วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บิดเดี่ยวเที่ยวข้ามปี 22 - ดอยผาตั้ง


'

.

 

บิดเดี่ยวเที่ยวข้ามปี 22 - ดอยผาตั้ง

 

หน้าปก

 

->

 

บิดเดี่ยวเที่ยวข้ามปี

 

11.53 น. ที่เข็มไมล์ 3436 ผมก็มาถึงปากซอย

เหมือนถูกเสกมาให้แต่คงไม่ใช่ แต่ก็ตลกดีที่ผมตั้งใจพอถึงเวียงแก่นก็จะหาร้านเติมลมยาง ปรากฏ ณ ปากซอยคือศูนย์ Honda ที่ตอนผมเลี้ยวซ้ายเข้าไปกลับไม่เห็น คิดว่าผมคงมอง เพียงแต่ผมไม่เห็น

ชีวิตมันก็มี ‘เรื่อง’ อย่างนี้บ้างนะผมว่า คือ ‘มอง’ แต่ ‘ไม่เห็น’

ไม่รู้เพราะรถผมก็ Honda หรือเปล่า แต่ช่างก็บริการให้อย่างน่าพอใจและไม่คิดเงิน แถมผู้จัดการศูนย์ยังยกน้ำเย็นมาให้อีกต่างหาก ขอบคุณศูนย์ Honda เวียงแก่นครับ

12.00 น. ผมหันมองป้าย ดอยผาตั้ง 30 กิโล GO!

เพราะไม่รู้ว่าดอยผาตั้งหน้าตาเป็นยังไงและผมต้องต่อไปภูชี้ฟ้า จากนั้นคิดว่าถ้าทำเวลาได้ดีและไม่มีเหตุให้ต้องค้างแถวนี้ ก็จะบิดไปนอนในตัวเมืองเชียงราย ผมจึงบิดสุดฤทธิ์แบบแทบไม่ได้จอดสนใจอะไรข้างทางเลย ถึงแยกไหนก็ไปตามลูกศร โดยไม่ได้ short note ซักคำ

แต่ก็อย่างที่บอกว่า ‘แทบ’ เพราะจุดที่ผมจอดถ่ายรูป เป็นจุดที่ห้ามใจไม่ได้จริงๆ

 

สูงใหญ่

 

มันคือภูเขาหินขวางหน้า และเมื่อลองเทียบระหว่างภูเขากับแต่ละสิ่งที่มีอยู่ในรูป ก็จะรู้ว่ามันสูงใหญ่แค่ไหน

สำหรับภูเขาหินนี้ ถ้าผม ‘มอง’ แต่ ‘ไม่เห็น’ ผมว่าผมคงมีปัญหาแน่ๆ ถ้าไม่กับสายตาก็คงสมอง

และไม่น่าเชื่อ จริงๆ แล้วผมตกใจกว่านั้น เมื่อผมบิดไปตามเส้นทางที่สุดโค้งและแสนชัน จนไเมื่อสูงจนถึงจุดหนึ่งพอหันมองไปทางขวา ผมก็ต้องร้อง เฮ้ย!

ภูเขาหินสูงใหญ่หายไป บัดนี้มันกลายเป็นภูเขาหินต่ำใหญ่เสียแล้ว

นี่หมายความว่าในจักรวาลนี้ ไม่มี ‘สิ่งใด’ อยู่ในสถานะ ‘คงที่’ ผมว่านะ

 

ต่ำใหญ่

 

พอใจแตกให้ต้องจอดถ่ายรูปโดยแกล้งลืมเงื่อนไขเวลา ทีนี้ก็พอเจอจุดน่าตื่นใจก็เลยจอดอีก เชื่อว่าไม่ใช่แค่ผมหรอก เป็นใครมาเจอวิวแถวนี้ ก็ต้องจอดกินบ่อยๆ เหมือนกัน แบบว่าแทบลืมปลายทาง

 

เปลือกโลกแสนสวย

 

 โลกกำลังถักโครเชต์

 

ผมบิดผ่านชุมชนชาวเขาที่ไม่รู้จักชื่อ มองซ้ายมองขวาแล้วไปต่อ พอก้มดูเข็มไมล์ก็รู้ว่าใกล้ถึงแล้ว

 

 

กินวิว

 

จนถึงทางแยกซ้ายขึ้นดอยผาตั้ง มองตรงไปก็เห็นป้ายบอกภูชี้ฟ้า 25 กิโล ระยะแค่นี้ถือว่าสั้นสำหรับการบิด เดี๋ยวเจอกัน ตอนนี้ขอไปรู้จักกับดอยผาตั้งก่อน

 

เลี้ยวซ้ายขึ้นไปเลย

 

ทางขึ้นคดโค้งสมกับที่เป็นทางขึ้นดอย จนเข็มไมล์ 3468 ตอน 13.00 น. ผมก็ถึงจุดหมายโดยไม่ถูกรักพาตัวเหมือนก่อนหน้า

 

สุดทางคือลานจอดรถและห้องน้ำ

 

พอจอดรถตรงข้ามร้านค้าผมก็แบกสัมภาระไปยังร้านลูกชิ้น คิดว่าลูกชิ้นน่าจะกินง่ายและทำเวลาได้ด้วย คือเดินไปกินไป จึงสั่งไปสามไม้แล้วเอ่ยปากขอฝากของ แม่ค้ารับฝาก

ผมจ่ายค่าลูกชิ้นสามสิบบาทด้วยแบงค์ยี่สิบสองใบพร้อมบอกว่าไม่ต้องทอนเพื่อตอบแทนค่ารับฝาก แม่ค้ายิ้มบอกว่าไม่เป็นไร

ไมตรีทำให้ผมสดชื่นทั้งที่เพิ่งมองหน้าตัวเองในกระจกมองข้างแล้วแทบช็อค แต่ก็ช่างหน้าตา มันจะโทรมก็ปล่อยให้มันโทรม ขอให้หัวใจสดชื่นก็พอแล้ว

แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก ใครจะอยากให้ตัวเองดูโทรม แต่เพราะทำอะไรไม่ได้ก็เลยทำเท่ยอมรับสภาพ

 

 

ขึ้นบันไดไปกันเลย

 

ป้ายแนะนำจุดชมวิวบอกว่ามี 6 จุด อ่านแต่ละชื่อผมก็นึกภาพไม่ออก แต่ตั้งใจว่าจะไปให้ครบแม้ระยะสุดท้ายจะไกลเกือบกิโล

เกือบกิโลฟังดูเหมือนไกลมาก ทั้งที่เมื่อกี้ผมเพิ่งรู้สึกว่า 25 กิโลไปภูชี้ฟ้าเป็นระยะทางที่สั้นมาก

มันก็คงจะยังงั้น เพราะบิด 25 กิโลมันก็สั้นจริงๆ แต่เดินเท้าเกือบกิโลนี่แสนไกล บวกกับความที่ไม่รู้ว่าเส้นทางเดินจะมีสภาพยังไง มันจึงให้ความรู้สึกไกลแสน ซึ่งผมเดาว่าคงไม่ใช่ทางเรียบแน่ๆ ก็นี่มันบนภูเขา

พอพ้นซุ้มประตูก็เห็นม้าสองตัว ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นม้าบริการ เห็นม้าคอตกผมก็ว่าปกติ แต่เจ้าของม้าคอตกนี่คงไม่ปกติ งานนี้ไม่รู้ว่าม้าเลี้ยงคน หรือว่าคนเลี้ยงม้า แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นคนเลี้ยงม้ามากกว่า

 

ถ้าผมนั่งม้าอาจหลังหัก ม้าจะเสียม้าเปล่าๆ

 

ผมไม่เชื่อว่าถ้าไม่มีลูกค้าแล้วม้าจะอด ม้าไม่มีวันอด ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนคนเลี้ยงม้าก็จะต้องดิ้นรนหาอาหารมาให้ม้ากินอยู่ดี

มันก็เหมือนกับคนเลี้ยงรถยนต์นั่นอย่างไรเล่า ไม่ว่าเจ้าตัวจะต้องอิ่มมั่งอดมั่งยังไง แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องหาเงินไปทำประกันภัยให้รถยนต์จนได้ ส่วนประกันชีวิตตัวเองไม่ทำก็ไม่เป็นไรหรอก

ลืมม้าลืมรถลืมกันดีกว่า แล้วไปเริ่มจุดแรกกันเลย

‘ศาลาอนุสรณ์นายพลหลี่’

สีแสนสด

 

ไม่รู้ว่านายพลหลี่คือใคร และทำไมที่นี่ต้องทำศาลาอนุสรณ์ให้ ความผิดพลาดของผมไม่ได้อยู่ที่การไม่หาข้อมูล แต่ผิดพลาดที่ไม่ได้ถ่ายรูปเฉพาะเจาะจงมาเล่าเรื่อง ศาลาจึงมีอยู่ในภาพรวมอย่างนี้ ก็หวังว่าสิ่งทั้งหลายที่รวมๆ กันอยู่ในรูปจะช่วยกันเล่าเรื่องแทนผมได้

 

จุดที่สอง พระพุทธรูป

กราบพระ

 

ไม่รู้ว่าคือพระอะไร แต่ในฐานะชาวพุทธ ผมจึงกราบไหว้อย่างสนิทใจโดยไม่ต้องรู้จักชื่อ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ภายใน’ ที่เป็นมากกว่าสัญชาตญาณ

ในการเดินทางของชีวิต แน่นอนว่าเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่ารูปธรรมความจริง แต่ความศรัทธาที่เป็นนามธรรมก็เป็น ‘ผู้คุ้มครอง’ อย่างเงียบๆ เพื่อให้ชีวิตเราเดินทางไปด้วยความราบรื่นและเป็นสุข ผมว่านะ

 

จุดที่สาม ป่าหินยูนนาน


มองเห็นป้ายป่าหินยูนนานมั้ยครับ แต่ผมตั้งใจถ่ายม้านะ

 

ผมมองซ้ายขวาหน้าหลัง ไหนคือป่าหินยูนนาน ป้ายน่ะเห็นแต่ไม่ได้ถ่าย เพราะมองแล้วก็ไม่เห็นจะเป็นป่า

ผมรู้ นี่คือความคับแคบของมนุษย์ คือเมื่อเราอ่านว่ามันคือป่า เราก็จะวาดภาพป่าขึ้นในสมองว่ามันคือสถานที่ที่มีต้นไม้มากๆ รกๆ และเมื่อมันชื่อป่าหิน เราก็จะวาดภาพสถานที่ที่มีหินมากๆ รกๆ

แต่ความคับแคบทำให้ผมมองไม่เห็นป่าหิน ผมเห็นแค่หินจึงไม่ถ่ายป้ายมาด้วย แต่ถึงอย่างนั้นป่าหินก็ปรากฏอยู่ในภาพรวมๆ ด้วยแล้ว

ลองมองหากันเองตามจินตนาการส่วนตัวเลยนะครับ ว่าคำว่าป่าหินของแต่ละคน มันควรจะมีลักษณะยังไง และมันอยู่ตรงไหนในรูป

 

จุดที่สี่ ช่องเขาขาด


เพิ่งเห็นสีแดงตอนที่ดูรูปนี่เอง

 

พอเดินผ่านช่องเข้าไปก็เจอเหว มองไปคิดไปก็นึกถึงตอนที่มันถูกตั้งชื่อ อยากถามคนตั้งว่าทำไมไม่ตั้งว่าช่องหินขาด เพราะมันน่าจะตรงกว่า แต่คิดไปคิดมาก็เลิกสงสัย เพราะไม่งั้นคงต้องไล่ถามอีกหลายชื่อ รวมทั้งป่าหินยูนนานด้วย

 

นี่นางแบบ นั่นเนิน 102 โน่นเนิน 103

 

เหมือนจานบินสองลำ

 

 

จุดที่ห้า เนิน 102

เนิน 102 ในหมอก

 

ไม่รู้ว่านี่คือรหัสของอะไรและทำไมไม่ตั้งชื่อสามัญ เชื่อว่าตัวเลขนี้ต้องสื่อความหมายอะไรบางอย่าง แต่ด้วยความไม่อยากรู้ผมจึงไม่หาข้อมูล ในกรณีนี้ ผมคิดว่าไม่รู้จะรู้ไปทำไม มันไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรนัก

หมายเหตุ จริงๆ แล้วไม่ใช่ผมไม่อยากรู้ แต่ผมขี้เกียจรู้ต่างหาก

บนยอดเนินมีระฆัง ผมเห็นมีคนเคาะ แต่ผมไม่ได้เคาะ และไม่รู้ที่มารวมทั้งความหมาย

 

จุดเด่น

 

ธรรมชาติจัดสรร

 

 

จังหวะหมอกเริ่มจาง

 

จางลงๆ

 

งูยักษ์

 

 ถ่ายจากจุดที่ 5 ได้ภาพรวมของ 4 จุดชมวิว

 

แม้ว่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จะมีความน่าสนใจในตัวมันเอง แต่บางทีการไม่ต้องไปรับรู้มัน ก็อาจจะทำให้ปัจจุบันมีความสุขมากกว่าก็ได้ อันนี้ก็เหมือนเดิมคือ ผมว่านะ

 

จุดที่หก เนิน 103

จุดสูงสุดคือเนิน 103

 

เนินนี้ห่างจากเนิน 102 แค่ 500 เมตร แต่เพราะทางเดินมันไม่ปกติ มีช่วงชันจนเมื่อย เหนื่อย และต้องหยุดหอบ เหตุเพราะผมวิ่ง ที่ผมวิ่งเพราะอยากทำเวลา ทีนี้ก็เลยเสียเวลาเพราะต้องหยุดหอบไปหลายรอบ

ระหว่างทางพอผมหันซ้ายไปก็ต้องร้อง โอ้ว เติม ว.แหวนซัก 20 ตัว

ผมได้พบกับแม่น้ำโขงที่ไหลอยู่ในประเทศลาว แต่คราวนี้เราไม่อาจสัมผัสกันได้ มองผ่านเหวลงไปก็คิดว่าภูเขาฝั่งนี้มันเป็นประเทศไทยไม่ใช่เหรอ แต่ไม่ใช่ มันคือประเทศลาว

แม่น้ำโขงเด่นชัดเพราะแดดดี ผมอยากถ่ายรูปแต่ก็อดใจรอขึ้นไปให้ถึงยอดเนินก่อน ทีนี้ก็จะพลอดรักระยะไกลให้ฉ่ำใจกันไปเลย

เชื่อหรือไม่

ยามบ่ายแท้ๆ มีแดดอยู่แท้ๆ และเมื่อกี้ผมก็เพิ่งเห็นแม่น้ำโขงชัดๆ แต่แป๊บเดียว แป๊บเดียวจริงๆ ที่ผมขึ้นมาถึงยอด ปรากฏว่าผมมองไม่เห็นแม่น้ำโขงเสียแล้ว

เพราะหมอกลง มันลงมาเดี๋ยวนั้นเลย ผมถามตัวเองว่าจะเอายังไง จะรอหมอกจางมั้ย แล้วต้องรอถึงเมื่อไหร่ ใครจะรู้ว่าหมอกจะอยู่นานแค่ไหน

ผมตัดสินใจว่าจะรอ เพราะถ้าผมลงไปตอนนี้ แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้มายืนตรงนี้อีก ว่าแล้วก็เดินไปยังอีกด้านของเนินเพื่อรอเวลา

บนนี้เหมาะจะตั้งชื่อว่าป่าหินมากกว่าข้างล่าง เพราะมีแต่หินจริงๆ หินใหญ่ๆ เอียงๆ แหลมๆ และทีนี้ก็เป็นที่ที่ผมเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง

ผมมาที่เนินนี้เพียงคนเดียว คิดว่าที่คนอื่นไม่มาเพราะมันไกลและชัน แต่ก็แปลกใจว่าแล้วพวกเขารู้ได้ยังไง หรือว่าแต่ละคนเคยมาที่นี่ก่อนแล้วถึงได้รู้ภูมิประเทศ

ตอนนั้นผมกำลังเดินไปที่ป้ายเนิน 103 ระหว่างทางจะมีช่องหินบนพื้นดินเป็นลักษณะบันไดขั้นเดียว แต่ที่พื้นของช่องหินนั้นมันถูกคลุมด้วยหญ้าแห้ง

 

ความสูง 1653 เมตร

 

ทีนี้เมื่อความประมาทครอบงำ ผมจึงไม่ระวังในการก้าวลงบันไดขั้นเดียว ผลคือหญ้าแห้งมันลื่นจนผมหงายหลังลงไปนอนกับพื้น

เสี้ยววินาทีนั้นผมไม่รู้หรอกว่าผลมันจะเป็นยังไง จะเรียกว่าอะไรดี เรียกว่าโชคดี หรือเรียกว่าบังเอิญ หรือจะเรียกอะไรก็ได้ที่ผมทำให้ท้ายทอยผมไม่ฟาดลงไปกับหิน ขณะที่ร่างกายผมลงไปนอนเอนแทบราบกับพื้น ก้นจ้ำเบ้าอย่างที่เขาว่า แขนซ้ายผมไม่เป็นอะไร แต่ข้อศอกขวากระแทกลงกับหินอย่างแรงพร้อมกับที่มือขวาผมชูกล้องขึ้น

ผลคือทุกอย่างปลอดภัย ยกเว้นศอกขวาที่เจ็บกระดูกมาก ถ้าเจอกันผมจะให้จับดูรอยบุบเหมือนกระดูกบุบมาจนถึงวันนี้

บอกได้เลยว่าผมดีใจสุดๆ ที่ผมเป็นแค่นั้น เพราะถ้าหัวผมฟาดลงไปจริงๆ ก็แน่นอนว่าจะไม่มีใครเลยที่จะเห็นว่าผมนอนสลบหรือมากกว่าสลบอยู่ตรงนั้น

นาทีนี้ผมยังจำนาทีนั้นได้ และจำได้ว่านาทีนั้นเมื่อรู้ว่าปลอดภัย ผมก็บอกตัวเองว่าอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก จากนี้ไปผมจะไม่ประมาทอีกอย่างเด็ดขาด

แล้วผมก็กลับไปยืนทำใจสงบรอหมอกจางอยู่หน้าแม่น้ำโขง แต่รออยู่นานหมอกก็ไม่หมดเสียที ผมเลยคิดว่าถ่ายๆ ไปก็แล้วกัน เพราะบางนาทีก็เหมือนมันจะค่อยๆ จาง แต่พอลมโชยหมอกใหม่ก็ตามมาคลุมโลกอีก

 

พบคู่รักในต่างแดน

 

ถ่ายจากเนิน 103 เจอสิงโต

 

จนพอใจเท่าที่จะพอใจได้ ผมก็ล่ำลาแม่น้ำโขงลงจากเนิน

ขากลับผมแวะถ่ายดอกไม้ที่ไม่รู้จักที่หน้าช่องเขาขาด ซึ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือดอกเสี้ยว พอรู้ว่ามันคือดอกเสี้ยวก็เซ็งตัวเองที่ถ่ายออกมาจนมันกลายเป็นดอกเศร้า คือไม่มีความสวยเหมือนของจริงเลย

 

ดอกเศร้า

 

14.30 น. ตอนที่ลงมาถึงร้านค้า ว่าแล้วก็อุดหนุนลูกชิ้นแทนคำขอบคุณอีกรอบ ก่อนจะแบกใบหน้าโทรมๆ ไปชำระล้างในห้องน้ำจนกลับมาสดชื่นอีกครั้ง

เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งบนดอยผาตั้งทำให้ผมประทับใจเปลือกโลกตรงนี้ไม่น้อยกว่าที่ไหนๆ ทุกที่มีความเฉพาะตัวจริงๆ ไม่มีที่ไหนดีกว่าที่ไหน ทุกที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

แต่ถ้ามันจะไม่เท่าเทียม ก็ไม่ใช่เพราะตัวมันแต่อย่างใด แต่เพราะมนุษย์นี่เอง

อันนี้ก็เหมือนกันคือ ผมว่านะ

เข็มไมล์ 3468 ตอน 14.40 น. ผมก็บิดลงจากดอยผาตั้ง จุดหมายคือภูชี้ฟ้า รู้ตัวแล้วว่าคงต้องค้างที่นั่น ซึ่งก็รู้แค่นั้น

 

นอกนั้นไม่รู้อะไรเลย

->

 

หมายเหตุแห่งความผิดพลาด :

 

รูปดอกไม้ ไม่ใช่ดอกเสี้ยวครับ นี่คือความผิดพลาดของผมเองที่ไม่ชอบหาข้อมูล แต่เพราะยังสงสัย จึงขอความช่วยเหลือไปยังพี่เลี้ยง จนได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมันคือ 'ดอกกุหลาบพันปี'

 

รู้แบบนี้ ผมยิ่งเซ็งขึ้นอีกหลายเท่าที่ทำให้มันเสื่อมงาม

 

.

 

 
 

โดย นรพัลลภ_ประณุทนรพาล

 

กลับไปที่ www.oknation.net