดินทางไปทั่วจังหวัดอ่างทองในวันนี้ สายน้ำเจ้าพระยาไหลเอื่อย แสงแดดยามเย็นเริ่มอ่อนแรง ตลิ่งริมน้ำเหมาะแก่การนั่งชมวิถีชีวิตที่ดำเนินไป อ่างทองแม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็เต็มไปด้วยสถานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะศาสนสถานที่ก่อกำเนิดขึ้นจากแรงศรัทธาของผู้คนในลุ่มภาคกลาง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน 

โดย hooknoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net