วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จิตตนาถ...ขอกันดื้อ ๆ ปชป กล้าเสียสละอะเปล่า...


โจมตี ปชป ก็แล้ว... ส่งสัญญาณสนันสุนผู้สมัครอิสระ ...ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นใคร ...ขอให้ไม่ใช่ ปชป ก็แล้ว ในที่สุดจิตนาถ ลิ้มทองกุลก็เลยขอกันดื้อ ๆ ปชป กล้าปลดล็อคผู้ว่าโดยการถอนตัวจากการเลือกตั้งหรือไม่ โดย อ้างว่า "เวลามีเหลือไม่มากนี่คือการพิสูจน์ภาวะผู้นำของพรรคนี้อย่างแท้จริงว่ายังพอที่จะเป็นความหวังให้กับประชาชนได้หรือเปล่า หรือจะเอาแต่ได้อย่างเดียว? "

ทำไมจิตตนาถไม่เรียกร้องเฟอร์บี้..เอ๊ย...จูดี้บ้างหล่ะ ...เรียกร้องแต่ ปชป อย่างเดียว

ใครกันหนอที่คิด  "จะเอาแต่ได้อย่างเดียว? "

ขอบคุณข่าวจาก Manager.co.th

 

วิกฤติผู้ว่าฯ กทม.เส้นผมบังภูเขา อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์กล้าเสียสละหรือเปล่า?/จิตตนาถ ลิ้มทองกุล
       ผมรู้สึกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เคยมีมานับตั้งแต่กรุงเทพฯ ได้ถูกสถาปนาเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยเลย เนื้อหาสาระของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ถูกบิดเบือนไปหมด ความสำคัญของความโดดเด่นของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เนื้อหานโยบายของผู้สมัครแต่ละคนที่จะเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้แก่ชาวกรุงเทพมหานครถูกมองข้ามไปหมด
       
       การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คราวนี้กลับกลายเป็นสงครามชิงเมืองหลวงของพรรคการเมืองสองพรรคโดยที่คนกทม. ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งกลายเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อของพรรคเพื่อไทยที่ตกเป็นข่าวว่ามีการใช้วิชามารสารพัดงัดขึ้นมา ตั้งแต่โพลชี้นำรับจ้างหรือการดิสเครดิตพรรคคู่แข่งจนกระทั่งเรื่องฉาวดังกล่าวก็วกเข้าสู่ผู้สมัครพรรคตัวเองและเครือข่ายจนกระโดดชิ่งหนีกันแทบไม่ทัน ขณะเดียวกันก็มีผู้ร้องเรียนว่ามีการล็อคเลขท้ายหวย ซึ่งก็ยังหน้าด้านทำได้ หรือกระทั่งตัดต่อรูปดารานักร้อง-นักมวยมาสนับสนุนพรรคตน
       
       ทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่แพ้กัน ที่ตัดสินใจเลือกผู้สมัครจากพรรคตนเองก็ไม่เป็นที่นิยมของคนกทม. จากผลงานการเป็นผู้ว่าฯ ที่ผ่านมาที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็กัดฟันส่งเพราะกลัวแกจะไปสมัครอิสระจนมาตัดคะแนนกันเอง จนในที่สุดต้องใช้ความเกลียดความกลัวมาเป็นสโลแกนเลือกตั้ง ตัดต่อภาพเหตุการณ์เผาเมืองมาโจมตีพรรคคู่แข่งและโจมตีผู้สมัครคนอื่นและคนที่ไม่ต้องการเลือกพรรคตนว่าทำให้เสียงแตกว่าทำให้กรุงเทพตกเป็นของพวกเผาบ้านเผาเมือง จนทำให้เกิดกระแสความหมั่นไส้พรรคประชาธิปัตย์ตีกลับจนคะแนนวูบลงทุกวันๆ
       
       นี่คือภาพสะท้อนว่า การเมืองไทยถึงทางตันโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่เป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นการชูภาพของผู้สมัครที่เป็นปัจเจกบุคคลโดยตรงกลับกลายเป็นเรื่องระหว่างพรรคการเมืองมีความสำคัญเหนือกว่าคุณสมบัติของคนที่โดดเด่นที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.
       
       คำถามคือพรรคประชาธิปัตย์ชนะไปชาว กทม. จะได้อะไร? คำตอบคือไม่ได้อะไรนอกจากการเป็นตัวประกันระหว่างพรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ที่เล่นเกมกันไปเล่นเกมกันมาก็เท่านั้น และในที่สุดความเดือดร้อนก็จะกลับมาตกอยู่ที่ชาว กทม. เสียเอง
       
       แล้วถ้าพรรคเพื่อไทยชนะชาว กทม. จะได้อะไร? คำตอบก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้อะไรนอกจากได้แต่มองตาปริบๆ กับการกินรวบแบบไร้รอยต่อ และหน่วยงานของ กทม. ก็จะเป็นฐานสนับสนุนให้มวลชนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในและนอกสภาได้สะดวกโยธินยิ่งขึ้น
       
       สรุปคือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้หากพรรคหนึ่งพรรคใดชนะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับชาว กทม. แท้ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว และจากผลโพลผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยก็ทำท่าจะได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. เสียด้วยและพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีทางที่จะตีตื้นขึ้นได้จากแนวทางการหาเสียงของพรรคและพฤติกรรมผลักมิตรให้เป็นศัตรู ส่วนผู้สมัครอิสระอื่นๆ นั้นล้วนแล้วแต่มีฐานคะแนนที่จะตัดสินใจเลือกระหว่างอิสระด้วยกันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว และฐานเสียงเหล่านี้ล้วนไม่ยอมตกเป็นเหยื่อวิธีการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น
       
       จุดที่น่าสนใจคือทั้งมวลชนพรรคประชาธิปัตย์และผู้ที่จะเลือกผู้สมัครอิสระมีจุดร่วมกันอยู่หนึ่งอย่างซึ่งสำคัญมากกว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์คือการสกัดไม่ให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ยึดฐานเลือกตั้ง กทม. ได้
       
       ดังนั้นการปลดล็อคการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ไม่ให้อยู่ในมือพวกเผาบ้านเผาเมืองที่ลงตัวสำหรับทุกฝ่ายคือ พรรคประชาธิปัตย์ควรแสดงสปิริตถอนตัวผู้สมัครเลือกตั้ง กทม. ในครั้งนี้แล้วประกาศสนับสนุนผู้สมัครอิสระคนใดคนหนึ่งอย่างเป็นทางการทันที สมมติว่าอาจจะเป็นคุณสุหฤท สยามวาลา ซึ่งจะส่งผลให้ผู้สมัครอิสระดังกล่าวจะมีคะแนนนิยมแซงผู้สมัครพรรคเพื่อไทยอย่างทันที เพราะจะได้คะแนนนิยมจากหลายๆ ส่วน กล่าวคือ
       
       หนึ่ง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่จะมาช่วยเทคะแนนให้ เพราะนี่คือฐานเสียงที่เอายุทธศาสตร์พรรคนำหน้าในการตัดสินใจเลือกตั้งอยู่แล้ว
       
       สอง มีแนวโน้มว่าคะแนนเสียงของผู้สมัครอิสระคนต่างๆ จะมารวมตัวกันหากผู้สมัครอิสระรายใดรายหนึ่งมีความชัดเจนที่จะชนะในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าอาจมีการประกาศรวมทีมเป็นรองผู้ว่าฯ ดูแลด้านต่างๆ ในภายหลังซึ่งเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายได้
       
       หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกวิธีนี้ มีแต่เกิดผลดีกับพรรคประชาธิปัตย์เอง ข้อแรกพรรคเพื่อไทยยึดพื้นที่กรุงเทพไม่ได้ ข้อสองคะแนนแฝงของพรรคประชาธิปัตย์จะมีมากขึ้นผ่านการสนับสนุนผู้สมัครอิสระ ข้อสามเป็นการปฏิรูปภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ว่ากล้าตัดสินใจและเป็นผู้นำริเริ่มให้ทีการปฏิรูปการเมืองจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ข้อสี่ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม กลับมาเข้ารูปเข้ารอยตามวัตถุประสงค์ที่ควรจะเป็นอีกครั้ง ข้อห้าเปิดโอกาสให้คนที่มีความมุ่งมั่นมีแนวคิดใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ได้มาทำหน้าที่เป็นพ่อเมือง
       
       แนวคิดนี้ผมว่าเป็นการวัดใจพรรคประชาธิปัตย์ และตั้งคำถามกลับไปยังมวลชนพรรคประชาธิปัตย์เองว่า ตกลงจะยอมให้พวกเผาบ้านเผาเมืองยึดกรุงเทพอันเป็นที่มั่นสุดท้ายทางการเมืองของตนหรือเปล่า? ถึงเวลาหรือยังที่พรรคการเมืองนี้และผู้สนับสนุนพรรคการเมืองนี้จะเสียสละให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะคนกทม. อย่างแท้จริง?
       
       ถึงเวลาหรือยังที่สังคมควรจะตั้งคำถามกลับไปยังพรรคประชาธิปัตย์บ้าง เวลามีเหลือไม่มากนี่คือการพิสูจน์ภาวะผู้นำของพรรคนี้อย่างแท้จริงว่ายังพอที่จะเป็นความหวังให้กับประชาชนได้หรือเปล่า หรือจะเอาแต่ได้อย่างเดียว?

โดย น้ำพี้

 

กลับไปที่ www.oknation.net