วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากปลายด้ามขวาน...สู่เมืองหลวง เพื่อหาประสบการณ์แปลกใหม่ 10


ตอน “บัว” ราชินีแห่งไม้น้ำ

 

วันนี้ เด็กๆ ยังคงอยู่ใน “สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์”

หลังจากที่ออกจากอาคารนิทรรศการ

คราวนี้ เราจะได้ชี้นก ชมไม้กันเต็มที่

ไม่ว่า จะเป็นสวนพุทธรักษา สวนไผ่ สวนเล็กสวนน้อยอื่นๆ

และสวนที่เป็นไฮไลท์ของสวนแห่งนี้ ที่ใครๆ มาแล้วไม่ควรพลาด

นั่นคือ "สวนบัว" หรือ “ลานบัว”

ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวมรวมบัวพันธุ์ต่างๆไว้ครบครัน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ทรงสนพระทัยในเรื่องบัวเป็นอย่างยิ่ง

ทุกครั้งที่เสด็จเยี่ยมราษฎรภาคใต้ โดยแปรพระราชฐาน

ประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

จะเสด็จประพาสทางชลมารคเป็นประจำ

เพื่อทอดพระเนตรดอกบัวนานาพันธุ์ ณ อ่างเก็บน้ำใกล้พระราชตำหนัก

และจากที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นทัศนียภาพใน

ความงามของธรรมชาติและดอกบัว

พระองค์จึงมีแรงบันดาลใจ ได้พระราชนิพนธ์ บทกลอน

ขอบคุณวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องบัว

“บัวกลางบึง” ขึ้น ความว่า ...

“ กลางบึงใหญ่ บัวบาน ยามใกล้ค่ำ

แสนสุขล้ำ ใกล้ชิด สนิทสนม

แดดรำไร ลับเหลี่ยมเขา สุขอารมณ์

รื่นภิรมย์ กลางบึงใหญ่ ได้ชมบัว

บัวม่วงกษัตริย์ ชูช่อ บานไสว

นกน้อยใหญ่ โผผิน บินระรัว

เขาตันหยง ดูสูงใหญ่ ยามฟ้ามัว

สดชื่นทั่ว อ่างใหญ่ ใกล้บ้านเรา”

และจึงเป็นที่มาของการรวบรวมพันธุ์บัวทุกชนิด

มาเพาะพันธุ์ไว้ ณ สวนแห่งนี้

“บัว” ราชินีแห่งไม้น้ำ

เราสามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 สกุล คือ

1. สกุลปทุมชาติ (Lotus)

คนไทยจะรู้จักในชื่อของ “บัวหลวง” ซึ่งชูใบและดอกเหนือน้ำ

ก้านมีตุ่มหนาม มีทั้งดอกซ้อนและดอกลา มีกลิ่นหอม

พันธุ์ที่พบในเอเชีย คือ พันธุ์ดอกสีขาวและสีชมพู

ส่วนพันธุ์ที่พบในแอฟริกาจะมีดอกสีเหลือง

ดอกบัวหลวงจะบานตอนเช้าตรู่ และหุบดอกในช่วงบ่ายและค่ำ

บัวพันธุ์นี้มี 4 สายพันธุ์ คือ

- ปทุม

- ปุณฑริก(สีขาว)

- สัตตบงกช/บัวฉัตรแดง

- สัตตบุษย์(สีขาว)

“บัวหลวง” คนโบราณถือเป็นพืชมหัศจรรย์

เป็นพืชที่ให้คุณประโยชน์มากมาย ทั้งนำมาประกอบอาหารและมีสรรพคุณทางยา

เช่น

- เกสรบัว เป็นยาหอม ยาลมบำรุงหัวใจ

- เมล็ดบัว ทานสดและแห้ง มีโปรตีนและแร่ธาตุสูง

- ดีบัว(ต้นอ่อนในเมล็ดบัว) เป็นส่วนผสมของยาโบราณ ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ

- ใบบัว ใบอ่อนใช้จิ้มน้ำพริก หรือหั่นฝอยชงเป็นชาแก้ร้อนใน และใบแก่ใช่ห่อของ

- ไหลบัว ใช้ประกอบอาหาร แก้ท้องผูกและบำรุงหัวใจ

- เหง้าบัว หรือรากบัว ใช้ประกอบอาหาร แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

2. สกุลอุบลชาติ (Waterlily)

เป็นบัวไทย เช่น บัวผัน บัวขาบ บัวจงกลนี บัวสาย

บางครั้งคนโบราณ เรียกว่า บัวก้านอ่อน

เพราะก้านอ่อนเกลี้ยง ไม่มีหนาม

จำแนกตามถิ่นกำเนิด ได้ 2 ประเภท คือ

- อุบลชาติเขตอบอุ่น หรือหนาว

- อุบลชาติเขตร้อน พบในเขตร้อนของทวีปเอเชีย

ดอกชูเหนือผิวน้ำ แยกเป็นประเภทที่

- บานกลางวัน เช่น บัวเผื่อน บัวผัน บัวขาบ

บัวจงกลนี บัวนางกวัก บัวยักษ์ออสเตรียเลีย

 

- บานกลางคืน เช่น กมุท สัตตบรรณ ลินจง

3. สกุลวิกตอเรีย (Royal waterliy,Victoria)

คนไทยนิยมเรียกว่า “บัวกระด้ง” เพราะมีใบขนาดใหญ่

ขอบใบยกขึ้นคล้ายกระด้ง ก้านมีหนามแหลม

 

ดอกบานตอนกลางคืน และหุบในตอนเช้า

แดดร้อนเปรี้ยงๆ การเดินชมบัวทำให้หลายคนเริ่มเหงื่อซึม

อีกทั้ง ทุกคนเริ่มกระหายน้ำมาก

จึงคิดว่า...การชมบัวที่คิดว่าน่าจะเหมาะในครั้งต่อไป

จึงควรจะเป็นช่วงเช้าน่าจะเหมาะกว่า

หากยังเดินฝ่าแดดชมบัว..มีหวังต้องอุ้มเด็กๆ ขึ้นรถแน่ๆ

จึงจำเป็นต้องจรลีจากสระบัว

ทั้งๆที่ยังหลงใหลกับความงามของดอกบัวอยู่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม

นอกจากเราจะได้ชมความงามของบัวแล้ว

วันนี้เราก็ยังได้ข้อคิดในชีวิตที่ว่า

“แม้บัวจะเกิดแต่ตม..แต่หากใฝ่ดี ก็สามารถโผล่พ้นน้ำ

ฝ่าวิบากกรรมกับเต่าปูปลาที่พาลจะกินดอกบัวอ่อนๆเป็นอาหาร

โผล่พ้นน้ำมาได้อย่างสวยงาม”


ใบไม้ในสวนจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมัก

......................

ป.ล. ขอขอบคุณข้อมูลจากสารประชาสัมพันธ์ของสวนฯ

และวิทยากรที่กรุณาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องบัวได้อย่างละเอียดยิบ

โดย ชบาตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net