วันที่ จันทร์ มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากปลายด้ามขวาน...สู่เมืองหลวง เพื่อหาประสบการณ์แปลกใหม่ 14


 ตอน เป็นบุญของคนบ้านนอก...ที่ได้มีโอกาสชมเรือพระที่นั่ง

 

 เช้าวันที่ 5

ของการเดินทางมาทัศนศึกษาในเมืองหลวงของประเทศไทย

เช้านี้ทุกคนจะตื่นเต้นและรู้สึกหัวใจพองโตมากกว่าทุกวัน

ด้วยเหตุผลที่ว่า

วันนี้ จะมีโปรแกรมไปถวายพระพรพ่อหลวงและแม่หลวงของพวกเรา

แต่ก่อนที่จะไปเข้าเฝ้าถวายพระพรทั้งสองพระองค์ท่าน

ขอแวะเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกเรื่อง

ที่ไหนๆก็มาเมืองหลวงแล้ว และทุกคนไม่ควรพลาดชม

คือ การเข้าชมเรือพระที่นั่ง

ที่ทั้งชีวิตนี้ ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นด้วยตาของตัวเอง

แค่เพียง เคยแต่นั่งดูในทีวี

วันนี้แหละ...พวกเราจะได้ชื่นชมของจริงด้วยตาตัวเองกันเสียที

แค่นึกก็ให้รู้สึกหัวใจพองคับอกแล้ว

กินข้าวกินปลาเสร็จก็ไม่รอช้า

รถ ขส.ทอ.มารอรับตั้งแต่เช้าตรู่

โชเฟอร์บอกว่า สายๆ รถจะติด

แต่ยังไงก็ติดทั้งวันแหละรถในเมืองนี้อ่ะ...ว่ามั๊ย?

และแล้ว ราชรถก็นำพวกเรามาทิ้ง เอ๊ย มาถึง

“พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี”

แต่เดิมเป็นโรงเก็บเรือพระราชพิธี

อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังและกองทัพเรือ

เมื่อคราวเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

อู่เรือพระราชพิธีบางส่วนถูกระเบิด

ได้รับความเสียหาย ในปี 2490

สำนักพระราชวังและกองทัพเรือจึงมอบให้

กรมศิลปากรทำการซ่อมแซม ดูแลรักษา บรรดาเรือต่างๆเหล่านี้

เรือพระราชพิธีเหล่านี้มีประวัติความเป็นมามาแต่โบราณ

ที่ยังความสวยงาม

จากฝีมือช่างอันล้ำเลิศและทรงคุณค่าในงานศิลปกรรม

 

ที่สำคัญ

ยังสามารถนำมาใช้ในการพระราชพิธีต่างๆ สืบเนื่องมาถึงปัจจุบั

กรมศิลปากรเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว

จึงขึ้นทะเบียน เรือพระที่นั่งต่างๆไว้เป็น “มรดกของชาติ”

และยกฐานะ “อู่เก็บเรือ” เป็น

“พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี”

แต่ด้วยพื้นที่ที่อู่แห่งนี้มีพื้นที่จำกัด

จึงเก็บเรือพระที่นั่งไว้ที่นี่เพียง 8 ลำ

อีก 6 ลำ นำไปฝากไว้ที่ท่าเรือวาสุกรี แ

ละอีก 38 ลำเก็บรักษาไว้ที่กองเรือเล็ก แผนกเรือพระราชพิธี

หลายคนอาจจะสงสัยเหมือนกับชบาตานีสงสัยในคราวแรกๆว่า

เรือพระราชพิธี คือ อะไร? มีไว้ทำไม?

เรือพระราชพิธี เป็นเรือสำหรับใช้ในการประกอบพิธีชลมารค

หรือที่เรียกว่า “กระบวนพยุหยาตราชลมารค”

ถือเป็นประเพณีดั้งเดิมสืบเนื่องมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

 คือ

การจัดรูปกระบวนเรือรบในแม่น้ำตามตำราพิชัยสงคราม นั่นเอง

ดังนั้น

เรือที่ใช้ในสงครามจึงใหญ่และยาว

เพื่อบรรจุพลรบไว้คราวละมากๆ

แต่ในยามปกติ

ในหน้าน้ำจะมีพิธีพระราชพิธีถวายผ้ากฐินตามพระอารามหลวงต่างๆ

กระบวนพยุหยาตรา สันนิษฐานว่า เกิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2217

รัชสมัยพระเอกาทศรถ

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดฯ

ให้ฟี้นฟูจารีตประเพณีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้ากฐิน

โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคกระบวนใหญ่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2502

อีกทั้ง ทรงมีพระราชดำริให้ซ่อมแซม และดูแลรักษาเรือเหล่านี้

ให้อยู่ในสภาพเดิมให้มากที่สุด

นอกจากนั้น พระองค์ทรงเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับตามมา

คือ

เรือพระราชพิธีมีความสวยงามและทรงคุณค่าทางศิลปะ

อันเป็สมบัติอันล้ำค่าของชาติตั้งแต่เก่ากาล

ให้ดำรงอยู่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ

เป็นการบำรุงขวัญและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจของคนไทย

และยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรม

ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างชาติด้วย

(ข้อมูลจากเอกสารแผ่นพับ ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี)

ซึ่งนับว่า พระองค์ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลโดยแท้

ทันที่ที่ชบาตานีย่างเข้ามาสู่สถานที่เก็บเรือพระที่นั่ง

ได้ชม

ได้เห็น

สิ่งที่วิจิตรตระการตาเหลือเกิน

บอกตรงๆว่า ไม่เคยคิดว่า

ชีวิตนี้จะได้มาเห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และวิจิตรตระการตาแบบนี้

อย่าว่าแต่หัวใจจะพองโตจนคับอกเลยค่ะ

บอกตรงๆว่า รู้สึกขนลุกซุ่

แม้จะได้ชมเรือแค่ 8 ลำ

แต่เรือพระที่นั่งแต่ละลำ ก็นับว่าเป็นเรือที่มีความสำคัญอยู่ในอันดับต้นๆ

มาดูกันซิคะว่ามีเรือที่ชื่อว่าอะไรบ้าง?

เรียงลำดับความสำคัญเลยคือ

1. เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ หัวเรือเป็นรูปหงส์

เป็นเรือพระที่นั่งชั้นสูงสุด

มิโปรดฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นใดขึ้นประทับ

เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเท่านั้น

สร้างขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 6

2. เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช โขนหัวเรือเป็นรูปนาค 7 เศียร

เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

โดยปกติแล้วเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ

หรือผ้ากฐินในกระบวนพยุหยาตราชลมารค

3. เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นพระที่นั่งรอง

สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

4. เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ

 

5. เรือครุฑเหินเห็จ

6. เรือกระบี่ปราบเมืองมาร

7. เรืออสุรวายุภักษ์ โขนหัวเรือทำเป็นรูปครึ่งนกครึ่งยักษ์ ลำตัวมีสีม่วง

8. เรือเอกชัยเหินหาว หัวเรือเขียนลวดลายเป็นรูปจระเข้ หรือเหรา

นอกจากเรือพระที่นั่งและเรือต่างๆที่ใช้ในกระบวนฯแล้ว

ยังมีเครื่องประกอบและสิ่งของเครื่องใช้ในพระราชพิธีต่างๆอีกจำนวนมาก

เช่น บัลลังบุษบก บัลลังกัญญา พายชนิดต่างๆ

และเครื่องแต่งกายของฝีพาย ฯลฯ

บอกตรงๆค่ะว่า

แค่ชื่อของเรือพระที่นั่งชบาตานีก็แทบจะจำไม่หมดแล้วล่ะค่ะ

ไหนจะต้องจด ไหนจะต้องจำ...

ไหนจะถ่ายรูป

แม้แค่เรือแค่ 8 ลำก็จำแทบจะไม่หมดแล้วล่ะค่ะ

อาจจะสืบเนื่องมาจากความตื่นเต้นที่ได้เข้าชมด้วยกระมัง

ขนาดชบาตานี กลับมานั่งดูภาพที่ตัวเองถ่ายมา

แล้วนั่งนึกชื่อเรือพระที่นั่ง

ก็ต้องใช้ทั้งความจำและสมาธิ เพื่อจำแนกชื่อของเรือให้ได้

เอ๋อ..ไปเลยฉาน!!!

ส่วนเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไกด์อธิบายให้ฟัง

จนหูห้อยและบ่อยครั้งที่จดไม่ทัน

แถมความจำยังสั้นอีก

เฮ้อ...ได้ข้อมูลมาแค่นี้ก็เป็นบุญแล้วล่ะค่ะ

อย่างไรก็ตาม

ยิ่งเห็นพวกฝาหรั่งตาน้ำข้าวมาเข้าชม

แล้วมอง “สิ่งล้ำค่า”ของชาติไทย เหล่านี้ด้วยแววตาชื่นชม

แล้วยิ่งมีความความรู้สึกว่า

ยิ่งรู้สึกดีใจ ภาคภูมิใจ ในความเป็นชาติไทย

นี่แหละ...

มรดกไทยอันล้ำค่าที่คนไทยเราควรภาคภูมิใจ

และอนุรักษ์เอาไว้ ให้คงอยู่กับชาติไทยสืบไป

สมดังพระราชดำริแห่ง “พ่อหลวง” ของพวกเรา

และแล้ว...

น้ำตาแห่งความปลื้มปิติก็เอ่อล้นขอบตาอย่างช่วยไม่ได้

(ก็คนมันปลื้มใจอ่ะ)

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

โดย ชบาตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net