วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ครั้งแรก... แบกเป้...ท่องวังเวียง


ครั้งแรก...  แบกเป้...ท่องวังเวียง

  แม้ในวัยที่ล่วงเลยเกินกิจกรรมแบกเป้ท่องเที่ยว  แต่ก็อยากจะลองดูสักครั้ง

ไม่มีเวลาเตรียมตัวมากนักสำหรับ 3 หญิง แบ็กแพ็คเกอร์มือใหม่

รู้เพียงจุดหมายปลายทางคือ...วังเวียง  แขวงเวียงจันทร์  สปป.ลาว

 

       เมืองวังเวียงของประเทศลาวนั้น เป็นเมืองเล็กๆ ห่างจากนครหลวง
เวียงจันทน์ไปทางเหนือประมาณ 154 กิโลเมตร บนเส้นทางหมายเลข 13
เหนือ (Route 13 North) และห่างจากเมืองหลวงพระบาง 210 กิโลเมตร
ตัวเมืองวังเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง สภาพทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบระหว่าง
ภูเขา มีภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตาท้าทายนักไต่เขายิ่งนัก ความสูงจากระดับ
น้ำทะเลอยู่ประมาณ 1,000 เมตรโดยเฉลี่ย มีป่าไม้และลำธารที่ค่อนข้าง
จะถือว่าสมบูรณ์มากทีเดียว

วังเวียงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามเป็นธรรมชาติอีกทั้ง
ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองรีสอร์ทของลาว  เพราะมีแม่น้ำไหลเลาะตามภูเขา
หินปูนรูปทรงแปลกตา  คล้ายเมืองกุ้ยหลินของเมืองจีน  ทิวทัศน์รอบๆ
ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูงตั้งเรียงรายตามลำน้ำซอง มองเห็นสายน้ำกว้าง
สลับเนินทราย โดยมีเทือกเขาหินปูนเป็นฉากหลัง

ขอบคุณข้อมูลจากคุณถั่วหมักที่  http://atcloud.com/stories/94631

 

 ประสบการณ์การเดินบางมุมน่าจะนำมาแลกเปลี่ยนกันได้บ้างนะคะ

จริง ๆ แล้วดิฉันไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังกับการเดินทางมากนัก ยิ่งชวนไปลาวขออภัยที่รู้สึกเฉย ๆ (เพราะคิดว่าอยู่ใกล้ๆเองไปเมื่อไหร่ก็ได้) แต่ที่ยอมตกลงเพราะเพื่อนป่วยทางใจ  เห็นควรรักษาด้วยการเดินทางท่องเทียว ส่วนอาการป่วยทางกายของดิฉันเลยต้องพับไว้ก่อน  (กินยาปฏิชีวนะต่อให้ครบก็หายแล้วค่ะ)

   จุดนัดหมายของเราคือเชิงสะพานมิตรภาพไทย – ลาว จังหวัดหนองคาย

   วันที่  9  กุมภาพันธ์  2556  เวลาประมาณ  7.00  น.  แต่ดิฉันมาถึงจุดนัดหมายจริง ๆ ก็ปาไปเกือบ แปดโมงเช้า  ยืนยันว่าเหยียบสุด ๆ 120 – 140 กม./ชม.แล้วนะคะ

   ถ่ายภาพจุดสตาร์ทซะก่อน  เพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มเคยมีประการณ์เดินทางไปวังเวียงมาแล้วค่ะ  แต่ไม่ใช่แบกเป้แบบนี้

 

 

 

  ข้อมูลสะพานมิตรภาพไทยลาว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากอำเภอเมืองหนองคายไปเมืองท่าเดื่อ ของสปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง เวียงจันทน์ ประมาณ 20 กิโลเมตร สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และไทย นับว่าเป็นสะพานที่สร้าง ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สะพานเปิดเวลา 05.00-20.00 น.
นักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการเดินทางจากหนองคายไปเวียงจันทน์จำเป็นต้องใช้สะพานแห่งนี้ ตัวสะพานมีความยาว  1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร มีช่องสำหรับเดินรถ 2 ช่องทาง ซึ่งตรงช่วงกลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟ เชิงสะพานมีด่านตรวจ คนเข้าเมืองและศูนย์ให้บริการข่าวสารท่องเที่ยวของ ททท. ตั้งอยู่

 

เอกสารประกอบการเดินทางไปสสป.ลาว  สำหรับ  ชาวไทย

  • ต้องทำบัตรผ่านแดนที่ศาลากลางจังหวัดหนองคายด้วยตัวเอง ค่าธรรมเนียม

ค นละ   40   บาท 

  โทร. 042 - 411 – 778 หรือ ให้บริษัททัวร์ดำเนินการ  -  ค่าบริการ 100 บาท

  •  เอกสารประกอบการทำบัตรผ่านแดน  ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน , รูปถ่ายสี  ขนาด 1 นิ้ว  /   2  รูป ถ้านักท่องเที่ยว อายุต่ำกว่า   15   ปี  เตรียม สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาสูติบัตรแทนสำเนาบัตรประชาชน   หลังจากนั้น นำบัตรผ่านแดนไปประทับตราที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง
  • ค่าธรรมเนียม ฝั่งไทย   10   บาท ฝั่งลาว  50  บาท  ( จันทร์ - ศุกร์  )     70  บาท  (  เสาร์ - อาทิตย์ ) 
  • อายุผ่านแดน   บัตร มีอายุ 3   วัน หากอยู่เกินต้องขอต่อที่กระทรวงภายใน สปป.ลาว   ใช้ได้เฉพาะการเดินทางไปเมืองชายแดนไทย – ลาว ไม่เกิน  25  กม.  หากเดินทางไปเมืองอื่นต้องใช้หนังสือเดินทางพร้อมวีซ่า

แต่การเดินทางครั้งนี้เราใช้หนังสือเดินทาง ( Passport )  ค่ะ

จ่ายช่องนี้  40  บาท

จ่ายค่ารถทัวร์คนละ 20 บาท จากเชิงสะพานฝั่งไทยไปลาว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถึงฝั่งลาวจ่ายอีกคนละ 40  บาท

 

 

 

ขณะที่กำลังยื่นเอกสารเพื่อเดินทางเข้าประเทศ  ก็จะมีพนักงานขับรถหลายคนมาคอยถามจะไปไหน  และส่วนใหญ่เสนอราคาแพงมาก มีพนักงานขับรถคนหนึ่งบอกว่าขอ  500  บาทเหมาจากเชิงสะพานไปเวียงจันทร์  (ระยะทางประมาณ  20 กม.)  เราไม่ตกลง  สักพักเดินกลับมาบอกขอ  3 คน 200  บาท  เพราะมีฝรั่งไปด้วย 1 คน  เก็บจากฝรั่งไป 300 บาท  (จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้)  ทราบภายหลังว่าเค้าชื่อ  โอลิเวอร์ เป็นชาวเยอรมัน  มาจากเที่ยวที่เชียงใหม่จะไปเวียงจันทร์  แต่ไม่รู้จะไปไหนและจะพักที่ไหน

 

ระหว่างเดินทางพนักงานขับรถโทรศัพท์ติดต่อรถตู้อีกคันให้เดินทางต่อไปวังเวียง  บอกคิดราคา  คนละ  250  บาท เป็นราคาแชร์นะ  เพราะไปสมทบนักท่องเที่ยวอีกกลุ่ม  เพื่อนแนะนำว่าเราควรตกลงเพราะจะได้ไม่เสียเวลา  เพราะมาครั้งที่แล้วจ่ายไปคนละ  400  บาท

 

 

รถตู้ที่เราจะเดินทางต่อไปวังเวียง  ภายในรถเป็นนักท่องเที่ยวจากจีนทั้งหมด  พนักงานขับรถคนนี้ถามเราว่า  เราจ่ายค่ารถคนละเท่าไหร่  เขาหัวเราะบอกว่า  ทุกคนในรถจ่ายแค่คนละ 150 บาท เสียงหัวเราะพร้อมกับอาการส่ายหน้าของเขาช่างทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนมีเขางอกเสียกระไร  เขาคงดูอาการออก  หันมาชำเลือง  และบอกว่า  อย่าคิดมากเลยมันธรรมดา  เพราะเขาก็ได้เงินแค่  150  บาท 

ถนนจากเวียงจันทร์ไปวังเวียงมีกำลังก่อสร้างบางช่วง  และมีช่วงถนนคดเคี้ยวขึ้นเขา

 

วิวข้างทาง

 

แวะปั๊มน้ำมันระหว่างเดินทาง และกินไอติมราคาแท่ง 30 บาท (ที่เมืองไทย 10 บาท)

 

 

เขาแนะนำว่าจะหาที่พักให้ราคาถูกเมื่อถึงวังเวียง  เราไม่ปฏิเสธ 

 

 

แต่เมื่อถึงวังเวียง เวลาประมาณ  13.00 น. เราแจ้งขอหาอาหารกลางวันทานก่อนที่จะตัดสินใน  เพราะหิวเต็มที่

 

 

 

 

เดินสอบถามร้านอาหารที่รสชาตดีกับชาวบ้านแถวนั้น  เขาแนะนำร้านนางบด  แต่เรากลับเดินต่อแวะร้านที่มีวิวริมน้ำซองแห่งนี้  

 

วิวด้านหลังร้านอาหาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท้องอิ่มแล้วควรหาที่พักก่อนเพื่อนำสัมภาระไปเก็บ  เพื่อสะดวกในการท่องเที่ยว  ที่พักที่ติดริมน้ำส่วนใหญ่จะเต็ม  เราเลือกที่นี่  ตอนแรกบอกราคา  800  บาท/คืน  เราขอดูห้องก่อน  เจ้าของรีบบอกว่า  500  บาทก็ได้  เราตกลงแม้อาจยังไม่ถูกใจนัก  เพราะรู้สึกว่าเป้มันเริ่มหนักมากขึ้น ๆ

วิวด้านหลังที่พัก

 

 

เราสังเกตว่าที่วังเวียงมีนักเที่ยวฝรั่งเป็นส่วนใหญ่  และมีเกาหลีที่นิยมมาเที่ยว  คนไทยน้อยมาก  ที่สำคัญเรายังไม่เจอเลย  อาจกระจายพักที่อื่น ๆ

 

เราตกลงเลือกกิจกรรมไปชมถ้ำช้าง  บริษัทนำเที่ยวคิดราคาคนละ 400  บาท  (แม้ดิฉันอยากเช่ามอเตอร์ไซด์ขับชมเมืองมากกว่า  ราคาเช่า เช้าถึง หกโมงเย็น ราคา  300  บาท,  24 ชม. ราคา  500  บาท)  ตอนนี้เวลา  บ่ายสามโมงแล้ว  บริษัทแจ้งว่า  การเดินทางจะมีนั่งห่วงยางเข้าไปในถ้ำ  ต้องเปียก  เราจึงขอเวลาเตรียมกางเกงขาสั้น  และให้ไปรับเราที่ที่พัก

 

บริษัทส่งรถมารับ คล้ายรถสองแถว พร้อมพนักงาน  ซึ่งทักทายเราเป็นภาษาอังกฤษ  เราแจ้งว่าเป็นคนไทย  การเดินทางมีเพียงเรา  3  คน  และไกด์ 1 คน  เนื่องจากเราเป็นกลุ่มสุดท้าย

ระหว่างเดินทางดิฉันรู้สึกกลัวขึ้นมา  เพราะได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากไกด์  (ขออภัยไม่ได้มองว่าคนดื่มสุราคือคนไม่ดี)  แต่ประเด็น  การพูดคุยออกไปทางล่วงเกินทางวาจา และสายตา  ดิฉันพยามชวนคุยเบี่ยงเบน  สอบถามระยะเวลาในการเดินทางครั้งนี้  เขาแจ้งว่าประมาณ  สองชม.  ดูเลาน่าจะเกือบ หกโมงเย็น  ใจก็นึกไปถึงพระอาทิตย์คงตกดินแล้ว  และสอบถามว่าโรงพยาบาลวังเวียงอยู่ไกลจากที่พักเราไหม  เขาถามว่าจะไปโรงพยาบาลทำไม  ถ้าไปโรงพยาบาลต้องตาเขียวไป  ไม่ก็นอนไป  สงสัยดูหนังฆาตกรรมมากไป  ตอนนี้กลัวจนหัวหด  แต่ทำใจดีสู้เสือ  (ขออภัย  แม้ไม่ได้มีหน้าตาเป็นอาวุธก็ตาม) เอ หรือไกด์จะกลัวพวกเรา (......) มากกว่านะ

 

 

เมื่อไปถึงเราต้องนำข้าของใส่ในถุงกันเปียกน้ำที่เขาเตรียมให้  และเดินข้ามสะพานผ่านแม่น้ำซองต่อไปยังถ้ำ  อีกประมาณ  3 กม. ระหว่างเดินทางดิฉันรู้สึกต้องระวังตัวเป็นพิเศษ  คอยเดินทิ้งระยะห่าง  เพื่อไม่ให้ถูกประชิดตัว  ดิฉันแกล้งถามว่าแถวนี้มีสุนัขไหม  แล้วแกล้งถือท่อนไม้ไผ่เหมาะมือที่วางอยู่ริมทาง  เขาหันมามองและบอกว่าไม่มี  พร้อมกับเดินมาแย่งไม้จากมือดิฉัน ดิฉันดึงไม้กลับ  แต่เขาไม่ยอม  ดิฉันจำเป็นต้องปล่อยและให้เขาโยนไม้ทิ้ง

 

 

มาถึงริมน้ำ  บริเวณที่จะนั่งห่วงยางเข้าชมในถ้ำ  เราถามเขาว่า  ทำไมไม่พาชมถ้ำช้างซึ่งแห้งก่อน  เขาบอกว่าเดินผ่านมาแล้ว  เดี๋ยวค่อยกลับไป  เราต่อว่าเขานิดหน่อยว่าทำไมไม่ชมถ้ำแห้ง  แล้วค่อยมาถ้ำเปียก  เขาบอกเปียกเดี๋ยวก็แห้ง

ดิฉันบ่างเบี่ยงที่จะเข้าชมถ้ำ  อ้างกลัวที่มืด ๆ และแคบ ๆ เขาบอกมาแล้วต้องเข้าชม  ดิฉันบอกเพื่อนว่าขอไม่เข้าไป  คิดว่าหากเกิดอะไรขึ้น  อย่างน้อยดิฉันอยู่ข้างนอก  ยังจะพอช่วยเหลือได้  และอาสารับฝากข้างของมีค่าของเพื่อ ๆ ไว้

 สังเกตรอบ ๆ เป็นร้านอาหาร  แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวเหลืออยู่เลย  มีผู้ชายชาวลาว 4-5 คนกำลังปรับปรุงร้านค้า  มีหญิงวัยกลางคนอยู่ 1 คน  (อย่างน้อยก็อุ่นใจขึ้นมา)  ผู้หญิงเป็นเจ้าของห่วงยางและไฟฉายติดศีรษะเวลาเข้าชมถ้ำให้เช่าต่อ

 

 

 

 น้ำสวย ใส และเย็นมากค่ะ  จนอดใจไม่ไหวที่จะเดินลุยน้ำ 

 

 

 

รอจดจ่อจนเพื่อนกลับออกมาค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย

 

 

 

 

 

 

เราเดินทางกลับผ่านชุมชนซึ่งเขาบอกว่ามี 18  หลังคาเรือนเท่านั้นเพื่อมาชมถ้ำช้าง

 

ที่เรียกถ้ำช้าง  เพราะมีหินย้อยคล้ายช้างค่ะ  เขาชี้ให้ดู รูปปั้นพระแม่ธรณี  และกระต่าย  ที่มีรูปปั้นกระต่ายเพราะ  ที่นี่เลี้ยงกระต่ายไม่ได้  กระต่ายจะตายหมด  เขาบอกว่ามีสาเหตุจาอากาศที่เย็นตลอด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เห็นนั่งท่าทางมีชีวิตที่เรียบง่าย ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม ขอเก็บภาพนิดนึงนะคะ

 

 

 

ภูเขาหินปูนลูกนี้เหมือนแกะสลักเป็นหน้าคนด้วยค่ะ

 

 

ระหว่างเดินทางกลับ  ไกด์บอกว่า  คนเราก็แปลกไม่ชอบสบายอยากมาลำบาก

ตอนนี้อยากขอบคุณที่พากลับมาอย่างปลอดภัย

 

ที่นี่มีการสร้างฝายแม้วและมีประตูเปิดปิดการปล่อยน้ำที่แยกออกมาจากแม่น้ำซอง

 

 

 

หลังจากเพื่อน ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเราก็เดินออกมาหาอาหารเย็นทานกัน  ที่นี่จะมีร้าน  โรตี  และปาเต๊ะ  (ขนมปังฝรั่งเศสใส่ไส้หมูและผัก)  ขายอยู่ทั่วไป  ราคาแผ่นละ  40  บาท  เราไม่ได้ใช้เงินกีบของลาวค่ะ  ใช้เงินไทยเขาก็รับ  (อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่  1 บาท เท่ากับ 250 กีบ)

 

เราเดินเลือกกันอยู่หลายร้าน  ขณะที่กำลังเปิดดูเมนูพร้อมราคาอาหารที่อยู่หน้าร้านก็พบว่าราคาอาหารที่นี่ถูกกว่าร้านที่เราทานตอนกลางวัน  ลาบปลาที่เราทานกลางวัน  40,000 กีบ ที่นี่  20,000 กีบ  แลยังพบว่าเจ้าของเป็นหนุ่มไทย  ชาว กทม.  มีภรรยาเป็นแม่หญิงชาวลาว  หลังจากส่งไปเรียนทำอาหารที่เมืองไทยจึงให้กลับมาเปิดร้านอาหารที่  เดิมชื่อร้าน  ไม้ไผ่  ตอนนี้กำลังเปลี่ยนป้ายเป็น เชฟ ดาว 

แนะนำให้ลองทาน พิชซ่าลาว  บอกมีที่นี่ที่เดียว  และมีเมนูผัดผักแนะนำ  เป็นผักที่ไม่มีชื่อ  ไม่รู้ว่าชื่ออะไร  ตอนแรกคิดว่าป๋วยเล้งหรือเปล่า  ก็ไม่ใช่  ลักษณะลำต้นอวบตรง  มีใบเฉพาะยอด  มีแค่ช่วงฤดูหนาว  ผ่านมาก็ลองมาชิมดูค่ะ  อาหารสองอย่างวันนี้หมดไปแค่  200  บาทค่ะ 

 

 

 

เดินชมเมืองพบร้านขายของที่ระลึกริมถนนมีร้านเดียวผลิตภัณฑ์คล้าย ๆ ชาวดอยของเมืองไทยเลยค่ะ 

 

 

 

 

ในตัวเมืองจะมีบริษัทขายตั๋วหลายแห่ง  ราคาก็แตกต่างกัน  ร้านแรกอยู่ข้างร้านอาหารบอกเราว่า  ราคาตั๋วกลับเวียงจันทร์ประมาณ  360 บาท  เดินมาอีกร้านราคา  50,000 กีบ (200 บาท)  อีกร้าน  40,000  กีบ (160 บาท)  เราเลือกบริษัทนี้แน่นอน  รถจะออกจากวังเวียง 9 โมงเช้า  มีรถไปรับเราที่ที่พักเวลา 8.40 น.

  ร้านอาหารหลาย ๆ แห่งก็เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ  บรรยากาศฟังเพลงกินดื่ม  ซึ่งไม่ใช่สไตล์เรา  ค่ำนี้อุณหภูมิประมาณ 18 องศา  น่าจะกลับไปพักผ่อนเอาแรง

เช้าวันที่  วันที่ 10 ก.พ. 56  หาอาหารทานยากมาก  สงสัยฝรั่งนอนดึก ตื่นสาย  และไม่ทานอาหารเช้า  เจอร้านนี้  สั่งข้าวเปียกเส้น 2 ชามและข้าวผัด 1 จาน  ราคา  ชามละ  60  บาท

 

 ทานอาหารเช้าเสร็จ เดินเก็บภาพต่ออีกนิดหน่อยและต้องรีบกลับที่พักเพื่อรอรถค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

รถมารับเราในตอนเช้าอัดแน่นไปด้วยชาวต่างชาติ  รับเรามายังสถานีเพื่อนั่งรถตู้เดินทางต่อมายังเวียงจันทร์อีกที  การเดินทางใช้เวลาประมาณ  3  ชม. 

 

มาถึงเวียงจันทร์ปาเข้าไป  บ่ายโมงครึ่ง  หารถต่อไปยังเชิงสะพาน  พบว่าราคาเหมา  500  บาท  เดินต่อมาอีกนิด  ทั้งร้อนและหิว  ราคาคนละ  100  บาท  กะจะเดินต่อให้ถึงตลาดเช้าเพื่อหาอาหารทาน  ค่อยหารถกลับ  มีรถตุ๊ก ๆ ผ่านมา บอกราคาคนละ  100  บาท  ต่อรองเหลือคนละ  50 บาท  เป้ก็เริ่มหนัก ร้อนและเหนื่อย  ตกลงทันที  ทนหิวไปทานที่เชิงสะพาน 

 

 

 

 

 

ถึงเชิงสะพาน  หาอะไรพอกินได้  เพราะเดินหามีประมาณ  3  ร้าน  คนแน่น  คิวยาว  เอาพอกินได้  ทานอาหารเสร็จ  ยื่นเอกสารเพื่อเดินทางกลับไทยฝั่งหนองคาย  เสร็จสิ้นการท่องเที่ยวครั้งนี้ 

มีคนบอกไว้ว่า  การแบกเป้ท่องเที่ยว  “ควรเก็บอารมณ์แล้วทิ้งมันไป หากมีบางสิ่งบางอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด...เช่น อาหารที่เลือกไม่อร่อย...ที่พักห่วยแตก...รถเหมาโก่งราคาหูฉี่...รับรู้แล้วก็ทิ้งมันไป มิฉะนั้นแล้ว จะทำให้การท่องเที่ยวทริปนั้นของคุณกร่อยลง หากแย่มากๆ ก็ให้ถือเป็นประสบการณ์ และถ้านำมาถ่ายทอดต่อก็จะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับผู้อื่นๆได้เช่นกัน”

 

“การท่องเที่ยว  ขอแนะนำ  ให้ผ่อนคลาย

อย่าค้นคว้า  จนวุ่นวาย  นะเพื่อนเอ๋ย

เพราะการพลาด  ผิดเป็นครู  ใช่จำเลย

เป็นประสบการณ์  ผ่านความเชย  กำไรกอง”

คัดลอกมาจากที่นี่  คิดว่าเอาไว้ปลอบใจมือใหม่อย่างเราhttp://www.wutkate.com/index.asp?

 

ข้อมูลเพิ่มเติมรถโดยสารสาธารณะระหว่างประเทศ

รถโดยสารสาธารณะเป็นรถของ บขส. ที่เพิ่งเปิดบริการเมื่อเดือนมีนาคม 2012 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นรถโดยสารระหว่างประเทศจากอุดรฯ มุ่งหน้าวังเวียงประเทศลาว ต้นทางอยู่ที่อุดรธานีแวะรับผู้โดยสารที่หนองคายด้วย  รถเป็นรถโดยสารปรับอากาศ ไม่มีห้องน้ำ แต่เค้าจะแวะเป็นจุดๆ ให้เราเข้าห้องน้ำและกินข้าวกลางวัน   ค่าโดยสารจากอุดรไปวังเวียง ราคา 320 บาท  หากขึ้นที่หนองคายราคา 270 บาท มีรถเที่ยวไปและกลับวันละ 1 รอบ โดยรอบออกจากอุดรฯ มีตอน 07.00 น. และเที่ยวกลับจากวังเวียงตอน 10.00 น.

(ที่กลุ่มเราไม่เลือกเพราะเพื่อนบอกว่าจะแวะบ่อยถึงช้าค่ะ  ที่สำคัญดิฉันมาไม่ตรงเวลานัดนิดหน่อย)

ข้อมูลตารางการเดินรถโดยละเอียดดูได้ที่นี่ค่ะhttp://www.louangprabang.net/content.asp?id=365

จะมีเพื่อนป่วยทางใจให้พาแบกเป้เที่ยวอีกไหมเนี่ย  ขอไปนวดให้หายเมื่อยก่อนนะคะ

 

ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

โดย chanidapa_aew

 

กลับไปที่ www.oknation.net