วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากปลายด้ามขวาน...สู่เมืองหลวง เพื่อหาประสบการณ์แปลกใหม่ 9


 ตอน พระทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” โดยแท้!!

 

เงยหน้ามองฟ้า แสงหวันอยู่กลางกระหม่อมพอดี

นาฬิกาธรรมชาติ...เป็นสัณญาณบอกว่า ได้เวลาพักเที่ยงแล้ว...

พุงเริ่มร้องจ๊ากจ๊าก..เอ๊ะ ร้องจ๊ากจ๊าก นั่นน่าจะเป็นลิง

เอ้า เปลี่ยนใหม่เป็นร้องจ๊อกจ๊อก

ถึงเวลาพยาธิในพุง....จะได้รับการเลี้ยงดูแล้ว

หรือพูดง่ายๆ ให้คนทั่วไปเขารู้เรื่อง “หิวข้าวแล้วววววว”

แต่จะกินข้าวที่สวนหลวง ร.9 ก็ดูเหมือนสถานที่จะไม่เหมาะ

ไม่เป็นไร ทนอีกหน่อย ไปกินข้าวเที่ยง(ข้าวกล่อง)กันที่

“สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์”ดีกว่า

ข่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่นั่นเตรียมหนมเตรียมน้ำไว้รอให้บริการพวกเราแล้ว

งั้นไม่รอช้า.... ใครมารถคันไหนก็โดดขึ้นรถคันนั้นก็แล้วกัน

รถ ทอ.ขส. ส่วนตั๊ว...ส่วนตัว

2 ประตู 20 หน้าต่าง ติดแอร์(ธรรมชาติเย็นย่ำ)

มารับที่สวนหลวง ร.9

พาพวกเราไปทิ้ง เอ๊ย ไปส่งที่ “สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์”

โห...ก้าวแรกที่ย่างเข้าไปในเขตของสวน

ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความร่มเย็นจากต้นไม้

และเย็นตาเย็นใจกับเหล่าดอกไม้นานาพรรณ

โดยเฉพาะดอกฮอลลี่ฮ็อค ที่พร้อมใจกันบานสะพรั่งทั่วทั้งพื้นที่

เปรียบเสมือน “ความร่มเย็น” ที่พระองค์ท่านทรงมอบให้ประชาชนของพระองค์ท่าน

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

เป็นสวนสาธารณะที่นับว่า “เป็นปอด” ที่สำคัญอีกแหล่งของเมืองบางกอก

ตั้งอยู่ในเขตจตุจักร

สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา

(12 สิหาคม 2535)

โดยที่กระทรวงคมนาคมน้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่ของการรถไฟฯ

เนื้อที่ประมาณ 200 ไ ร่

เพื่อจัดสร้างสวนสาธารณะในลักษณะสวนป่า (ป่าเล็กในเมืองใหญ่)

9 กันยายน 2535

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ได้เสด็จมาทรงรับพื้นที่สร้างสวนฯ

ที่คณะรัฐมนตรีน้อมเกล้าฯถวาย

โดยทรงปลูกต้น “พลองใหญ่”

เพื่อเป็นสิริมงคล ณ สวนแห่งนี้

และพระราชทานพระราชาอนุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย

มาเป็นชื่อสวนนี้ว่า

“สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์”

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

มีเป็นสระน้ำรูปตัว S และ ส ซึ่งเป็นอักษรตัวแรก

ในพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ในภาษาอังกฤษและภาษาไทย

มีลานบัวเป็นศูนย์กลาง ล้อมรอบไปด้วยสวนพฤกษศาสตร์

ที่รวบรวมสายพันธุ์ต่าง ๆ ของพรรณไม้หลายชนิด

นอกจากนี้ยังมีสระบัว

และไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดครบทุกจังหวัด

(ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki)

(ข้อมูลจาก แผ่นพับประชาสัมพันธ์สวนสมเด็จฯ)

หลังจากพวกเรากินข้าวเที่ยงจนพุงกาง

พร้อมรับน้ำเย็นเจี๊ยบจากเจ้าหน้าที่ผู้ใจดีเสร็จเรียบร้อย

ทุกคนจะเดินกินลมชมวิวได้ตามสะดวก

บ่ายโมงเศษๆ

พวกเรามาพร้อมหน้ากันที่อาคารนิทรรศการ

โดยมีป้าแอ๊ด..

เจ้าหน้าที่ของสวนฯ ให้เกียรติมาเป็นผู้บรรยาย และให้ข้อมูล

พร้อมนำชมเรื่องราวในอาคารนิทรรศการ

ภายในอาคารนิทรรศการ ชั้นที่สองของตัวอาคาร

ทันที่ที่เราเปิดประตูเข้าไปเราจะเห็น

ภาพอันสง่างามที่ทรงผ้าแบบไทย

ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์อยู่ตรงหน้า

อดไม่ได้ที่จะพนมมือไหว้ขึ้นเหนือหัว

เดินเข้าไปอีกหน่อย

จะเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ทั้งสองพระองค์ ข้างน้ำตกสิริธาร

และพระราชดำรัสของสมเด็จฯ ความว่า

“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า

ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ

พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”

ชบาตานีมองภาพและอ่านพระราชดำรัสของพระองค์ท่านแล้ว

ทำให้รู้สึกปลื้มปิติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านจนน้ำตาซึม

ก้อนแข็งๆ แล่นขึ้นมาจุกลำคอ

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ท่าน

หากประชาชนชาวไทยไม่มีทั้งสองพระองค์ท่าน

ป่านนี้..ก็ยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกันค่ะ ว่า

พวกเราจะยังคงอยู่เย็นเป็นสุข

มีป่า มีแหล่งน้ำที่ยังอุดมสมบูรณ์เช่นนี้หรือไม่?

ทั้งสองพระองค์ท่านทรงทำเพื่อประชาชนของพระองค์ทั้งสิ้น

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

ถัดเข้าไปข้างในเป็นการแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระนางเจ้าฯ

ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ช่วงที่อภิเษกสมรส

และช่วงสำคัญที่สุด คือ

ช่วงที่พระองค์เสด็จติดตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ไปเยี่ยมเยียนประชาชนและพระองค์ได้เห็นความยากลำบากของประชาชน

จนในที่สุด

พระองค์ทรงต้องการแบ่งเบาพระราชภาระอันหนักอึ้งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จึงทรงดำริโครงการต่างๆขึ้นมา

เพื่อช่วยเหลือประชาชนของพระองค์มากมายหลายโครงการจนนับไม่ถ้วน

เมื่อเราเดินเข้าไปอีกหน่อย จะมีการจัดโซน “นิทรรศการดอกไม้” เช่น

“พรรณไม้เฉลิมพระเกียรติ”

เป็นพรรณไม้ที่ได้รับอนุญาตพระราชทานนาม เช่น

กล้วยไม้แทลียาควีนสิริกิติ์

กุหลาบควีนสิริกิติ์

ดอนญ่าควีนสิริกิติ์

โมกราชินี (เป็นพรรณไม้ที่หายากมากและใกล้สูญพันธุ์)

และดอกไม้ที่ทรงโปรดมากที่สุด และตรัสว่า

“เป็นดอกไม้ที่สวยที่สุด ดอกไม้ฝรั่งเทียบไม่ได้”

คือ ดอกบัวสัตตบงกช

อีกจุดหนึ่ง คือ การแสดงดอกไม้ที่พระองค์ทรงพระราชทานนาม

เมื่อครั้งพระองค์เสด็จไปทุ่งดอกไม้ที่ผาแต้ม

ซึ่งเป็นดอกหญ้าที่ขึ้นอยู่ทั่วไป จนชาวบ้านเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

แต่พระองค์ท่านมองว่า มันสวยงาม

จึงพระราชทานชื่อของดอกหญ้าเหล่านั้น เช่น

สรัสจันทร

ทิพเกสร

มณีเทวา

ดุสิตา

สร้อยสุวรรณา

เป็นต้น

จนปัจจุบันที่ทุ่งหญ้าอันไร้ค่า

กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในแถบนั้น

มาจนถึงปัจจุบัน

ถัดมาเป็นการแสดงความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้หอม

ทั้งภาพ ทั้งมัตติมีเดีย ทั้งตัวอย่างชิ้นส่วนของไม้หอมเหล่านั้น

เดินอ้อมไปอีกด้าน

เป็นการจำลองสิ่งของเครื่องใช้

รวมทั้งภาพและของจริง ตามโครงการพระราชดำริ เช่น

การส่งเสริมการเลี้ยงหมูจินหัว หรือ หมูแพนด้าให้แก่ชาวเขา

เพราะเป็นหมูที่ต้านทานโรค และขยายพันธุ์เร็ว

การเลี้ยงเป็ดอี้เหลียง หรือเป็ดน้ำผึ้ง

ซึ่งเป็นเป็ดที่เลี้ยงง่าย และต้านทางโรคสูงเช่นกัน

โดยทั้งเป็ดและหมู สาธารณรัฐประชาชนจีน

น้อมเกล้าฯถวายพระองค์ท่าน เนื่องในวโรกาส

วันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2542

พระองค์จึงทรงมอบให้กรมปศุสัตว์ไปขยายพันธุ์

เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงต่อไป

การส่งเสริมอาชีพของประชาชน เรื่องทอผ้า การเกษตร ฯลฯ

การจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพ

โครงการอนุรักษ์สัตว์น้ำจืด

ในแถบภาคอีสาน เพื่ออนุรักษ์ปลาที่ใกล้สูญพันธุ์

โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งในแถบทางใต้ เช่น

การอนุรักษ์เต่าทะเล การเพาะพันธุ์หอยมุกจาน

การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

การส่งเสริมอาชีพในชุมชน

ที่ส่งเสริมให้นำทรัพยากรที่มากในท้องถิ่นมาใช้ เช่น

ภาคใต้

มีการส่งเสริมการนำย่านลิเภา ไม้ไผ่ มาสานของใช้นานา

ภาคอีสาน

ส่งเสริมผ้าทอจำพวกฝ้าย และป่านศรนารายณ์

ภาคเหนือ ส่งเสริมการเลี้ยงไหม เพื่อทอผ้าไหม เป็นต้น

เราจะเห็นได้ว่า

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนอย่างไม่ย่อท้อ

พระทรงเป็น “พระแม่ของแผ่นดิน” โดยแท้

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

โดย ชบาตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net