วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

British Library ไม่มีหนังสือให้ยืม แต่มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลกให้ดู


         British Library เป็นหอสมุดแห่งชาติที่อายุยังเยาว์ถ้านับจากปีเกิดตามกฎหมายเมื่อ พ.ศ. 2516 แต่หากย้อนเวลาเมื่อแรกปรากฏอยู่กลาง British Museum ตั้งแต่ พ.ศ. 2300 บริทิชไลบรี่ก็มีความเป็นมาอันยาวนาน

 

 

         เกรทบริเทนมีกฎหมายเก่าสืบค้นกลับไปได้ถึงสมัย พ.ศ. 2153 เรื่อง Legal Deposit บังคับควบคุมว่า สิ่งพิมพ์ทุกชิ้น ทั้งหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร จุลสารทุกประเภท ที่จำหน่าย จ่าย แจกในเกรทบริเทน จนเลยข้ามชาติออกไป Ireland ต้องส่งให้ British Library มีเก็บไว้

 

         ส่วนอีก 4 หอสมุดในแต่ละประเทศ  คือ Bodleian Library ที่ Oxford และUniversity Library ที่ Cambridge ของ England

         National Library ของ Scotland และ Wales

         กับนอกเกาะที่ Trinity College ของ Ireland

         มีสิทธิ์ได้สิ่งพิมพ์นั้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่ต้องทำเรื่องขอ

 

         ทุกปีผลงานใหม่ประมาณ 3 ล้านชิ้น จะเดินทางสู่ British Library ส่งให้ยอดทั้งหมดมีเกินกว่า 150 ล้านชิ้น คิดอย่างง่ายว่าดูงานวันละ 5 ชิ้น จนครบหมดต้องใช้เวลา 80,000 ปี

 

         หนังสือและสิ่งของจำนวนมหาศาลเหล่านี้เป็นเพียงส่วนงอกเงยตามกาลเวลา เสาหลักแห่งความรู้สูงค่าของ British Library คือ Foundation collections กลับไม่ใช่เพียงหนังสือเป็นเล่ม แต่ยังมีต้นฉบับลายมือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ แผนที่ วัสดุสิ่งของ รวบรวมอยู่ด้วยกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จากการบริจาคและสมบัติส่วนพระองค์ใน King’s Library และ Old Royal Library

         การบริจาคส่วนสำคัญมาจาก Sir Robert Cotton, Sir Hans Sloane และ Robert Harley

 

 

         Sir Robert Cotton ครอบครองเอกสารเป็นลายมือต้นฉบับจำนวนมาก

         ย้อนสู่ช่วง King Henry VIII ประกาศ Dissolution of the Monasteries ที่ตามคำจำกัดความ คือ การยกเลิกเขตสงฆ์ หรือ Church แต่ความหมายทางปฏิบัติ คือการเพิกถอนสิทธิ์ของ Rome และ Pope เพื่อเปลี่ยนเป็น Church of England ทำให้สามารถนำเงินมากมายที่ Church สะสมไว้เพื่อคอยส่งส่วยให้โรม มาใช้รบกับฝรั่งเศสได้

 

         เหตุการณ์ช่วงนี้ ประวัติศาสตร์นอกเกาะเข้าใจเพี้ยนอยู่มุมเดียวว่า เพียงเพื่อให้ Henry VIII สามารถแต่งงานใหม่ได้

 

         ผลของการยกเลิกนั้น ทำให้บรรดาสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งเอกสารและสิ่งของที่ Church ครอบครองอยู่ เริ่มถูกผ่องถ่าย แตกฉานซ่านเซ็น

         Sir Robert Cotton เริ่มติดตามหาซื้อสมบัติเหล่านั้น มาฟื้นฟูสภาพและเก็บรักษา

         การสะสมดำเนินไปสู่รุ่นลูกและหลาน จนขยายขนาดขึ้นมหาศาล ในที่สุดก็มอบให้เก็บเป็นสมบัติของชาติที่ Old Royal Library แต่ยังคงชื่อ Cottonian Library ของครอบครัวไว้

 

 

         Sir Hans Sloane พื้นเพเป็นไอริช สนใจด้านการแพทย์และธรรมชาติวิทยาจึงย้ายมาอยู่กรุงลอนดอนเพื่อศึกษาหาความรู้

         Sir Hans เดินทางไปทั่ว เก็บตัวอย่างชิ้นส่วนพืชพรรณทางธรรมชาติ และเป็นผู้นำเมล็ดโกโก้จาก Jamaica กลับมาประยุกต์วิธีดื่มโดยการผสมนม เป็นที่นิยมจน Cadbury เริ่มผลิตขาย

         Sir Hans เป็นแพทย์ประจำราชสำนักถึง 3 รัชกาล ในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตก็ห่วงของสะสมทั้งหลายว่าจะกระจัดกระจาย จึงทำพินัยกรรมยกให้ชาติผ่านการถวาย King George II และขอพระราชทานเงินเพื่อทดแทนแก่ทายาท 20,000 ปอนด์ อันเป็นจำนวนที่เทียบไม่ได้กับคุณค่าของ เงินตรา เหรียญตรา ตัวอย่างทางชีววิทยา บันทึกลายเส้น ภาพเขียน หลักฐานความเป็นไปและการพัฒนาของหลายกลุ่มสังคมมนุษย์

         เมื่อสมบัติมีถึงกว่าเจ็ดหมื่นชิ้น รัฐสภาจำเป็นต้องออกกฎหมายรับมอบ กำหนดให้สร้าง British Museum เป็นสถานที่เก็บตั้งแต่ พ.ศ. 2296

 

 

         สองปีก่อนที่ British Museum จะพร้อมเปิดสู่สาธารณะ King George II ก็พระราชทาน Old Royal Library ให้อีก

         ความล้ำค่าของ Old Royal Library คือ Manuscripts ‘ลายมือ’ ราวสองพันชิ้นของ Kings and Queens of England ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2000 สมัย King Edward IV ของทุกชิ้นยังใช้คำ ‘Royal’ นำหน้า  

 

         King’s Library ความมหัศจรรย์ของหมู่หนังสือโบราณ

 


 

         King’s Library จุดเด่นของ British Library สูงหกชั้นตระหง่านอยู่ใน King’s Library Tower เรือนกระจกผสมโครงสร้าง Bronze ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นภายใน และตัดแสง UV คุ้มครองให้พ้นการสึกกร่อนตามกาลเวลา แต่ไม่เคยกีดกันจากสัมผัสของนักค้นคว้า และยังนำออกมาให้ใช้ไขปัญญาอยู่จนปัจจุบัน

 

 

 

 

         หนังสือกว่า 65,000 volumes มาจากยุค Age of Enlightenment ที่มีความเคลื่อนไหวและก้าวหน้าทางศิลปะวิทยาการอย่างสูง เกิดจากสะสมของ George III หลานปู่ของ George II    

 

 

 

 

         เมื่อ George III ขึ้นครองราชย์ ก็ไม่มีสมบัติตกทอดเป็นหนังสือหรือบันทึกใดเลย เพราะ ‘ปู่’ ยก Old Royal Library ให้ British Museum ไปหมดแล้ว จึงตั้งใจสร้างห้องสมุดขึ้นใหม่เอง

 

 

         George III ค่อนข้างอาภัพ มีความผิดปกติทางจิต ไม่ใช่คนฉลาดปราชญ์เปรื่อง แต่มีมานะยิ่งยวดในการเรียนรู้ เมื่อได้ The Earl of Bute ที่ภายหลังเป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นครูที่ต้องใจ ก็รับอิทธิพลในการค้นคว้า แสวงหาวิทยาการ และโปรดให้กว้านซื้อหนังสือดีจากเส้นสายวงการค้าหนังสือทั่วยุโรปมาครอบครองมากมาย ถึงขั้นซื้อทั้งห้องสมุด

         แม้อาการป่วยเริ่มทำให้ George III ‘เพี้ยน’ มากขึ้น จนช่วง 10 ปีสุดท้ายที่ครองราชย์ต้องมีผู้สำเร็จราชการ แต่ก็ไม่เคยมีคำสั่งยุติการซื้อ ‘หนังสือ’

 

 

 

         หนังสือใน King’s Library มีทั้งประวัติศาสตร์เกรทบริเทนและยุโรป วรรณคดีคลาสสิกภาษาอังกฤษ อิตาเลี่ยน งานพิมพ์ยุคแรกของ William Shakespeare สิ่งพิมพ์สำคัญ คือ บันทึกทางศาสนา และแผนที่โบราณ

 

         เมื่อลูกชายของ George III ขึ้นครองราชย์เป็น George IV ได้มอบหนังสือทั้งหมดเป็นสมบัติของชาติให้คนค้นคว้าโดยทั่วหน้าที่ Reading Rooms, British Museum ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กรุงลอนดอนถูกถล่ม มีระเบิดลูกเล็กตกสู่ Reading Rooms หนังสือจำนวนหนึ่งเสียหาย เมื่ออพยพคนหนีระเบิด จึงเกิดการอพยพหนังสือหลบภัยไปด้วยกันสู่มหาหอสมุด Bodleian Library, Oxford จนสิ้นสุดสงคราม

 

สมบัติทางปัญญาจำนวนมากที่ตกทอดอยู่ตาม Museum ในเกรทบริเทน

มาจาก Private Collections ของคนหลายชั้นวรรณะที่มีทุนส่วนตัว ทั้งสะสมของในชาติ และเก็บเกี่ยวจากการเดินทาง

ปฏิบัติมาช้านานก่อนเกิดยุคอาณานิคม  ต่างจากที่มีคนเข้าใจว่าไปยึดครองของชาติอื่นมาเสียทั้งหมด

 

 

 

         สิ่งล้ำค่าต่อการเรียนรู้ของโลกที่ British Library รักษาไว้ให้ดูโดยไม่เก็บเงิน มีเช่น The Beowulf manuscript   ต้นฉบับกาพย์อายุพันปี   บันทึกของ Leonardo da Vinci   ต้นฉบับนับแสนชิ้นจากรุ่น Jane Austen สู่ James Joyce   อีกทั้ง score เพลงของ Handel ที่อยู่อังกฤษนานจนแปลงเป็นสัญชาติบริทิช ถึงยุค Beatles

 

         หนึ่งในต้นฉบับล้ำค่า ด้านการปกครองเมื่อครั้งยังเป็นประเทศอังกฤษ คือ Magna Carta เอกสารยุติข้อขัดแย้งทางการปกครองระหว่างกษัตริย์และอำมาตย์

 

 

         ในยุคนั้น แต่ละภูมิลำเนามีอำมาตย์และขุนนางเป็นใหญ่ปกครองที่ดินอยู่อาศัยและทำกิน มีข้าทาสบริวารตามระบบ Feudalism อย่างสมบูรณ์ แต่เวลานั้นระบบกษัตริย์เกิดขึ้นแล้ว และมีผู้นำทางศาสนา

         อำมาตย์ ไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้อำนาจกษัตริย์ เพราะมีระเบียบปกครองของตนเอง

         กษัตริย์ ต้องการกำลังพล กำลังเงิน อันหมายถึงกองทัพและการเก็บอากรภาษี เพื่อใช้ป้องกันประเทศ และมีเงินสร้างชาติ

Church อาศัยทำเลที่ตั้งอยู่บนเกาะที่ไกลตาและแยกตัวออกมา เพื่อเลี่ยงการอยู่ภายใต้ Rome และไม่เต็มใจส่งส่วยภาษี

 

         เมื่อสังคมขยายเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยมาและขัดแย้งกันถึงที่สุด ก็เกิดการร่าง Magna Carta เมื่อ พ.ศ. 1758 ในรัชสมัย King John

 

         

         กำหนดบทบาทของทุกคนที่อยู่ร่วมกัน มีใจความสำคัญ 3 ประการ คือ

         ปกป้องเสรีภาพและรักษาสิทธิ์ของ English Church

         ให้อิสรภาพแก่อำมาตย์ ให้ปกครองทรัพย์สินและข้าทาสของตนเอง

         ส่วนสำคัญที่สุด คือ พิทักษ์สิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ให้มีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายของแผ่นดิน อันเป็นการกำหนดขอบเขตของพระราชอำนาจแห่งพระมหากษัตริย์ให้มีความชอบธรรมในการปกครอง

 

         สมัยนั้น การตีความ Magna Carta ไม่ลึกซึ้งนัก จนร้อยกว่าปีต่อมา รัฐสภายึดความตามข้อสุดท้ายบังคับให้มีคณะลูกขุนในการพิจารณาคดีความ ไม่ใช่ให้ใครก็ตามตัดสินตามชอบ แปลความว่า อำนาจในการไต่สวนอยู่ในมือประชาชนแล้ว

 

         กฎข้อนี้  เป็นพื้นฐานที่อเมริกานำไปใช้ร่างกฎหมาย Bill of Rights และ Universal Declaration of Human Rights ในเวลาต่อมา

 

         Magna Carta ไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมาย 63 หัวข้อที่ปรากฏเป็นเพียงการวางแนวทางหลักการให้สิทธิ์และการควบคุมอำมาตย์ และการสร้างกระบวนการปกครองที่ยุติธรรม

         Magna Carta เป็นภาษา Latin แปลว่า The Great Charter คือ ‘มหา-ธรรมนูญ’ อีกนัยหนึ่งที่อ้างถึงกันว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลก

 

         ผลของ Magna Carta ทำให้อำมาตย์ต้องยอมรับการเสียภาษีอากรให้แผ่นดิน และกษัตริย์มีสิทธิ์ระดมคนของขุนนางมาตั้งทัพ ไขความที่สหราชอาณาจักร ไม่เคยมี Royal Army เพราะกษัตริย์ไม่เคยมีกองกำลัง

         เกรทบริเทนจึงเรียกกองทัพบกว่า British Army

         ทัพที่มีกำเนิดจากกษัตริย์มีเพียง Royal Navy และ Royal Air Force

 

 

         เมื่อสามหลักการของ Magna Carta ยังมีผลครบถ้วนอยู่จนปัจจุบัน ทั้งที่การปกครองของเกรทบริเทนไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรแม้แต่ข้อเดียว การเรียนประวัติศาสตร์ของราชวงศ์บริทิชจึงจำต้องย้อนให้ถึงรัชสมัยของ King John อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางด้านการปกครองของชาติ

         ให้รู้ความสำคัญลึกซึ้งของ Magna Carta ที่เป็นหลักฐานระบุว่าประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎของแผ่นดิน  

         ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะนำกฎหมายมาตีความเพื่อประโยชน์ส่วนตน

         หรือลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเพียงหลักการที่ใช้ควบคุมกฎหมาย

 

 

 

 

 

 

         British Library ไม่เคยหวงความรู้ที่สะสมไว้ แม้จะเป็นของโบราณและบันทึกของชาติที่ต้องรักษา การเข้าถึงข้อมูลจึงเป็นไปได้ แต่ไม่ง่าย ต้องผ่านกฎเข้มว่าเป็นความจำเป็นที่แท้จริง ชัดแจ้ง ก่อนได้ Reader Pass ให้มีแค่ดินสอกับมือที่ต้องแห้งสะอาด

         ติดตัวผ่านเข้าสู่สิ่งที่หยิบให้ ‘ดู’ แต่ไม่ให้ยืมตามสถานะ Reference Library

 

 

 

 

 

 

 

         กรุสมบัติอื่นของ British Library ที่หมุนเวียนนำออกให้ชมก็ครบเครื่องทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่ต่างจากความนัยที่บอกผ่านงานชิ้นเบ้อเริ่มหน้าอาคาร

 

 

 

         ประติมากรรมสร้างจากภาพเขียน Newton ของ William Blake เป็นอารมณ์ขันคำโต เพราะ Blake ต่อต้านยุค Enlightenment ที่ Sir Isaac Newton เป็นแกนสำคัญ จึงวาดภาพกระทบให้ Newton นั่งเปลือยอยู่ก้นทะเล จับวงเวียนและเข็มทิศง่วนกับการค้นคว้า

 

 

 

         Blake มีศรัทธาและเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของ God เมินเฉยต่อการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อว่าทุกปรากฏการณ์ในโลกต้องมีคำอธิบายเป็นเหตุเป็นผล จนกล่าวทิ้งไว้ว่า

 

Art is the Tree of Life. Science is the Tree of Death.

 

 

         เมื่อ British Library ไม่ใช่เพียงคลังของข้อมูลเป็นตัวอักษร

         แต่เป็นกรุสมบัติทางวัฒนธรรมและความรู้ สัญลักษณ์แทนตัวของทั้ง Blake และ Newton จึงรวมกันอยู่ได้ ณ ที่นี้

 

 

* * * * * * * * *


 

Reference:

Water Music ของ Handel ประพันธ์ขึ้นเพื่อบรรเลงถวาย George I ระหว่างการเสด็จทางชลมารค ณ The River Thames 1717

Uploaded by: Kasun Kulathunya

 

ข้อมูล British Library

ดูรูป Newton ของ Blake

กรุ่นกลิ่นหนังสือเก่าที่Trinity College Library Dublin

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net