วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Surprise !! ที่ทำให้วันหนาวใจอบอุ่น


ในหุบเขาเทานุส (Taunus) ของเรา ผืนฟ้าและแผ่นดินยังคงมีสีเดียวกัน  เป็นสีขาวของปุยหิมะที่ลอยล่องลงมาจากฟากฟ้าแล้วไม่ละลายหายไป คงค้างคาอยู่บนพื้นหญ้า หลังคาบ้านและยอดไม้เหมือนผงแป้งเนียนนุ่มแต่เยียบเย็น เพราะอุณหภูมิติดลบหลายองศาที่หนาวเยือกเข้าไปถึงหัวใจ  บาดความรู้สึกลึกลงไปจนถึงกระดูก แต่เวลากลางวันเริ่มยืดยาวออกไปทีละนิด  ฟ้าสว่างอย่างซีดๆเร็วขึ้นอีกหน่อย  แม่มดสบายใจที่ลูกชายไม่ต้องเดินไปและกลับจากโรงเรียนในความสลัวลางอีกหลายเดือน

 

ในวัยนี้ เด็กฝรั่งบางคนแยกไปอยู่ห้องเช่าของตัวเองแล้ว  แต่แม่มดยังคงตื่นนอนตอน ๖ โมงมาเตรียมอาหารเช้าร้อนๆให้ลูกและทำอาหารว่างใส่กล่องให้ลูกเอาไปทานที่โรงเรียนเหมือนเมื่อลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ  กิจวัตรประจำวันเช่นนี้เป็นเรื่องที่ให้ความสุขแก่เราทั้งสองคน ด้วยแม่มดมีหลักการที่หนักแน่นไม่คลอนแคลนว่า  "บ้าน" คือสถานที่ที่เราได้รับการใส่ใจจากใครคนหนึ่งด้วยความรัก ได้รับการปฏิบัติดูแลอย่างคนพิเศษ  แล้วโลกภายนอกจะเป็นอย่างไร ก็ช่างโลกปะไร  ใครจะอิจฉาริษยา ใครจะเห็นคุณค่าของเราหรือไม่ ก็ช่างใคร  ในบ้านมีความรักใคร่ใยดีให้กัน  มีความผูกพันจริงจังและจริงใจ แค่นั้น สิ่งอื่นใดไม่สำคัญไปกว่านี้

 

ลูกชายคร่ำเคร่งกับการเตรียมสอบ Abitur ซึ่งเป็นการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรชั้นมัธยมปลายสายสามัญ  ทั้งต้องทำคะแนนให้ได้ดีเพราะต้องใช้ใบนี้ไปขอที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัย  แม่มดไม่ได้กวดขันเรื่องการเรียนของลูกชายมาตั้งแต่เขาอายุไม่ถึง ๑๐ ขวบ เพราะเขาดูแลตัวเองได้ดีในระดับที่ไว้วางใจได้  การอบรมบ่มเพาะเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่ของชีวิตนั้น พูดกันถึงที่สุดแบบเกินๆสักหน่อยก็ว่า ต้องเริ่มมาแล้วตั้งแต่แรกเกิด  เราทั้งสองคนโชคดีที่แม่มดมีโอกาสทำหน้าที่แม่ได้แบบเต็มเวลาและแม่มดก็ทำหน้าที่นี้มาตลอดเวลาเกือบ ๒๐ ปีแบบเต็มหัวใจ

 

วันจันทร์เป็นวันที่ลูกชายมีชั่วโมงเรียนถึงเพียงบ่าย ๒ โมง  แม่มดจึงมักจะรอทานอาหารกลางวันที่ทำใหม่ๆร้อนๆกับลูกตอน ๒ โมงครึ่ง แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นมานิดนึงหลังจากที่หม่นมัวมานับเดือน หิมะละลายหายไปชั่วคราว  

ก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน  ลูกชายมาหอมแก้มแม่อย่างเคยและบอกว่า  วันนี้ ผมจะหาอะไรในตู้เย็นทานเอง แม่ออกไปเดินเล่นนะครับ ไปถ่ายรูปที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วงอาหารกลางวันของผม  แม่ไม่ได้ออกไปเดินเล่นมาเป็นเดือนแล้ว  ไม่ต้องรีบกลับบ้านนะครับ  ไว้ตอนค่ำๆ เราค่อยทานข้าวด้วยกัน  แม่มดว่า ก็เป็นความคิดที่ดี ถ้าอยู่บ้าน แม่มดก็มีงานทำไปได้เรื่อยๆทั้งๆที่เบื่อจอคอมพิวเตอร์กับโต๊ะทำงานเต็มที  แต่แม่มดขี้เกียจขับรถไกลๆ เลยไปเที่ยวแค่เมืองโครนแบร์ก (Kronberg) ที่แม่มดยังไม่เคยไปทั้งๆที่อยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง ๒๐ กิโลเมตร

 

หุบเขาเทานุสของเราได้ชื่อว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของผู้คนที่มีคุณภาพชีวิตระดับดีเพราะเราอยู่ในพื้นที่ที่อากาศบริสุทธิ์  มีไร่นา เนินเขา และป่าไม้ซึ่งยังมีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ในขณะที่การบริการด้านสาธารณูปโภคอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม 

แต่โครนแบร์กนั้นเป็นเมืองพิเศษด้วยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งชุมนุม technocrat ที่ทรงอิทธิพลและร่ำรวยที่สุดในประเทศเยอรมนี  เพราะหุบเขาเทานุสอยู่ใกล้แฟรงค์เฟิร์ต ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ  แต่คนที่มีทางเลือกในประเทศนี้จะไม่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ๆ   เมืองอย่างแฟรงค์เฟิร์ตนั้นเขาเอาไว้เป็นที่ทำงาน  แต่บ้านที่พำนักจะอยู่ในเมืองเล็กๆหรือแม้แต่ในหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ  เงียบสงบ อากาศบริสุทธิ์ และมีสถิติอาชญากรรมเกือบจะเป็นศูนย์   ประชากรส่วนใหญ่ของเมืองโครนแบร์กเป็นคนที่เสียภาษีร้อยละ ๕๑ ของรายได้ตามระบบของการจัดเก็บภาษีแบบ Progressive tax เพราะล้วนแล้วแต่เป็นนักการธนาคารหรือผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินหลักของประเทศที่ได้รับค่าตอบแทนสูงลิ่ว

แต่ถ้าใครคาดหมายว่าจะได้เห็นความหรูหราในเมืองโครนแบร์กแล้วจะต้องผิดหวัง  คนรวยจริงๆที่เยอรมนีมีชีวิตที่เรียบง่ายอย่างน่าอัศจรรย์ใจ  โครนแบร์กเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาซึ่งอยู่บนถนนสายบ้านกึ่งไม้ซุงเหมือนเมืองแม่มด นั่นคือเขตเมืองเก่าของที่นี่เต็มไปด้วยบ้านกึ่งไม้ซุงอายุหลายร้อยปีเหมือนที่ Idstein  แต่โครนแบร์กไม่สวยเหมือนเมืองของเรา  คนเดินทางจากต่างถิ่นจึงแทบจะไม่รู้จัก  ชาวเมืองเองก็ไม่ต้องการนักท่องเที่ยว ไม่ต้องการธุรกิจ  อุตสาหกรรมหรือสถานเริงรมย์ใดๆทั้งสิ้น  ในแง่หนึ่ง โครนแบร์กจึงเป็นเมืองที่ยากจนมากเพราะตัวเมืองเองแทบจะไม่มีรายได้อะไรเลย

 

แม่มดโอ้เอ้ศาลารายเก็บโน่นทำนี่อยู่ในครัวจนสาย   กว่าจะไปถึงเมืองนี้ได้ เวลาก็ล่วงเลยไปแล้วเกือบถึงเที่ยงวัน จึงได้เห็นเด็กๆลูกหลานผู้มีอันจะกินแบกเป้บนหลัง เดินขึ้นเนินลงเนินจากโรงเรียนกลับไปทานอาหารกลางวันที่บ้านเหมือนที่ลูกชายก็ทำมาแต่เล็กแต่น้อย  ตำรวจของเมืองที่ขับรถสายตรวจไปตามท้องถนนอย่างช้าๆดูจะคุ้นเคยกับผู้คน แม่มดเห็นตำรวจเปิดกระจกรถ ก้มศีรษะทักทายคุณยายที่เดินอยู่ริมถนนอย่างสุภาพและเป็นมิตร

Kronberg เมื่อมองจากทางหลวงแผ่นดิน

จะให้อัศวินหรือแมวเหมียวดูแลบ้านดี.....อารมณ์ขันของเศรษฐีเมืองโครนแบร์ก

บ้านเรือนหลายหลังอายุหลายร้อยปี

 

ภาพชีวิตที่นี่ดูเชื่องช้า สงบ เรียบง่าย ไม่มีสีสัน แต่แม่มดก็อุตส่าห์ไปหาเรื่องตื่นเต้นมาบอกเล่าจนได้  หรืองานนี้ แม่มดจะตื่นเต้นอบอุ่นใจไปคนเดียวก็ไม่รู้

แม่มดเดินไต่เนินขึ้นไปถึงปราสาทประจำเมืองโครนแบร์ก  เพื่อนๆอย่าแปลกใจนะคะ  แถวนี้เมืองไหนๆก็มีปราสาทเก่าเป็นของตนเองทั้งนั้น  เมืองแม่มดก็มีเหมือนกัน  หลังหนึ่งนั้นถูกใช้เป็นศาลาว่าการเมือง  อีกหลังหนึ่งก็คือโรงเรียนมัธยมประเภทโรงเรียนรัฐบาลที่ลูกชายเรียนอยู่ไงคะ  โรงเรียนเอกชนแพงๆไม่ใช่สถานศึกษาปกติธรรมดาของประเทศเยอรมนี  ลูกคนรวยคนจนต่างไปโรงเรียนเดียวกันที่ดำเนินการจัดการศึกษาจากเงินภาษีที่เราจ่ายไป

 

ตอนแรกเหมือนว่าแม่มดจะโชคร้ายเพราะปราสาทเขากำลังปิดซ่อม  ผู้ดูแลเป็นชาวเมืองโครนแบร์กที่อยู่ในวัยเกษียณแล้วมาทำงานเป็นอาสาสมัครให้เมืองโดยไม่มีรายได้แต่อย่างใด  แต่แม่มดไต่เนิ่นมาตั้งไกล ที่จะให้กลับไปมือเปล่านั้นไม่ใช่วิสัยของคนเดินทาง  แม่มดก็เลยส่งยิ้มสยามไปให้คุณ ๒ คนนั้นแล้วก็เอ่ยปากขออนุญาตเข้าไปถ่ายภาพบริเวณภายนอกของปราสาทสักภาพ ๒ ภาพ

ชาวเยอรมันโดยทั่วไปมีบุคลิกสงบนิ่งและไม่ช่างเจรจา อารมณ์ขันก็ไม่รุ่มรวย แต่แม่มดมีประสบการณ์ว่าชาวเยอรมันเป็นคนใจดีแบบขรึมๆตามแบบของเขา  ถ้าเราใช้ท่าทีสุภาพเข้าไปหา น้อยครั้งนักที่ชาวเยอรมันจะปฏิเสธการร้องขอที่เขาพอจะตอบสนองให้ได้  คุณผู้ชายคนหนึ่งจึงพยักหน้าให้แม่มดมุดประตูสวนเข้าไปถ่ายภาพแต่ไม่วายเตือนว่าแม่มดจะไม่ได้ภาพดีเพราะมีวัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้างวางระเกะระกะรกเรื้อทั่วไปหมด 

คุณอีกคนหนึ่งมีมธุรสวาจา ออกปากชมว่าแม่มดใช้ภาษาเยอรมันได้ดี  มาจากประเทศไหนหรือ  แม่มดก็ว่าดิฉันเป็นคนไทยค่ะ พร้อมทั้งทำตาหยีส่งยิ้มจริงใจไปให้เพื่อยืนยันการเป็นชาวสยาม  คุณเลิกคิ้วทำตาโต  อุทานแบบที่แม่มดคาดไม่ถึงว่า ผมเคยนำเสด็จเจ้าหญิงของคุณทอดพระเนตรปราสาทเมื่อเกือบ ๕ ปีที่แล้ว    คราวนี้เป็นฝ่ายแม่มดที่ทำตาโตด้วยความตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง

 

เจ้าหญิงสิรินธร (นั่นคือพระนามที่ฝรั่งเรียกขานทูลกระหม่อมของเรา) เสด็จมาที่เมืองโครนแบร์กเมื่อวันที่ ๒๒ เดือนเมษายน ปี ๒๐๐๘  คุณเล่าต่ออย่างคนที่จดจำรำลึกได้ทุกรายละเอียด  ท่านเป็นเจ้าที่ทรงงานอยู่ตลอดเวลานะ  ไม่ว่าผมจะถวายข้อมูลอะไร ท่านทรงถ่ายภาพและจดบันทึกไว้ทุกอย่าง  ท่านเป็นอย่างนี้เสมอหรือ

คราวนี้ เรามีเรื่องคุยกันยืดยาวเลยค่ะ  อะไรบางอย่างเล่าให้ฝรั่งฟังได้ง่ายกว่าเล่าให้คนไทยฟังทั้งๆที่เป็นเรื่องดีงาม  เพราะการตีความคำว่ากาลเทศะต่างกัน  งานนี้คุณไกด์อาสากลับคำ บอกแม่มดหน้าตาเฉยว่า มา มา  ผมจะเปิดภายในปราสาทให้คุณชม  คุณจะถ่ายภาพก็ได้แต่ต้องไม่นำภาพภายในปราสาทไปเผยแพร่เพราะปกติแล้ว เราไม่อนุญาตให้ผู้เข้าชมทั่วไปถ่ายภาพนะครับ

 

ด้านนอกปราสาทเล็กๆของเมืองโครนแบร์ก 

Herr Gerwald Kern (คนที่ ๒ จากซ้ายมือ) ผู้นำเสด็จทูลกระหม่อมฯทอดพระเนตรปราสาท Kronberg

 

ภาษิตเยอรมันบอกว่า สิ่งที่มีคุณค่า เราต้องใช้ความพยายามจึงจะได้มา สิ่งที่มีคุณค่าไม่มีทางหล่นร่วงลงมาจากท้องฟ้าเองง่ายๆ  แต่ความอิ่มเอมใจที่แม่มดได้มาจากเวลาสั้นๆที่เมืองโครนแบร์กเป็นความทรงจำอันงดงามที่ลอยลงมาจากฟากฟ้าแบบที่ไม่เคยมีอยู่ในความคาดคิดของแม่มดมาก่อน

ในบางแง่มุม  คำว่าประเทศไทยให้ภาพที่ชวนประทับใจในความรู้สึกของคนต่างบ้านต่างเมือง  แต่บางครั้ง แม่มดก็สงสัยว่า คนไทยบางคนได้ตระหนักถึงคุณค่าที่น่าภาคภูมิใจในบ้านเมืองของเราเองบ้างไหมและมากน้อยเพียงใด

      

โดย แม่มดเดือนMarch

 

กลับไปที่ www.oknation.net