วันที่ เสาร์ มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชากแง้ว : โรงหนังยุคเก่า


 

                       คราวที่แล้ว คนสองยุค ได้เรียบเรียงความเป็นมาของ "ชุมชนจีนโบราณ บ้านชากแง้ว"  มาเล่าให้ชาว oknation ได้อ่านกัน   ปรากฎว่ามีหลายท่านให้ความสนใจ ซึ่งนับว่าเป็นกำลังใจให้กับ  ผู้เขียนได้มากทีเดียว   ขอขอบพระคุณมา ณ. ที่นี้

                       วันนี้จะเล่าถึง แหล่งบันเทิงหรือสถานที่พักผ่อนทางใจของ  ชาวชากแง้ว  นั่นคือโรงภาพยนต์หรือโรงหนังนั่นเอง และชื่อที่เป็นทางการก็คือ  " ชากแง้วราม่า " ตำบลห้วยใหญ๋ทั้ง 12 หมู่บ้าน   มีที่นี่ที่เดียว  หรูหราที่สุด หมู่บ้านอื่นอย่างเก่งก็แค่หนังขายยา แต่ที่บ้านชากแง้วต้องซื้อตั๋วเข้าดู  ราคาบัตรในยุคนั้น ผู้ใหญ่ 5 บาท เด็ก 3 บาท 

                        ก๋วยเตี๋ยวหน้าโรงหนังชามละ 2.50 บาท  กระเพาะปลาไม่ใส่ใข่ 50 สตางค์ ใส่ใข่ 1 บาท  น้ำแข็งใสใส่น้ำหวานถ้วยละ 50 สตางค์   วัยรุ่นยุคนั้นสูบบุหรี่ตราพระจันทร์ซองละ 2.50 บาท   ( ค่าแรงงานถากหญ้าวันละ 18 บาท )

                        การแต่งตัวของวัยรุ่นหน้าโรงหนัง ใส่เสื้อเชิ๊ตเปิดกระดุม 2 เม็ด เชือกสายร่มแขวนพระรัดคอติดกระเดือก  กางเกงแล้วแต่จะหามาได้  หยิบของพ่อมาใส่   ยืมพี่ชายมานุ่ง  ใครหรูหน่อยก็ใส่รองเท้าแตะตราช้างดาว  นอกนั้นตีนเปล่า....ลุย

                        เครื่องดื่มย้อมใจสำหรับวัยรุ่นก็มี " สุราขาว 40 ดีกรี "  ผู้ใหญ่ก็จะเป็นเหล้าเหลืองยี่ห้อ " แม่โขง "  ซึ่งเป็นเหล้าที่ดีที่สุดในยุคนั้น     โค๊ก เป๊ปซี่ น้ำเขียว น้ำแดง น้ำส้ม สไปรท์ ขวดละ 1 บาทแต่ต้องคืนขวด   ลิโพ  กระทิงแดง ไม่มี ไม่รู้จัก

 

                                   ภาพโดย   ชายสามหยด
                                                               ( นี่คือ สภาพโรงหนัง " ชากแง้วราม่า " ในปัจจุบัน )

                        ไม่น่าเชื่อว่านี่คือโรงหนัง แต่อย่าลืมว่ามันนานกว่า 50 ปีมาแล้ว  ยังคงมีร่องรอยของความอลังการให้เห็นเนื่องจากเป็นโรงเรือนขนาดสูงใหญ่ กว้างประมาณ 12 เมตร ลึกน่าจะเลย 20 เมตร ด้านหน้าที่จริงต้องขยับฝาเข้าไปสัก 6 เมตร เป็นที่สำหรับยืนดูโปรแกรมหนังต่างๆ  ( คงมีการขยับด้านหน้าออกมา หลังปิดกิจการ )  มีช่องขายตั๋ว 2 ช่อง ประตูเข้าขวามือ 1 ช่อง  ประตูออกซ้ายมือ 1 ช่อง

                         ภายในโรงหนังไม่มีอะไรมาก  ไม่มีพัดลม  ไม่มีเก้าอี้   แต่เจ้าของโรงหนังจะใช้ไม้กระดานหนา 2 นิ้ว กว้าง 2 คืบ ยาว 2 วา  ต่อเป็นขาตั้งวางเรียงกันเต็มขนาดกว้างของโรงหนัง เว้นทางเดิน 2 ช่อง  ตั้งแต่หน้าจอ ทำระดับต่ำไปหาสูง จนถึงประตูเข้าออก  ก็นั่งกันตัวตรงหลังแข็งล่ะ เพราะพนักพิงไม่มี

                         ตอนเข้าไปในโรงหนังใหม่ๆจะร้อนมาก ต้องหาพัดหากระดาษแข็งใว้โบกกันอุตลุด แต่พอหนังฉายไปสักระยะน้ำค้างจะลง เนื่องจากหลังคาเป็นสังกะสี อากาศจะเริ่มเย็น กว่าหนังจะจบ บางทีหนาวจนสั่นกันเลย

                         วงคนตรีลูกทุ่งที่ว่าดังๆในสมัยนั้น  ลิเกราคาแพงที่สุด หรือละครคณะใหญ่ที่สุด ล้วนเคยมาทำการแสดงที่โรงหนังชากแง้วราม่า มาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น

                         โรงหนัง ชากแง้วราม่า ให้บริการอยู่จนถึงประมาณปี  2525 จึงค่อยๆปิดกิจการลง เนื่องจากมีความเจริญด้านความบันเทิงอย่างอื่นมาแทนที่ และคนรุ่นหลังเริ่มทยอยออกจากหมู่บ้าน  อย่างเช่นคนรุ่นเดียวกับ คนสองยุค แทบไม่เหลือเลย

                                          ภาพโดย   ชายสามหยด
                                             (  ร่องรอยของใบปิดโปรแกรมหนัง ยังมีให้เห็น  )
                                                ภาพโดย   ชายสามหยด
                                                                 ( ร้าน ลุงรัน )

                        ร้านนี้ คนสองยุค ขอเรียกว่าร้าน " ลุงรันบันเทิง " หรือ ร้านหน้าวิก ร้านนี้จะเป็นร้านที่คนไปคอยเวลาเข้าโรงหนังจะต้องใช้บริการแทบทุกคน หนังจะฉายเวลา 2 ทุ่มตรง  ใครเข้าไปก่อนก็จะไปนั่งร้อนโบกพัดกันตาย  เลยใช้ร้านนี้รอเวลาหนังฉาย ร้านนี้จะมีบริการ หนังสือการ์ตูน หนังสือดารา ให้เช่าอ่าน เล่มละ 1 สลึง-50 สตางค์  จนกว่าจะเลิกอ่านแล้วคืน  บางคนก็แกล้งลืมเอากลับบ้านเลย

                        ร้านนี้ยังมีโต๊ะเกมส์เตะบอล ใช้หยอดเหรียญทีละ 50 สตางค์ มีตุ๊กตารูปตัวคนเสียบเหล็กใว้ข้างละ 5 แท่งมีด้ามจับ และมีลูกบอลทำด้วยไม้ขนาดเท่าลูกปิงปอง เกมละ 7ลูก เล่นเตะลงหมด 7 ลูกก็หยอดตังค์เล่นใหม่  (มีทั้งหมด4 โต๊ะ)    คนไหน เกเร หน่อยก็เอาฝาจุกขวดเหล้าขาวพลาสติก มาตัดให้บางๆ หยอดแทนเหรียญเล่นฟรีไป 

                       ตู้ม้าไฟฟ้าก็มี หยอดทีละ 1 บาทส่วนใหญ่คนโตจะเล่น เด็กเล่นไม่ไหวเปลืองตังต์น่าดู  นอกจากร้านลุงรันแล้ว   ยังมีร้านกาแฟของ " เจ๊หมวยโต "  ขายเครื่องดื่ม ชา กาแฟ เหล้า จิปาถะเป็นร้านสะดวกซื้อ  หน้าร้านมีตู้เพลงหยอดเพลงละ 1 บาท ข้างในมีกลไกสำหรับหยิบแผ่นเสียงเอามาเปิด คนยุคนั้นจะตื่นตาตื่นใจกับเทคโนโลยี่ของตู้เพลงเอามากๆ

                       เพลงที่มีในตู้เป็นเพลงสากลยุค 60 และเพลงลูกทุ่ง เพลงสตริงยังไม่มี มีแต่เพลงไทยสากล (ชื่อเรียกในตอนนั้น)เช่นวง ดิอิมพอสซิเบิ้ล แต่ก็มาในยุคกลางๆแล้ว ช่วงที่ คนสองยุค มีอายุ 17-18 ปี

                            

                              รู้สึกว่าจะเขียนเยอะแล้วสำหรับ หน้านี้ พักสายตากันก่อนดีกว่า 

                                           แล้ว คนสองยุค2503 จะเล่าให้อ่านกันอีก

                                              ขอบคุณทุก Blogger  ที่เป็นกำลังใจ 

 

 

  

                         

 

โดย คนสองยุค2503

 

กลับไปที่ www.oknation.net