วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รู้จักกับ นาวิกโยธิน พระเอกของเมื่อวานนี้


          หลังคนไทยลุ้นกับสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จชต. ด้วยฝีมือของ"โจรกระจอก" นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2547 คนร้ายเผาโรงเรียนในพื้นที่จ.นราธิวาสแล้ว 20 แห่ง รวม 11 อำเภอ

          และยังบุกเข้าไปยึดค่าย ร.5 พันพัฒนาที่ 4 ค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ยิงทิ้งทหาร 4 นายพร้อมยึดอาวุธปืนในคลังแสงอีกกว่า 100 กระบอก เกิดเหตุฆ่ารายวันทำให้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ตลอดจนชาวบ้านผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก (ในจำนวนนี้แยกได้เป็นผู้เสียชีวิต 4,589 ราย แยกเป็นไทยพุทธ 2,098 ราย มุสลิม 2,751 ราย ไม่สามารถระบุศาสนาได้ 131 ราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 9,071 ราย แยกเป็นไทยพุทธ 5,703 ราย มุสลิม 2,865 ราย ไม่สามารถระบุศาสนาได้ 503 ราย) โดยฝ่ายรัฐตกเป็นเบี้ยล่างมาโดยตลอด

          แต่เหตุการณ์เมื่อวานนี้ 13 กพ. 2556 ทหารนาวิกโยธิน ฐานปฏิบัติการบ้านยือลอ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน นราธิวาส 32 อ.บาเจาะ สามารถสังหารผู้ก่อความไม่สงบได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ขวัญและกำลังใจของคนไทยทั้งประเทศดีขึ้น ทั้งยังเป็นการต่อสู้กันด้วยอาวุธสงคราม จึงต่างจากเหตุการณ์กรือเซะและตากใบ จึงขอนำเสนอความเป็นมาของนาวิกโยธินไทยพระเอกของงานนี้ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน นราธิวาส 32 อยู่ในสังกัดของ "หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน" ทหารสะเทิ้นน้ำสะเทินบกของราชนาวีไทยมีความเป็นมาดังนี้ครับ

          ตราสัญญลักษณ์ราชนาวิกโยธินไทย รูปครุฑเกาะลูกโลก บรรจุแผนที่ประเทศไทย และเส้นรุ้งเส้นแวงทับลงบนสมอเรือและสายสมอ

          หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (อังกฤษ: Royal Thai Marine Corps) มีหน้าที่บังคับบัญชา นาวิกโยธิน คือ ทหารเรือที่ได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ เพื่อปฏิบัติภารกิจนอกเหนือจากในน่านน้ำตามปกติ โดยมุ่งเน้นการรบภาคพื้นดิน นับ เป็นการรบสะเทินน้ำสะเทินบก เพื่อสนับสนุนการรบของทหารเรือ และอาจทำการรบร่วมกับทหารจากหน่วยรบอื่นๆ เช่น ทหารบก หรือ ทหารอากาศก็ได้ นาวิกโยธินจึงเปรียบเสมือนทหารเหล่าราบของกองทัพเรือนั่นเอง

          ทหารเรือฝ่ายนาวิกโยธินนับว่ามีขีดความสามารถสูง ได้รับการฝึกทั้งการรบทางทะเลและการรบทางบก สามารถปฏิบัติการได้คล่องตัว เช่น เมื่อต้องการยกพลขึ้นบก การรบที่มีความคาบเกี่ยวกับสถานการณ์บกและน้ำ นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติงานในท้องที่ชายฝั่ง รักษาความสงบตลอดน่านน้ำ เป็นต้น

                                                   เกียรติและความภาคภูมิใจสูงสุดของนาวิกโยธินไทย

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ชุดสนามทหารนาวิกโยธิน เสด็จนำธง "ราชนาวิกโยธิน" มาปักไว้เหนือก้อนหินใหญ่บนชายหาดกลางอ่าวเตยงาม เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2509 หลังจากที่ได้ทรงเรือใบ โอ.เค. ด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว จากพระราชวังไกลกังวล หัวหิน ข้ามอ่าวไทยเป็นเวลา 17 ชั่วโมงเศษ

          เวลา 04.28 น. 19 เมษายน 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรือใบเวคาด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง จากพระราชวังไกลกังวลแล่นข้ามอ่าวไทยมาถึง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เวลา 21.28 น. ตลอด 17 ชั่วโมงเต็ม ที่พระองค์ทรงแล่นเรือใบลอยเคว้งคว้างมองไม่เห็นจุดหมายอยู่กลางอ่าวไทย 

<iframe width="854" height="480" src="https://www.youtube.com/embed/2YOFxHWbsAI" frameborder="0" gesture="media" allow="encrypted-media" allowfullscreen></iframe>

          พล.ร.อ.ยุทธนา เชิดบุญเมือง อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน คนที่ 8 ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น รู้เพียงว่า...วันนั้น "ลมอ่อน" ทำให้เรือใบแล่นได้ช้าลง เพราะเรือใบต้องอาศัยแรงลมในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย หากครั้งใดเจอปัญหาสภาพลมอ่อนจะต้องควบคุมเรือใบให้เดินทางสู่จุดหมายด้วยวิธีแล่นก้าว ซึ่งเป็นการแล่นเรือใบสลับฟันปลา เพื่อให้ใบเรือปะทะรับแรงลมแล่นไปสู่จุดหมายปลายทางนั่นเอง 

"วันนั้นลมไม่เป็นใจถึงได้ช้า แถมสมัยก่อนมือถือยังไม่มี มีทหารเรือติดตามอารักขาแค่ลำเดียว การแล่นเรือข้ามอ่าวนั้นอันตราย แต่เมื่อรู้ว่าในหลวงมาถึงแล้ว ทุกคนปลาบปลื้มกันถ้วนหน้า ผู้บัญชาการทหารเรือสมัยนั้นถึงกับลุยน้ำทะเลไปรับพระองค์ท่านเลยทีเดียว" พล.ร.อ.ยุทธนา ย้อนความทรงจำสมัยเป็นเสนาธิการทหาร ยศนาวาเอก 

          "ทุกคนเฝ้ารอคอยพระองค์ท่านด้วยความเป็นกังวล เป็นห่วงพระองค์ท่าน เพราะมันมืดแล้ว ปกติเรือใบมีความเร็วประมาณ 5 นอตต่อชั่วโมง ก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง 4-5 โมงเย็นก็น่าจะถึง แต่พระองค์ท่านมาถึงตอน 3 ทุ่มเศษ" พล.ร.อ.ยุทธนา บอกหลังคำนวณระยะทางอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วในใจ 

          วินาทีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรือใบมาถึงอ่าวนาวิกโยธิน นำความปลาบปลื้มมาสู่เหล่าข้าราชการกองทัพเรือ พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดสนามทหารนาวิกโยธินเป็นครั้งแรก และนำธง "ราชนาวิกโยธิน" ซึ่งทรงนำข้ามอ่าวไทยมาด้วย ปักเหนือยอดก้อนหินใหญ่ที่ชายหาด ท่ามกลางเสียงบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marines March) และทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลาจารึกบนก้อนหินใหญ่ 

          หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ (พระอิสริยยศขณะนั้น) เมื่อสำราญพระราชอิริยาบถตามพระราชอัธยาศัย จนเวลาเที่ยงคืนจึงเสด็จฯ ไปประทับเรือหลวงจันทร เรือพระที่นั่งข้ามอ่าวไทยกลับพระราชวังไกลกังวล


          ปัจจุบัน "พระปรมาภิไธย" เหนือก้อนหินใหญ่กลายเป็น "อนุสรณ์สถาน" เพื่อรำลึกเหตุการณ์วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปักธงราชนาวิกโยธิน โดยมีการจารึกข้อความพระราชสดุดีและเฉลิมพระเกียรติ ความว่า

          "ณ ที่นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จอมทัพไทย ทรงนำเรือใบขนาด 13 ฟุต ด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว จากหัวหินมาถึงสัตหีบ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2509 เริ่มเวลา 04.28 น.ถึงเวลา 21.28 น. ทั้งนี้ เป็นพระปรีชาสามารถอย่างยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรกในประวัติการณ์กองทัพเรือ ได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้เป็นสิริมงคล และเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่กองทัพเรือสืบไป"

          อีก 1 ปีต่อมา วันครบรอบขวบปีที่พระองค์ทรงแล่นเรือใบข้ามอ่าวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำพวงมาลัยพวงใหญ่มาคล้องประดับแผ่นศิลา ก่อนที่จะทรงเรือใบบริเวณอ่าวเตยงาม โดยมีข้าราชบริพารพายเรือออกไปห้อมล้อมเรือใบพระที่นั่ง ยังคงเป็นภาพความประทับใจติดตรึงใจเหล่าข้าราชการทหารนาวิกโยธิน และครอบครัวตราบจนทุกวันนี้

ราชนาวิกโยธินไทย

          ทหารนาวิกโยธินของราชนาวีไทย อยู่ใน "ส่วนกำลังรบ" สังกัด "หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน" ของกองทัพเรือ โดยมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยเรียกว่า "ทหารมะรีน" อันเป็นคำทับศัพท์จากคำว่า "Marines" ในภาษาอังกฤษ แต่กิจการทหารมะรีน หรือนาวิกโยธินในอดีตไม่สู้มั่นคงนัก ได้มีการจัดตั้งและยุบเลิกไปหลายครั้ง

          กระทั่งเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 กองทัพเรือได้ดำเนินการสถาปนากรมนาวิกโยธินขึ้นอีกครั้ง ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยใช้ตึกซึ่งเป็นที่ทำงานของกองกิจการพิเศษ ภายใต้คำแนะนำของกองทัพอเมริกันถึงความจำเป็นที่ต้องมีนาวิกโยธิน ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นที่ตั้ง และได้สืบต่อกิจการนาวิกโยธินอย่างจริงจังต่อไป ซึ่งทหารนาวิกโยธินได้ถือเอาวันที่ 30 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันสถาปนาหน่วยสืบมา ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2532 ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างการจัดหน่วยราชการของกองทัพเรือ เป็นผลให้ "กรมนาวิกโยธิน" แปรสภาพเป็น "หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน"

          แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากก่อนหน้านี้ หน่วยนาวิกโยธินถูกยุบไปเนื่องจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน ดังนั้นถือแม้ว่าในยามปกติ นาวิกโยธินจะขึ้นตรงต่อกองทัพเรือก็ตาม แต่ในยามศึก นาวิกโยธินจะต้องถูกโอนย้ายสายการบังคับบัญชาไปขึ้นตรงต่อกองทัพภาค 3 ทันที

          ทหารนาวิกโยธิน ได้ถือเอาวันที่ ๒๘ มิถุนายน ของทุกปีเป็น "วันทหารนาวิกโยธิน" โดยกำหนดให้เป็น วันแห่งประวัติศาสตร์ของทหารนาวิกโยธิน ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ "มาร์ชราชนาวิกโยธิน" เป็นเพลงประจำหน่วย ทหารนาวิกโยธินเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๒ และต่อมาคณะนายทหารนาวิกโยธินก็ได้ร่วมกัน ประพันธ์คำร้องขึ้น เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม ในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ เนื่องในวันทหารนาวิกโยธิน สืบต่อไป

ภารกิจ

          โดยทั่วไปทหารนาวิกโยธินจะมีหน้าที่หลักในการยกพลขึ้นบก เพื่อยึดหัวหาดหรือการสถาปนากองกำลังบนบก เป็นหน่วยแรกและจะเผชิญกับการต่อต้านของฝ่ายตรงข้ามที่ป้องกันชายหาด ทหารนาวิกโยธินจึงมีการสูญเสียกำลังพลสูง เมื่อสถาปนากองกำลังได้แล้ว ทหารบกจะเคลื่อนพลขึ้น และการรบหลักบนบกจะเป็นหน้าที่ของทหารบก ในปัจจุบันนาวิกโยธินได้ถูกนำมาใช้เป็นกำลังรบหลักบนบกซึ่งมีขีดความสามารถเท่ากับทหารราบของกองทัพบกเลยก็ว่าได้ นาวิกโยธินสามารถร้องขอการสนับสนุนการโจมตีจากทะเลได้เช่น การระดมยิงจากเรือหรือจรวดไปยังเป้าหมายที่ทำการแจ้งไป การใช้กำลังทางอากาศ ใช้อากาศยานสนับสนุนนาวิกโยธินอย่างใกล้ชิด ทำให้นาวิกโยธินสามารถทำการรบได้อย่างมีประสิทธิประภาพมากขึ้น การขนส่งในอดีตนาวิกโยธินจะใช้ยานยนต์สะเทินน้ำสะเทินบกในการบุกหรือเข้ายึดหัวหาด แต่ในปัจจุบันนั้นจะมีการใช้เฮลิคอปเตอร์หรืออากาศยานปีกหมุนเข้าช่วยในการขนส่งนาวิกโยธินเข้าสู่แนวหน้าได้รวดเร็วมากขึ้น


เขี้ยวเล็บของนาวิกโยธินไทย ยานเกราะล้อยาง BTR-3E1

เขี้ยวเล็บของนาวิกโยธินไทย รถโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกแบบลำเลียงพล AAVP7A1

กำลังรบบนบก

          ในการปฏิบัติงานนาวิกโยธินในปัจจุบันนั้น มีขีดความสามารถที่สูงขึ้นซึ่งต่างจากเมื่อก่อน ซึ่งตอนนี้กำลังรบของนาวิกโยธินก็จะมีรถถังและรถหุ้มเกราะ(ยานสะเทินน้ำสะเทินบก)และปืนใหญ่เข้ามาช่วยทำการรบ ในส่วนของกำลังทหารนั้นก็ได้มีการฝึกหลักสูตรการรบพิเศษแขนงวิชาการลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก หรือ RECON มาเป็นหน่วยรบพิเศษสำหรับนาวิกโยธิน ซึ่งทำให้นาวิกโยธินนั้นก็ถือได้ว่าเป็นกำลังรบหลักที่สำคัญของกองทัพเลยก็ว่าได้


กองพันทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ ๑ กองพลนาวิกโยธินในสังกัดกองพลนาวิกโยธิน ในชุดทหารรักษาพระองค์


รถโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกแบบลำเลียงพล AAVP7A1 ในการฝึกร่วมกองทัพไทย ๓ เหล่าทัพในการฝึกยกพลขึ้นบก ที่ หาดยาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี




การฝึกยกพลขึ้นบกจากเรือของนาวิกโยธินไทย ในการฝึกร่วมกองทัพไทย ๓ เหล่าทัพในการฝึกยกพลขึ้นบก ที่ หาดยาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

หน่วยงานในบังคับบัญชา

หน่วยขึ้นตรง หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

กองพลนาวิกโยธิน

ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

กรมรักษาความปลอดภัย หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน

หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน

ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษที่ 61

หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน 411

หน่วยเฉพาะกิจกองทัพเรือ

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด

หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้

หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ 

เพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ชราชนาวิกโยธิน หรือ Royal Marines March

เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒๙ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ พล.ร.ต.สนอง นิสาลักษณ์ ผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธินในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานเพลงประจำกรมนาวิกโยธิน ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๒ และได้โปรดเกล้าฯให้นำออกบรรเลงครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๒ โดยวงดนตรีประจำกองเรือที่ ๗ ของสหรัฐอเมริกา ในโอกาสที่นาวิกโยธินอเมริกัน ประจำกองเรือที่ ๗ ของสหรัฐอเมริกาเดินทางมาเยือนประเทศไทย ประพันธ์คำร้องโดย พล.ร.ท.จตุรงค์ พันธุ์คงชื่น และ พล.ร.ท.สุมิตร ชื่นมนุษย์

 เพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ชราชนาวิกโยธิน หรือ Royal Marines March

 

 

ขอบคุณที่มา ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและไทยวีกิ 

โดย สิงห์นอกระบบ

 

กลับไปที่ www.oknation.net