วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากปลายด้ามขวาน...สู่เมืองหลวง เพื่อหาประสบการณ์แปลกใหม่ 4


 ตอน อัญมณีน้ำเอก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

เมื่อเด็กๆทุกคนมาพร้อมกันยังจุดนัดหมาย

(แน่ใจแล้วว่า ไม่มีเด็กคนใดหลุดหายไปจากกลุ่ม)

 งั้นพวกเราเตรียมตัวเข้าชื่นชม

“พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว”

สัญลักษณ์แห่ง “ความเรืองรองแห่งราชธานีสยาม” กันเลยดีกว่า

พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว

ซึ่งนับเป็น “อัญมณีน้ำเอก” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

และเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่มีความสวยงาม เยี่ยงวิมาน

(ความรู้สึกมันเป็นแบบนั้นจริงๆนะคะ..

ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวเล่นผ่านไปผ่านมาให้วุ่นวาย

ชบาตานีก็คงจะจินตนาการไปว่า

ตัวเองกำลังอยู่บนสวรรค์ยังไงยังงั้น)

โอว...มันวิจิตรตระการตาเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์

(แต่จริงๆไม่เคยไปสวรรค์หรอกนะคะ..แต่เคยอ่านในหนังสืออ่ะ)

จริงๆค่ะ งั้นอย่ารอช้า...

ข้าพเจ้าโปรดตามมา เอ๊ย โปรดตามข้าพเจ้ามา!!!

พวกเราผ่านประตูพิมานไชยศรีที่เป็นประตูทางเข้าหลัก

เดินตรงเข้ามาจะมีห้องจำหน่ายบัตรเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ

ส่วนคนไทยไม่ต้องเสียค่าเข้าชม

 

มุ่งสู่พระมหาราชวัง

ตรงซุ้มตรวจบัตรเข้าชมจะมีช่องเฉพาะสำหรับคนไทยอยู่ทางซ้าย

ส่วนใครที่ไม่ใช่คนไทยก็ไปทางช่องทางขวา

ผ่านประตูเข้ามาปุ๊บ

เราก็จะเจอท่านฤาษีนั่งยิ้มเผล่รอต้อนรับอยู่แล้วล่ะ

ฤาษีตนนี้ คือ

หมอประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า

หรือท่าน "ชีวกโกมารภัจจ์"

ท่านเป็นที่นับถือของผู้ที่ศึกษาทางด้านการแพทย์แผนโบราณ

  ตรงมุมล่าง จะมีแท่งหินอยู่แท่งนึง เป็นหินบดยา

เดินเลี้ยวซ้ายมาหน่อย เราจะพบกับ

ยักษ์ทวารบาล

ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาภายในบริเวณวัด

ยักษ์ทวารบาล ทั้งหมดมีอยู่ 6 คู่ด้วยกัน

ยืนรักษาความสงบอยู่ที่ซุ้มประตูละ 1 คู่

(ไม่รู้ว่าจะแอบหลับยามบ้างหรือเปล่า?)

ยักษ์ที่มารับหน้าที่ทวารบาล ต่างก็เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์เดชขั้นเทพทั้งสิ้น

ยักษ์แต่ละตนมีชื่อตามเรื่องรามเกียรติ์

อต่ซุ้มประตูไหน..มียักษ์ชื่ออะไรบ้าง

ก็ต้องไปดูกันเองนะคะ

เขามีป้ายชื่อติดไว้ให้อ่านแล้วเรียบร้อยค่ะ

เดินผ่านศาลารอบวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 ที่พระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

หรือรู้จักกันทั่วไปในชื่อ พระแก้วมรกต นั่นเอง

ส่วนใครที่ต้องการจะจุดธูปเทียนบูชาพระแก้วมรกต

ทางวัดจัดสถานที่ตรงลานหน้าพระอุโบสถเอาไว้ให้

เข้ามาภายในพระอุโบสถ เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป

แต่ชบาตานีก็ถ่ายไกลๆจากด้านนอก

(ภาพก็เลยเบลอๆไปหน่อย)

คำว่า "รัตนโกสินทร์" รัตนะนั้นแปลว่า แก้ว

ส่วน โกสินทร์ คือพระอินทร์

สองคำนี้มารวมกันก็หมายความถึง พระแก้วมรกต

เพราะมีตำนานเล่าว่าพระแก้วมรกตนั้นสร้างขึ้นจากรัตนะของพระอินทร์

กราบลาพระแก้วมรกต เดินชมความวิจิตรตระการตาบนฝาผนัง

ซึ่งเป็นผลงานของช่างฝีมือที่หาช่างใดเทียบเทียมได้อีกแล้ว

จากพระอุโบสถเราจะไปชมบนฐานไพที

หรือฐานที่ยกสูงที่อยู่ข้างพระอุโบสถกัน

 

เป็นพระมณฑป ที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก

ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้โปรดฯ ให้มีการชำระขึ้นใหม่

ส่วน สุวรรณเจดีย์ เป็นเจดีย์เพิ่มมุม 12 มีรูปลิงและยักษ์แบก

เจดีย์นี้รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระชนกชนนี

ซึ่งเป็นตามธรรมเนียมการสร้างวัดที่จะสร้างเจดีย์คู่ไว้หน้าวัด

เป็นการอุทิศแก่บิดามารดาของผู้สร้าง

ที่ฐานเจดีย์เป็นรูปยักษ์กับกระบี่ (ลิง) แบกเจดีย์

ส่วนเจดีย์องค์นี้สร้างเพิ่มเติมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

เรียกว่า พระศรีรัตนเจดีย์

เป็นเจดีย์ทรงระฆังซึ่งถ่ายแบบมาจากเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์

ที่กรุงเก่ามาสร้าง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ว่ากันว่าเจดีย์ทรงระฆังอย่างนี้เป็นรูปแบบที่รัชกาลที่ 4 ทรงโปรด

สมัยรัชกาลที่ 4 ยังได้โปรดฯ ให้สร้าง ปราสาทพระเทพบิดร ขึ้นด้วย

เดิมเรียกว่า พุทธปรางค์ปราสาท

สังเกตว่า ส่วนยอดจะเป็นปรางค์

แรกทีเดียวมีพระราชประสงค์จะย้ายพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่นี่

เนื่องจากทรงเห็นว่าพระมณฑปซึ่งประดิษฐานพระไตรปิฎก

หรือถือว่าเป็นพระธรรมนั้นสูงกว่าพระแก้วมรกต

ที่ถือว่าเป็นพระพุทธที่อยู่ใน พระอุโบสถ จึงโปรดฯ

ให้สร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นสูงเท่ากับพระมณฑป

คือสูง 1 เส้น แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วเห็นว่าสถานที่คับแคบไม่เหมาะแก่การพระราชพิธี

จึงไม่ได้ย้ายพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่นี่

ต่อมารัชกาลที่ 6 ได้โปรดให้ตั้งพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อน ๆ ไว้

ปัจจุบันประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 1-8

และเปิดให้ประชาชนเข้าไปถวายบังคมได้ในวันจักรี

สำหรับตัวปราสาทเป็นทรงจัตุรมุข คือมีมุขออกมาสี่ด้าน

ตรงกลางเป็นยอดปรางค์ซึ่งนับเป็นปราสาทยอดปรางค์เพียงองค์เดียว

ตามคติของขอมที่ไทยเรารับเอามา

ถือว่าเขาพระสุเมรุนั้นถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

ซึ่งจะรายรอบไปด้วยป่าหิมพานต์ ปราสาทพระเทพบิดรที่มียอดเป็นปรางค์

ก็ถูกเปรียบเสมือนเป็นตัวเขาพระสุเมรุ

ดังนั้นบริเวณลานด้านหน้าปราสาทพระเทพบิดร

ก็เลยมีรูปกินนร กินนรี และสัตว์หิมพานต์อื่น ๆ มาประดับโดยรอบ

ตราประจำรัชกาล

สำหรับรัชกาลที่ 1

เป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ

รัชกาลที่ 2 เป็นรูปครุฑยุดนาค

ส่วนตราสำหรับรัชกาลอื่น ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามรัชกาล

ตราประจำรัชกาลปัจจุบัน

 

ส่วนนครวัตจำลอง

 

รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้ไปถ่ายแบบมาจากนครวัด

เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นของแปลกมหัศจรรย์

แล้วในขณะนั้นกัมพูชายังเป็นประเทศราชของไทยอยู่ 

พระพุทธรูปหิน

มีอยู่ 4 องค์ตั้งอยู่แต่ละมุมของพระมณฑปเรียกว่า

พระธยานิพุทธศิลา

องค์พระเป็นสีดำ เนื้อผิวเป็นรูพรุณ

เนื่องจากทำจากหินภูเขาไฟ

เป็นศิลปะศรีวิชัยสกุลช่างชวาภาคกลางหรือที่เรียกว่า บุโรพุทโธ

ได้มาในคราวที่รัชกาลที่ 5 เสด็จเยือนชวา

โดยในระหว่างที่เสด็จเยือนนั้นได้ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับโบราณวัตถุต่าง ๆ

รัฐบาลฮอลันดาซึ่งปกครองชวาอยู่ในขณะนั้น

จึงได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปนี้มา

แต่องค์ที่เห็นอยู่ปัจจุบันเป็นของจำลองที่หล่อขึ้นใหม่

ส่วนองค์จริงนั้นเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ถัดจากบนฐานไพฑีลงไปเราจะเห็นหอพระนากอยู่ด้านซ้ายมือ

ตรงกลางคือพระวิหารยอด

และขวามือคือหอพระมณเฑียรธรรม

ส่วน หอพระนาก ใช้เป็นที่เก็บพระอัฐิของพระราชวงศ์

หากเราเดินชมพระมหาราชวังไปเรื่อย

เราจะเห็นพระปรางค์ตั้งอยู่ พระปรางค์นี้มีอยู่ทั้งสิ้น 8 องค์

พระปรางค์เหล่านี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยโปรดฯ

ให้สร้างขึ้นอุทิศถวายแด่ปูชนียบุคคลและวัตถุในพุทธศาสนา

ถ้าไล่ตามลำดับจากด้านทิศเหนือไปใต้

หรือเริ่มจากด้านที่ใกล้กับสนามหลวงลงไป ก็คือ

1. พระสัมมาสัมพุทธมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระพุทธองค์

2. พระสัมธัมปริยัติวรามหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระธรรม

3. พระอริยสงคสาวกมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระสงฆ์

4. พระอริยสาวิกภิกสุนีสังคมมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระภิกษุณี

5. พระปัจเจกโพธิสัมพุทธมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระปัจเจกโพธิ

คือบรรดาพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วแต่ไม่มีอุปนิสัยที่จะสั่งสอนผู้อื่น

6. บรมจักรวรรดิราชามหาเจดีย์ อุทิศถวายพระมหาจักรพรรดิ์

7. พระโพธิสัตวกฤาฎามหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่บรรดาพระโพธิสัตว์

8. พระศรีอริยเมตตะมหาเจดีย์ อุทิศถวายแด่พระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย

ผู้จะลงมาตรัสรู้ในอนาคต

เมื่อเดินต่อมาเราจะพบ หอพระคันธารราฐ

ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางคันธารราฐ

หรือที่เรียกว่าปางขอฝน เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ

พระหัตถ์ขวายกเสมอพระอุระเป็นกิริยากวักเรียกเม็ดฝน

พระหัตถ์ซ้ายวางอยู่บนพระเพลา (ตัก) แบหงายรับน้ำฝน

พระพุทธรูปนี้จะนำออกมา ในพระราชพิธีแรกนาขวัญและพิธีพิรุณศาสตร์

เหตุที่เรียกปางนี้ว่าคันธารราฐ

ก็เพราะเป็นปางที่สร้างขึ้นในเมืองคันธาระ

ราว พ.ศ. 600 ซึ่งที่นี่นับเป็นที่แรกที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น

ทั้งนี้ก็เพราะชาวกรีกที่มาในกองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

ได้มายึดเมืองนี้เอาไว้ แล้วต่อมาได้หันมานับถือพุทธศาสนา

ก็เลยคิดทำพระพุทธรูปขึ้นมาเหมือนกับ ที่ตัวเคยมีเทวรูปของบรรดาเทพเจ้ากรึกไว้บูชา

(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiweekender.com/index.php/watphrakaew.html)

และเอกสารประชาสัมพันธ์ "คู่มือท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร

อากาศวันนี้ทั้งร้อน ทั้งอบอ้าว

นักท่องเที่ยวก็เยอะ

เดินชมพระบรมมหาราชวังและเข้าไปกราบสักการะพระแก้ว เรียบร้อยแล้ว

ขอพักเหนื่อยกันก่อน

แล้วค่อยเข้าไปชมพระราชวังชั้นใน

ซึ่งถือว่าเป็นเขตหวงห้ามกันต่อนะคะ

น้องไกด์บอกว่า

เมื่อก่อนผู้หญิงคนใดที่จะเข้าไปอยู่ในพระราชวังชั้นในได้ต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ

คือ

1. เรียบร้อยเป็นผ้าพับ กิริยามารยาทไม่เป็นม้าดีดกระโหลก

2. เก่งเย็บปักถักร้อย

3. ร้อยมาลัยเก่งขั้นเทพ

แหม..คุณสมบัติทั้ง 3 อย่างนี่ ชบาตานีหนักใจเหลือเกิน

และโชคดีที่ไม่เกิดในสมัยนั้น

เพราะไร้คุณสมบัติทั้ง 3 อย่างสิ้นเชิง อิอิ!!

....................................

ป.ล. ขอขอบคุณไกด์จากการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครเป็นอย่างสูง

ที่กรุณามาแนะนำ ให้ความรู้แก่คุณครูและเด็กๆค่ะ

โดย ชบาตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net