วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จงเลือกเพื่อชาติ อย่าเลือกเพียงเพราะเป็นคนที่รักหรือเป็นพรรคที่ชอบ


  จงเลือกเพื่อชาติ อย่าเลือกเพียงเพราะเป็นคนที่รักหรือเป็นพรรคที่ชอบ

       

หมู่นี้เกิดกระแสที่บุคคลต่างๆออกมาประกาศตัวอย่างชัดเจน และสนับสนุนให้เลือก ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. หมายเลข 16 คือ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ บุคคลเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ มาเนิ่นนานเป็นที่รู้กัน และยังมีผู้ที่ไม่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อย่างเปิดเผยมาก่อน

     "เพราะเวลานี้ต้องสู้ระหว่างประชาธิปัตย์กับพรรคทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคดีเด่อะไร แต่พรรคทักษิณมันเหี้ยสุดๆ แล้วเวลานี้มันครองอำนาจอยู่ในบ้านเมืองแล้ว เรายอมให้มีผู้ว่ากทม. อีก แสดงว่าเราทั้งหมดแหย สยบกับมันทั้งหมดเลย ผมจึงอยากเสนอว่าใครก็ตามที่มีจิตสำนึกต่อต้านทักษิณ ต่อต้านเผด็จการ ต้องไม่ใช่ไม่เลือกเบอร์9 อย่างเดียว ต้องเลือกสุขุมพันธ์ เพราะเป็นอันเดียวที่จะเอาชนะเผด็จการทักษิณได้ เพราะตอนนี้มันใช้ทุกทางเลย มันปั่นกระทั่งโพล ทำได้ทั้งหมด แล้วมันจะเอาเงินซื้อ อะไรต่างๆ ทักษิณมันพูดเลย เอาเสาไฟฟ้ามาลงก็ได้รับเลือก เพราะฉะนั้นผมว่า คนกรุงเทพต้องแสดงกึ๋นหน่อย"

เช่น ส. ศิวรักษ์ ซึ่งเขียนข้อความไว้ในหน้าเฟซบุ๊คส่วนตัวอย่างชัดเจนและมีการตอบโต้กับสมาชิกกลุ่มเสื้อแดงคนหนึ่งอย่างดุเดือดจนถูกกระทรวงกร๊วกสั่งปิดไปฝ่ายเดียว โดยที่อีกฝ่ายที่ตอบโต้กัน ไม่ถูกปิดไปด้วยทั้งๆที่น่าจะถูกปิดไปเสียนานแล้ว เพราะเคยเขียนข้อความหมิ่นเหม่การจาบจ้วงเบื้องสูงหลายต่อหลายครั้ง

     ที่น่าสนใจและเป็นสิ่งที่อยากจะ “ถก” ด้วยในครั้งนี้ เพราะต้องการขมวดประเด็นมาที่แนวคิดในการตัดสินใจเลือกตัวแทนประชาชนมาทำหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ

     

    เราถูกล้างสมองมานานแล้ว ด้วยคำขวัญที่ใครก็ไม่รู้ตั้งให้ว่า “เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ” จนทำให้เราลืมความจริงว่า การเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆเหล่านั้น เป็นการเลือกบุคคลมาทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้บ้านเมือง เพี่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมบทบาทในการต่อรองของประเทศของเราในเวทีโลก ในยุคสมัยที่ประเทศต่างๆในโลกกำลังแข่งขันกันอย่างสูงเช่นในขณะนี้ การที่เราเลือกแต่ “คนที่รัก พรรคที่ชอบ” จึงอาจจะทำให้เราได้คนที่อาจจะไม่สามารถทำงานเพื่อความก้าวหน้าของชาติ และไม่ใช่คนที่จะเป็นตัวแทนที่ดีของประชาชนได้ ทั้งในด้านความสามารถในการบริหารด้านการปกครองและ ในด้านจริยธรรมและคุณธรรมส่วนตัว

    นอกจากนั้นในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. ครั้งนี้ยังมีกระแสที่ว่า “ระหว่างพรรคที่ชั่วมากและชั่วน้อยกว่า ก็จงเลือกพรรคที่ชั่วน้อยกว่า”

        

   ความจริงแล้ว เราอยากเลือกพรรคการเมืองที่ดี และคนของพรรคการเมืองที่เราสามารถภูมิใจได้ว่าจะทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างจริงจัง

    ในฐานะที่เราเป็นประชาชนคนเดินถนนธรรมดา ที่ไม่สามารถเข้าไปรู้เรื่องเบื้องหลัง เรื่องตื้นลึกหนาบางของพรรคต่างๆ ไม่มีเวลาติดตามการหาเสียงของแต่ละพรรคและผู้สมัครแต่ละคนได้ทุกเมื่อเชื่อวัน เราควรมีวิธีคิดอย่างไร และควรตัดสินใจอย่างไร

 

     

    ในการนี้เราก็ต้องใช้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเราเอง จากประจักษ์พยานที่เราเห็นในบ้านเมืองรอบๆตัวเรา

     

   ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนว่า มีคู่แข่งที่สำคัญอยู่สองคนจากพรรคต่างขั้วที่มีจุดยืนอย่างแน่นอน ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป

ผู้สมัคร “อิสระ” คนอื่นๆที่อาจจะมองดูว่าดี แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าสงสัยว่า จะ “อิสระ” อย่างแท้จริงหรือว่าเป็นเพียง “ผีโม่แป้ง” ที่สื่อต่างๆเรียกกัน ซึ่งเราจะต้องมาวิเคราะห์กันอีกที

    ในระหว่างสองพรรคที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด เราลองมาไล่เรียงดูว่าทั้งสองฝ่ายต่างกันอย่างไรบ้าง

       

   เริ่มจากพรรคเผาไทย ไม่รู้ว่าพรรคนี้มีคะแนนนำมาได้อย่างไร คนกรุงเทพฯไม่เจ็บแค้นกันบ้างหรือที่คนในพรรคนี้เผาบ้านเมืองของเราและก่อความวุ่นวายต่างๆนานาเมื่อปี 2552 และ 2553 แทบจะเรียกได้ว่า ก่อความเดือดร้อนในบ้านเมืองแบบรายวัน โดยมีผู้ที่(น่าจะ) มีหน้าที่รักษากฎหมายเป็นผู้สนับสนุน ด้วยการอยู่เฉยไม่ดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มคนเหล่านั้น ตั้งแต่การแห่แหนกันไปตามถนน ใช้เสียงดังจากเครื่องขยายเสียง ทำให้การจราจรติดขัด การประกาศว่าจะไป “ถล่ม” ที่พักหรือสำนักงานของคนโน้นคนนี้ เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น น่าที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะต้องดำเนินการเพื่อรักษาความสงบในบ้านเมืองโดยมิพักต้องให้ประชาชนออกมาฟ้องร้องแจ้งความ การที่ฝ่ายที่มีหน้าที่รักษากฎหมายเพิกเฉยจึงทำให้คนเหล่านี้ได้ใจและก่อความเดือดร้อนวุ่นวายเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นการจราจลกลางเมืองหลวงในเวลาต่อมา เสนาธิการผู้เป็นหัวหอกในการจราจลยังออกสื่อและกล่าววาจาอันฮึกเหิมประหนึ่งว่าตนเป็นวีรบุรุษ ที่สามารถเอาชนะกองกำลังทหารที่มารักษาความสงบได้ ประหนึ่งมีชัยเหนืออริราชศัตรู ไม่ได้หยุดคิดสักนิดเลยว่าที่ตนกำลังพูดถึงนั้นคือพี่น้องสายเลือดเดียวกันสมรภูมิที่ตน “รบชนะ” คือเมืองหลวงของบ้านตัวเอง วัดที่ยิงจรวดเข้าใส่ก็เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่ยืนยงมานานนับร้อยๆปี

และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ สิ่งที่ทำไปนั้นเป็นไปเพื่อสนับสนุนคนที่โกงพี่น้องประชาชนและชาติบ้านเมืองของตนเอง

    

    ยังดีที่หัวหน้ากองกำลัง “ถูกเก็บ” ไปเสียก่อน มิฉะนั้นยังไม่รู้ว่าการสู้รบจะดำเนินต่อไปอีกเนิ่นนานสักเพียงใด และบ้านเมืองจะเสียหายย่อยยับกว่าที่เป็นมาสักเท่าใด

     

    ในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ มีพรรคการเมืองพรรคมารนี้พรรคเดียวที่เผาบ้านเมือง สร้างกองกำลังขึ้นมาข่มขู่คนเดินถนน ฉกชิงสิ่งของต่างๆของประชาชนคนเดินถนนไปเป็นของตนเอง ประหนึ่งเป็นเจ้าของประเทศและทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองนี้ ทั้งต่อหน้าต่อตาและทั้งในที่ลับตาประชาชน แล้วยังภาคภูมิใจที่ทำเช่นนั้นได้

    มาบัดนี้พรรคการเมืองนี้ ส่ง “เสาไฟฟ้า” เป็นตัวแทนมารับเลือกตั้งเป็น “พ่อเมือง” ของเมืองหลวงที่พวกตนเพิ่งเผามาหมาดๆ ร่องรอยบางอย่างยังเห็นได้  โดยเฉพาะความสูญเสียของชีวิตที่ไม่มีทางทดแทนได้

   พรรคการเมืองนี้ยังมีหน้าออกมาบอกว่า จะ”คืนความสุขความสงบ” ให้แก่ กทม. และอ้างว่าพรรคของตน “กำลังพัฒนา” กทม.

    ขอถามว่า “ก็แล้วใครกันเล่าที่ ปล้น ความสุขความสงบของเราไป”

    ขอถามว่า คนกรุงเทพฯยังไม่รู้เช่นเห็นชาติพรรคมารนี้อีกหรือ ว่าเมื่อมีอำนาจในมือ สิ่งที่พรรคนี้ ตั้งใจทำอย่างจริงจังคืออะไร

    ไม่ใช่การพัฒนาเมือง หรือการพัฒนาประเทศ และไม่ใช่การพัฒนา กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน

    เมื่อน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว พรรคการเมืองที่มีอำนาจในมือ เป็นพรรครัฐบาล ทำอะไรบ้างเพื่อพี่น้องของเรา

    เอาพรรคพวกมาพังประตูระบายน้ำ

    ยักยอกเอาของบริจาคให้แต่พรรคพวกของตัวเอง ไม่ยอมให้คนที่ไม่ใช่พวกของตัว จนมีผู้ออกมาร้องเรียน

    แอบอ้างติดป้ายชื่อพรรคและนายใหญ่ที่สิ่งของบริจาค ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นสิ่งของที่พรรคของตนและนายใหญ่บริจาคด้วยตนเอง

    ทั้งๆที่เป็นรัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลประชาชนทุกคนในประเทศอย่างเสมอหน้ากัน กลับเลือกปฏิบัติ

    

    นอกจากนั้นยังผันวิกฤตเป็นโอกาสในการโกงกินอย่างหน้าด้านๆ เงินงบประมาณที่กู้มาเป็นแสนๆล้านบาท ซึ่งเป็นเงินในอนาคตของชาติหายไปไหนหมด ไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีแผนการสำหรับการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคตที่อ้างว่ากู้เงินมาเพื่อจะทำ

    เมื่อเป็นรัฐบาลและเมื่อมีอำนาจก็ใช้อำนาจในมืออย่างไม่เป็นธรรม แก้ไขกฎระเบียบเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ไม่ยอมให้ใครออกมาขัดขวางกระบวนการใช้อำนาจของพวกตน ใช้กฎหมายและกลไกของรัฐที่มีอยู่ในมืออย่างไม่เป็นธรรมเช่นในกรณีที่อ้างกฎหมายและพยายามใช้กำลังอาวุธเข้ากำจัดผู้ที่มาชุมนุนโดยสงบเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนที่การชุมนุมจะเริ่มต้นเสียอีก

    นอกจากนั้นยังพยายาม “แก้แค้น” ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือคนที่เป็นปฏิปักษ์ทุกวิถีทาง อย่างไม่ละอายใจ ไม่เกรงใจประชาชนที่รู้เท่าทัน อ้างว่าพวกตนเป็นพรรคที่ได้รับเลือกจากเสียงข้างมากเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร

     

    นี่ยังไม่คิดถึงการแต่งตั้งคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถตามตำแหน่งเข้ามาบริหารบ้านเมือง นับตั้งแต่ตัวหัวหน้ารัฐบาลลงมา

    

     

     

จนถึงคนในคณะรัฐมนตรีที่ต่างมี “แผล” มีประวัติความเป็นมาที่น่าเคลือบแคลงหลายคน และหลายตำแหน่งที่น่าสงสัยว่าเป็นการแต่งตั้งเพื่อเป็นการปูนบำเหน็จส่วนตัว

                         ฯลฯ

 

     

 

     

   ต้องบอกว่า “สุดจะสาธยาย” พฤติกรรมเหล่านี้วิญญูชนต่างเห็นชัด ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่เคยมีครั้งไหนที่ประเทศชาติต้องตกอยู่ในมือกลุ่มคนที่ไม่หวังดีต่อชาติ คนที่จ้องมาเขมือบโกงกินชาติอย่างไร้ความละอาย เช่นในยุคปัจจุบันจนแม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เคยวางตัวนิ่งๆเงียบๆ เช่นอดีตนายกฯอนันต์ ยังออกมาบอกว่า บ้านเมืองในยุคนี้เป็นสิ่งที่น่าห่วงมากที่สุด

      ประชาชนที่ติดตามความเป็นไปในบ้านเมืองต่างเคลือบแคลงใจว่าการตัดสินใจใดใดของฝ่ายบริหารเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนหรือไม่

    ต้องอย่าลืมว่าพรรคการเมืองพรรคนี้เป็นพรรคของ “เถ้าแก่ใหญ่” ที่คิดว่าการเข้าสู่เวทีการเมืองเป็นการทำธุรกิจการเมือง

     

    แล้วเราจะยังอยากได้คนเช่นนี้มาบริหารเมืองหลวงของเราอีกหรือ เราโง่ หรือบ้า หรือเลว หรือทั้งโง่ทั้งบ้าทั้งเลว กันแน่

    นี่ยังมีหน้าบอกว่าจะขนพรรคพวกออกมาสังเกตการเลือกตั้งเพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้ามโกง

   ช่างกล้าพูดได้อย่างไม่กระดากปาก

    ในประวัติศาตร์การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองที่โกงแล้วโกงอีกด้วยวิธีต่างๆ จนถูกล้มพรรคต้องเปลี่ยนชื่อพรรคมาสามครั้งสามคราก็มีแต่พรรคนี้พรรคเดียว

     

      ในขณะที่อีกพรรคหนึ่ง เป็นพรรคที่ถูกบางคนมองว่าเป็น “พรรคที่ชั่วน้อยกว่า” แต่ความคิดเช่นนั้นเป็นจริงหรือ

    ในฐานะที่เป็นคนเดินถนนธรรมดาคนหนึ่ง เราลองมานั่งดูประวัติ “หัวนอนปลายตีน” ของพรรคนี้ดู

    ผู้คนชอบบ่นว่า “พรรคนี้ดีแต่พูด ตอนมีอำนาจก็ไม่ทำอะไร” “ชักช้า อืดอาด ไม่ทันกิน”

    

    บางคนก็เกลียดหัวหน้าพรรคอย่างจริงจัง เพราะว่า “คนอะไรมันจะเกิดมาโชคดีขนาดนั้น มีพ่อแม่ครอบครัวดี ชาติตระกูลดี การศึกษาดี มีความสามารถ ทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งเก่ง ทั้งดี มันจะดีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” ลืมคิดไปว่าทั้งหมดที่ด่าว่าเขามานั้น ไม่ใช่ลักษณะที่เป็นโทษแต่อย่างใดเลย นี่ยังไม่ได้เอาไปเปรียบกับผู้บริหารบางพรรคที่ผู้คนต่างสรุปว่า “โกงทั้งโคตร”

    

    นอกจากนั้นสื่อบางแหล่งยังออกมาด่าพรรคนี้อย่างยั่งยืน ด่าทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ยัดเยียดข้อมูลที่อาจจะไม่จริงทั้งหมดแก่ผู้ชม เพื่อให้คนเกลียดพรรคนี้ ด้วยจุดมุ่งหมายส่วนตัวที่ไม่เปิดเผย แต่เป็นวิธีการสร้างความเกลียดฝังใจที่ไม่ต่างกันนักกับวิธีการที่กลุ่มเสื้อแดงใช้ในการสร้างมวลชนของตน

     แต่พรรคที่ถูกด่าว่ากลับไม่เคยตอบโต้สื่อกลุ่มนี้ กลับใช้นโยบายที่เรียกว่า Positive Campaigning คือการรณรงค์เชิงบวก กับสื่อกลุ่มนี้ (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ซึ่งเป็นวิถีทางที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสังคมที่ต้องการความปรองดองของฝ่ายธรรมะ เพื่อต่อสู้กับฝ่ายมาร

    ลองมาดูที่การทำงานและนโยบายของพรรคการเมืองนี้กันบ้าง

    

    หลายครั้งที่พรรคการเมืองนี้ต้องเข้ามาแก้ไขวิกฤตของชาติ เช่นในยุคที่เกิดความล่มสลายทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ปรากฎการณ์ต้มยำกุ้ง” อันส่งผลกระทบไปทั่วโลก แม้แต่ต่อระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา (เตือนความจำ—ผู้ที่สร้างความชิบหายในครั้งนั้นก็คือเถ้าแก่ใหญ่เจ้าของพรรคมารนั่นเอง) ความเสียหายในครั้งนั้นไม่อาจคาดคะเนเป็นจำนวนเงินได้ ที่แน่ๆเศรษฐกิจของชาติอยู่ในอาการ “โคม่า” แต่คนไทยไม่เข้าใจ ต้องการให้ผู้ที่มาแก้ไขทำงานอย่างรวดเร็ว และให้เศรษฐกิจของชาติพลิกกลับมาดีดังเดิมในเวลาอันรวดเร็วทันใจ ไม่ได้ตระหนักถึงความหนักหนาของความเสียหายที่เกิดขึ้น และที่สำคัญไม่ได้ตระหนักว่าควรต้องกล่าวโทษพรรคที่สร้างความชิบหายให้แก่บ้านเมืองมากกว่าพรรคที่เข้ามาแก้วิกฤต

    

   ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง (เตือนความจำ—ด้วยน้ำมือของผู้บริหารที่เถ้าแก่ใหญ่เจ้าของพรรคมารส่งมาใช้เงินของชาติจนเกลี้ยงกระเป๋า แต่เจ้าของพรรคมารและพรรคพวกกลับรวยขึ้นๆ) พรรคการเมืองที่เข้ามาแก้ปัญหาก็สามารถพลิกวิกฤตกลับมาได้อีก จนฐานะทางเศรษฐกิจของชาติกลับฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง

     ทั้งๆที่ทุกวันในระหว่างที่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองในระยะเวลาสั้นๆไม่ถึงสองปีนั้น ต้องถูกฝ่ายค้านคือพรรคมารขัดขวางการทำงานและสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย สร้างปัญหาให้ต้องแก้ไขทุกวัน

     

    บ้านนี้เมืองนี้ มันอะไรกัน ทำไมเราถึงลงโทษคนที่เข้ามาแก้ไข แทนที่จะลงโทษผู้ที่สร้างความเดือดร้อนชิบหายแก่บ้านเมือง ทำไมเราถึงไม่หลาบจำ

    ทำไมคนในชาติไม่ตระหนัก เมื่อถึงคราวเลือกตั้ง กลับเลือกพรรคมารกลับมาครองเมืองอีก

    

   จนเกิดน้ำท่วมเมืองครั้งใหญ่ด้วยน้ำมือมารอีกเช่นกัน

     

    พรรคการเมืองนี้ก็ออกช่วยเหลือประชาชนทั้งๆที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน ตั้งกองทำกับข้าวแจกผู้ประสบภัยอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อยและไม่เลือกว่าเป็นคนใส่เสื้อสีอะไร และกลับถูกพรรคที่เป็นฝ่ายรัฐบาลใส่ความว่าเป็นคนทำให้เกิดน้ำท่วม ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองไม่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ช่วยเหลือแต่พวกพ้องของตน เอาแต่โกงกินงบประมาณ จนเกิดเป็นข่าวไปทั่ว ผู้บริจาคความช่วยเหลือหลายกลุ่มต่างรังเกียจ ไม่ไว้ใจไม่ยอมบริจาคเงินหรือสิ่งของผ่านหน่วยงานของรัฐ และประชาชนหลายกลุ่มต้องออกมาตั้งกลุ่มช่วยเหลือกันเองเพราะไม่อาจพึ่งพาฝ่ายรัฐได้

    ทำไมเราคนไทยจึงมองไม่ออกว่าใครหวังดีต่อบ้านเมืองมากกว่ากัน

    ทำไมเราจึงมองไม่เห็นสิ่งที่คนอื่นในสังคมโลกเขามองเห็น และต่างสงสัยว่าบ้านเมืองเรายอมถูกใครชักใยอยู่ได้อย่างไร

    นโยบายของพรรคการเมืองนี้หลายอย่างเป็นนโยบายที่ต้องการวางรากฐานเพื่อความมั่นคงของประชากรในอนาคต จึงอาจจะไม่เห็นผลชัดเจนโดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการ “ได้” อย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันราคาพืชผลทางการเกษตร นโยบายการออม หรือสวัสดิการเพื่อคนชราและการแก้ไขหนี้นอกระบบของผู้ที่อยู่นอกระบบเงินเดือน ฯลฯ

    หลายคนไม่ชอบพรรคนี้อาจจะเพราะยังฝังใจกับอดีตบางเรื่อง ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเฉพาะกาล เฉพาะบุคคล การเวลาเปลี่ยน ตัวละครที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนไป สิ่งที่สำคัญกว่าและสิ่งที่ควรจะต้องเอามาชั่งน้ำหนักคืออุดมการณ์เพื่อชาติ และสถานการณ์ในชาติที่เปลี่ยนไปต่างหาก

     

       บางคนก็หมั่นไส้ (เพราะอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นใครเคยให้เหตุผลได้) และอยากให้ฝ่ายตรงข้ามชนะเพียงเพื่อจะได้ความรู้สึก “สะใจ” ที่เห็น ปชป. พ่ายแพ้

      

   ลืมนึกไปว่า ฝ่ายตรงข้ามนั้น เมื่อได้อำนาจ จะทำความเสียหายให้แก่บ้านเมืองอย่างมหันต์ ทุกองค์กร ทุกหย่อมหญ้า

เช่นที่เราเห็นประจักษ์ในการบริหารงานภายในเวลาปีครึ่งที่ผ่านมา

   บางคนเรียกพรรคนี้ว่า “พรรคที่ไม่ได้ดีเด่อะไรแต่เป็นพรรคที่ชั่วน้อยกว่า” แต่ในความเห็นของคนธรรมดาอย่างเราที่ไร้ความรู้ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ เรากลับเห็นว่า พรรคนี้เป็น “พรรคที่ไม่ได้ดีเด่ แต่ดีทีเดียว”

   ที่บางคนกล่าวหาว่า “ตอนมีอำนาจก็ไม่ทำอะไร” เรากลับเห็นว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะเราไม่ต้องการพรรคการเมืองที่ใช้อำนาจในมืออย่างไม่ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นการใช้อำนาจเพื่อขจัดคนชั่ว แต่ก็ต้องเป็นการใช้อำนาจตามครรลองคลองธรรม ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจเหนือกฎหมาย

   ทั้งนี้ทั้งนั้น มิใช่ว่าเรามองไม่เห็นข้อบกพร่องในการทำงานของ ปชป. นี้

   แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา ที่มีคนออกมาด่าว่ากลางถนน สร้างความวุ่นวายกลางถนนรายวัน และมีคนอีกกลุ่มด่าว่าออกอากาศทุกวันเช่นกัน เท่าที่ทำงานแก้ปัญหาให้บ้านเมืองจนพลิกฟื้นมาได้ขนาดนี้ มีเงินให้พรรคมารกลับมาถลุงได้อีก ก็ต้องนับว่า “เก่งมาก” แล้ว

  

   ยังไม่ต้องพูดถึงคนทำงานของพรรค ที่มีความรู้ความสามารถยิ่งกว่าคนที่พรรคมารแต่งตั้งมา อย่างเทียบกันไม่ได้เลย

   และยิ่งไม่ต้องพูดถึงอุดมการณ์ความเป็นพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชน มิใช่การทำงานให้เถ้าแก่ใหญ่เจ้าของพรรค

    ที่พูดมานี้ยังไม่หมดจด เพราะว่าถ้าจะร่ายยาวกันให้หมดจด เอ็นทรี่นี้อาจต้อง “รอไปหลังเลือกตั้ง 3 มีนา” (เหมือนอย่างที่รัฐบาลนี้ชอบอ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม)

    แล้ววันที่ 3 มีนานี้ ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ทำไมยังต้องคิดมาก

   ทำไมไม่ทุ่มเสียงเลือกตัวแทนที่มาจาก “พรรคที่ไม่ได้ดีเด่ และไม่ใช่พรรคที่ดีเพียงทีเดียว แต่เป็นพรรคที่ดีมาหลายทีแล้ว และมีประวัติในการแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองในยามวิกฤตตลอดมา”

    ขอถามย้ำอีกครั้ง คนกรุงเทพฯที่เคยต่อว่าคนบ้านนอกที่เลือกพรรคเสื้อแดง คราวนี้เป็นทีของเราแล้ว

    เราจะยังอยากเลือกคนพรรคเสื้อแดงมาบริหารเมืองหลวงของเราอีกหรือ

    เราโง่ หรือบ้า หรือเลว หรือทั้งโง่ทั้งบ้าทั้งเลว กันแน่

    ตั้งแต่บัดนี้ไป เราจงมาเปลี่ยนความคิดกันใหม่ดีไหมว่า

     

   จงเลือกเพื่อชาติ อย่าเลือกเพียงเพราะเป็นคนที่รัก หรือเป็นพรรคที่ชอบ

   วันที่ 3 มีนานี้ ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. อย่าเลือกพรรคที่สร้างแต่ความชิบหายให้ชาติ

   จงเลือกคนจากพรรคที่ช่วยแก้วิกฤตให้ชาติเสมอมา

                                                                                                                                                                จาก

                                                                                                                                                ชาวกรุงเทพฯโดยกำเนิด

๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗

ขอขอบคุณภาพจากเพจสายตรงภาคสนาม นสพ บางกอกโพสต์ ไทยรัฐ และผู้จัดการ 

โดย 9Charlie

 

กลับไปที่ www.oknation.net