วันที่ จันทร์ มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บิดเดี่ยวเที่ยวข้ามปี 24 - ภูชี้ฟ้า2


'

.

 

บิดเดี่ยวเที่ยวข้ามปี 24 - ภูชี้ฟ้า2

 

หน้าปก

->

 

บิดเดี่ยวเที่ยวข้ามปี

 

4 มกราคม 2556

 

เมื่อคืนก่อนหลับตอน 22.10 น. ผมตั้งเวลาปลุกจากมือถือ 05.00 น. และมันก็ทำงานตรงเป๊ะ เรื่องนี้คงไม่มีมือถือยี่ห้อไหนเป๊ะกว่ายี่ห้อไหน ต้องขอบคุณนวัตกรรม ที่ทำให้ผมไม่ต้องพกนาฬิกาปลุกเดินทาง

ออกจากห้องตอน  05.33 น. ฟ้ายังมืดตื๋อ มีลมแต่ไม่หนาว เรียกว่าเสียหนาว เพราะมันน่าจะหนาวให้สมฤดู หรือว่าเป็นเพราะผมใส่เสื้อสามกางเกงสามก็ไม่รู้

ข้างทางมืดมาก ผมบิดฝ่าขึ้นไป 1 กิโลก็ถึงลานจอดรถ พบว่าร้านค้ามาเปิดรอแล้ว แม่ค้าคนเดิม ยิ้มหวานเท่าเดิม ผมก็เลยสั่งกาแฟร้อนแบบเดิม

 

สาวเจ้าของโรงงานน้ำหวาน

 

คราวนี้ตั้งใจสั่งกาแฟร้อนเพราะต้องการไออุ่น ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาล เพราะมันเป็น 3 in 1 และความหวานทั้งมวลของเช้านี้ทำให้กาแฟไม่ขมเลย

ไฟฉายที่ผมพกมาด้วยได้ใช้งานสมหน้าที่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดินทาง ตรงนี้ขอแสดงความไม่พอใจนวัตกรรมที่มือถือผมไม่มีไฟฉาย

มันคือไฟฉายขนาดเล็กแต่สามารถขับไล่ความมืดจนกระเจิง ความมืดมากๆ จะกลัวแสงน้อยๆ ครับ

ยิ่งมืดมากเท่าไหร่ ก็พินาศด้วยแสงที่ยิ่งน้อยเท่านั้น

 

acdsee ก็ขับไล่ความมืดได้

 

ตลอดทางไม่เดียวดายเพราะนักท่องเที่ยวพอมี เราเดินตามเดินนำกันไปจนถึงยอดตอน  5.58 น. ปรากฏว่ามีคนมาถึงก่อนเยอะแยะไปหมด ผมกะจำนวนไม่เก่ง คิดว่าน่าจะไม่เกิน 300 คน

แผ่นหลังผมเหนอะๆ ไม่คิดว่ามันคือน้ำค้าง ผมนิ่งคิด เรากำลังอยู่บนความสูง 1628 เมตร ที่โล่ง ลมแรง มันชื่อภูชี้ฟ้า และนี่คือยามเช้าตรู่ในฤดูหนาวแห่งประเทศไทย แต่ผมเหงื่อแตก

ตลอดแนวรั้วกั้นมีคนจับจองพื้นที่ชมทะเลหมอก นี่อาจเป็นสิ่งเดียวหรือไม่งั้นก็เป็นสิ่งแรกที่ทุกคนอยากเห็น ผมเดินสำรวจหาช่องเสียบจนเจอ แม้จะไม่หน้าสุดแต่ก็แถวสอง แต่ก็เหมือนแถวแรก เพราะคนหน้าผมนั่ง

เ พ ร า ะ เ ข า นั่ ง เ ร า จึ ง สู ง โอ้ว นี่คือคำโบราณที่ถูกความหลงตัวเบียดตกเหว

โปรดใช้วิจารณญาณและระวังตกเหว

 

เมฆเยอะก็ช่างเมฆ

 

มุมดี เบื้องล่างคือเมืองในหุบเขา ตอนนี้มันหายไปกับทะเลหมอกที่ปรากฏอยู่ในความมืด

ในหุบเหวมีเสียงลมกระแทกผา ผมมองลงไปเห็นทะเลหมอก ในจินตนาการผมเห็นคลื่นกำลังกระแทกฝั่งดังโครมๆ

เด็กเสิร์ฟที่รีสอร์ทบอกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นตอน 6.20 น. ผมยืนรอพร้อมดูเวลาไปเรื่อยๆ ต้องบอกว่าทุกวินาทีมีความหมาย ท้องฟ้าในรอยต่อของเวลาช่วงนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แค่ผมหันไปทางซ้ายแล้วหันกลับมองตรง ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของเมฆ

ผมว่าชีวิตก็ทำนองนี้ คือเปลี่ยนแปลงทุกวินาทีถ้าเราสังเกต ถ้าเราว่างพอจะสังเกต แต่เราไม่ว่างหรอก เราบอกตัวเองว่ามันละเอียดเกินไป และเราไม่มีเวลา เพราะต้องเอาเวลาไปเล่นเฟซบุ๊ก

บางทีอาจไม่ใช่เพราะมันละเอียดอะไรหรอก แต่เป็นเพราะเราเองที่หยาบ

 

ประตูตะวัน

 

แปลกดีที่เมื่อแหงนหน้ามองฟ้าแล้วเห็นดวงจันทร์อยู่แทบจะเหนือหัว ดวงอาทิตย์กำลังมาด้วยการส่องแสงสีส้มจางๆ บนก้อนเมฆเป็นสัญญาณ แต่ดวงจันทร์ก็ยังไม่ไปไหน

บางทีดวงจันทร์อาจกำลังรอพบดวงอาทิตย์ และโอกาสนั้นมาถึงแล้ว

ถ้ามันคือปรากฏการณ์ปกติของฤดูกาล นั่นก็หมายความว่าสิ่งใดก็ตามที่เรารอคอย เมื่อถึงเวลาก็จะพบกัน พบเพื่อจะจากกันอีกครั้งเมื่อหมดเวลา

และนั่นก็เพื่อ...พบกันอีกครั้ง

ระหว่างอยู่เป็นเพื่อนดวงจันทร์รอพบดวงอาทิตย์ ผมคิดว่าการกดชัตเตอร์เล่นน่าจะดีกว่ายืนเฉยๆ

 

หมายเมฆ มิหมายหมอก

 

รูปมืดไปก็ปรับความเร็วชัตเตอร์กับรูรับแสงใหม่ หรือไม่ก็มั่วๆ ไปกับการดัน ISO แต่ถ้าทำยังไงก็ยังไม่ได้เรื่อง ก็เปลี่ยนเป็นโหมด P ที่ไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากปรับ White Balance หรือ Picture Style ตามใจชอบ

อันนี้สำคัญนะผมว่า ‘ตามใจชอบ’ ไม่ต้องสนใจกรอบมากนัก แน่นอนว่าทฤษฎีพื้นฐานการถ่ายรูปเป็นเรื่องที่ควรรู้ แต่นอกเหนือจากนั้นคนน่าจะเกือบครึ่งโลกที่เชื่อว่าอารมณ์ความรู้สึกและความชอบส่วนตัวสำคัญกว่า

และผมก็เป็นสมาชิกของคนเกือบครึ่งโลกที่ว่านั่น

 

สิงโตทะเลอาบหมอกรออาบแดด

 

พอ 6.46 น. ผมก็ลงเนินไปข้างล่าง ดวงอาทิตย์ยังไม่มา ผมคิดว่าวันนี้เมฆคงหนาเกินไป แสงจึงยังมาไม่ถึงภูชี้ฟ้า หรือไม่แน่ว่าเพราะมันขึ้นทางทิศตะวันออก ตอนนี้มันอาจกำลังเมาหลับคาเคาน์เตอร์บาร์เบียร์แถวพัทยา

 

กินปุยฝ้ายรอ

 

หันซ้ายขวาหน้าหลัง หันมองไปรอบๆ ผมคิดว่าภูชี้ฟ้ามีมุมถ่ายรูปไม่เยอะ ตรงนี้อาจมีคนแย้งว่ามุมถ่ายรูปคือทุกจุดทุกที่ ก็ใช่ครับว่าทุกมุมถ่ายรูปได้ แต่รับรองได้ว่าไม่ทุกมุมที่จะสื่อได้ว่าเราถ่ายจากที่ไหน ถ้าไม่เขียนบอกไว้ใต้รูป

เช่น ถ้าตอนนี้ผมถ่ายเจาะต้นไม้ เจาะต้นหญ้า เจาะท้องฟ้า หรือถ่ายแต่เมฆ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าผมถ่ายบนภูชี้ฟ้า เพราะต้นไม้ หญ้า ฟ้า เมฆ ก็เหมือนๆ กันทั้งโลก

เลยกลายเป็นว่า ‘สิงโต’ เป็นมุมสำคัญมุมเดียวของภูชี้ฟ้า

แต่ถ้าดูดีๆ ไม่ใช่ครับ

 

ไม่ซ้ำตลอดกาล

 

 

เราสามารถสร้างความแตกต่างได้ด้วยองค์ประกอบรอบๆ แล้วเราจะมีรูป ‘สิงโต’ ร้อยรูปที่ไม่เหมือนกันสักรูป และสิ่งสำคัญที่จะทำให้สิงโตร้อยรูปแตกต่างกันก็คือ ‘องค์ประกอบภาพและแสง’

เรื่องของแสง ต้องยอมรับว่ากล้องแต่ละตัวมีคุณสมบัติจัดการแสงได้ดีต่างกัน แต่เรื่องขององค์ประกอบภาพขอให้เชื่อว่ากล้องราคาพันกว่ากับกล้องราคาแสนกว่าทำได้เหมือนกัน

เพราะมันคือการที่เรา ‘จัด’ ให้อะไรเข้ามาอยู่ใน ‘กรอบ’ นั่นเอง นี่จึงขึ้นอยู่กับคนไม่ใช่กล้อง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความสุขอยู่ข้างใน ม า ก ก ว่ า ข้างนอก เอย

หมายเหตุ : แต่ที่ว่ามากกว่าจะมากกว่าแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลย เอย

 

จะไม่ซ้ำ ต ล อ ด ก า ล

 

แล้วดวงอาทิตย์ก็ขึ้น เป็นวันที่เมฆมากจริงๆ เพราะมันผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หลังเมฆหลายรอบ และทะเลหมอกก็ไม่จางลางเลือนไปง่ายๆ

ทะเลหมอกมีคลื่น และชายฝั่งก็คือยอดเขา ผมเห็นคลื่นกำลังซัดฝั่ง มันดูต่างจากคลื่นทะเลจริงก็ตรงที่คลื่นน้ำจะโถมซัดเร็วแรง มีเสียง และไหลกลับ

ขณะที่คลื่นทะเลหมอกจะซัดนิ่ง เงียบ แช่ คล้ายๆ มันกำลังแอ็คชั่นรอชัตเตอร์ ซึ่งก็สมใจมัน

 

สุขทะลักกลางทะเลหมอก

 

เท่าที่ดูนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่ม หรือไม่ก็เป็นคู่ แต่ก็มีที่มาคนเดียวเหมือนผม ชายหนุ่มคนหนึ่งมาขอให้ผมช่วยถ่ายรูปเขากับทะเลหมอกและสิงโต เขายิ้มพลางชี้นิ้วไปยังสิงโต ยังไม่พอ พี่ครับขออีกรูป

ได้ครับ แล้วเขาก็แอ็คชั่นตามต้องการ มันเป็นท่าที่ผมจะไม่ทำถ้าต้องให้คนไม่รู้จักถ่ายให้ แต่เขาทำ

ในจอภาพ ผมเห็นความสุข เต็ม ไป หมด

เขาแสดงท่าแห่งความสุขออกมาเพื่อเก็บภาพกลับบ้านไปให้ใครๆ ได้ดู ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูรูปของเขาจะต้องมีความสุขไปด้วย เหมือนผม

ทั้งหมดทั้งปวงอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดา คือจริงๆ แล้วต้องบอกว่ามันเป็นความสุขที่พิเศษมากๆ สำหรับผม นั่นก็เพราะเขาเป็นคนที่ดูจากหน้าตาก็รู้ได้ว่าเขาเป็น ‘คนพิเศษ’

เขาเป็น ‘เด็กพิเศษ’ ประเภทที่จะมีหน้าตาเหมือนกันทั้งโลก และการที่ผมได้เป็นตากล้องให้เขามันจึงเป็นความสุขที่พิเศษ พิเศษมาก พิเศษสุด

แล้วผมก็ทำอย่างเขา คือถ่ายรูปคู่กับสิงโตและทะเลหมอก แต่ผมถ่ายด้วยตัวเองเพราะไม่กล้าให้คนอื่นเห็นสารรูปขณะทำหน้าอะไรก็ไม่รู้ใส่กล้อง

และรูปของผมคงแตกต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิง เพราะของเขาเมื่อใครเห็นก็จะมีความสุขไปด้วย ส่วนของผมควรสร้างโฟลเดอร์ลับเฉพาะเพื่อเก็บและใส่รหัสผ่านที่ความยากระดับสิบ

 

ค ว า ม สุ ข

 

ใครๆ ก็มาเป็นคู่นิ

 

8.35 น. ผมก็ลงจากยอดภูชี้ฟ้า แดดมาแล้ว เหลือคนอยู่ไม่เกินสิบ แปลว่าผมเกือบเป็นชุดสุดท้าย จริงๆ แล้วผมอยากอยู่เป็นคนสุดท้าย คือผมอยากรู้ว่าถ้าผมอยู่บนนี้คนเดียวอารมณ์จะเป็นยังไง แต่ก็ไม่สมอยาก เพราะวัยรุ่นที่เหลือยังถ่ายรูปกันอย่างเมามันอยู่เลย

 

อยากทำมั่งง่ะ

 

7 นาทีก็ถึงลานจอดรถ ตอนเกือบจะถึงก็เจอเด็กน้อยชาวเขาชวนให้ถ่ายรูป พอถ่ายเสร็จก็พบปัญหาคือผมไม่มีเงินจ่าย คือมีแต่เป็นแบงค์ร้อยและผมไม่ใช่ป๋า

 

ดอกไม้ภูชี้ฟ้า

 

จึงเรียกเด็กสองคนลงมาด้วยกัน เพื่อรับเงินคนละยี่สิบหลังจากผมซื้อน้ำจากแม่ค้ายิ้มหวานคนเดิม คราวนี้ผมไม่ได้สั่งกาแฟร้อนอีก เพราะเดี๋ยวก็ได้กินที่รีสอร์ท จึงเลือกน้ำเปล่าๆ จืดๆ หนึ่งขวด ส่วนความหวานก็มองเอาแถวนั้น

ถึงรีสอร์ทตอน 9.15 น. ทันทีที่เจอกันพนักงานก็ถามว่าจะให้เสิร์ฟอาหารเช้าตรงไหนครับ ผมงงอยู่แวบหนึ่ง เพราะตอนที่ต่อราคาผมบอกไปว่าไม่เอาอะไรซักอย่าง

มันคือข้าวต้มหมูเห็ดหอมร้อนๆ และอร่อย ผมเลือกนั่งกินที่โต๊ะหน้าสุดเพื่อชมวิวไปด้วย พอหันไปที่โต๊ะชากาแฟก็เห็นมันกวักมือเรียก

ไม่อยากเสียมารยาทก็เลยเดินไปชงกาแฟหนึ่งแก้ว ชาจีนหนึ่งแก้ว ขนมปังปิ้งทาเนยโรยน้ำตาลบ้างทาแยมบ้างรวมสี่แผ่น

กินเสร็จก่อนเข้าห้อง ผมถามเจ้าของรีสอร์ทเรื่องการเปิดปิดที่นี่ เขาบอกว่าปิดหน้าร้อนช่วงเมษาเพราะลูกจ้างที่เป็นชาวเขาจะกลับไปทำไร่ และช่วงหน้าฝนก็ปิดไปโดยปริยายเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว

แล้วก็เข้าห้องเก็บสัมภาระ อาบน้ำให้สดชื่น อากาศไม่หนาว แต่ผมก็ยังใช้บริการน้ำอุ่น

 

ภารกิจสำเร็จ หมายถึงเที่ยวภูชี้ฟ้านะครับ ไม่ใช่ทำสิงโตท้อง :-D

 

เป้าหมายต่อไปคือเชียงราย ดูจากเวลาผมคิดว่าจะต่อไปเชียงใหม่เลย แต่อาจมีเวลาแวะวัดร่องขุ่นอีกรอบ

พลันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยไปบ้านดำของ อ.ถวัลย์ ดัชนี แต่ลืมไปแล้วว่าอยู่ช่วงไหน งานนี้คงต้องพึ่งพาอนาคต คือถ้ามันอยากพาผมไปผมก็คงได้ไป

10.01 น. ตอนสตาร์ทเครื่อง ทางตัวหนอนชันๆ ยาว 600 เมตรรออยู่ ผมจะบิดลงไป พอถึงปากทางก็เลี้ยวซ้าย

จากนั้นก็ให้อนาคตพาผมไปบ้านดำของ อ.ถวัลย์ ดัชนี

 

หญิงสาวกำลัง...

 

into the Sun

 

->

.

 
 

โดย นรพัลลภ_ประณุทนรพาล

 

กลับไปที่ www.oknation.net