วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อทนายความถูกลิดรอนสิทธิ ไม่ให้เกียรติต่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ


     

    ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ วันนี้ เวลา ๑๓ นาฬิกา สภาทนายความสุรินทร์ โดยประธานสภาทนายความสุรินทร์ นายชาญยุทธิ เหงกระโทก ได้นัดประชุมสมาชิกสภาทนายความ เพื่อหารือและแสดงความเห็นต่อ กรณี ที่ ประธานศาลฎีกา และอธิบดีศาลเยาวชนกลาง จัดให้มีการอบรมที่ปรึกษากฎหมาย แก่เยาวชนที่เป็นจำเลยใน คดีของศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับ และการออกใบอนุญาต เป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ทนายความ ที่สุดที่ประชุมและสมาชิด ได้มีแถลงการณ์ในนามสภาทนายความจังหวัดสุรินทร์ ดังนี้

        "ปกป้องเกียรติภูมิ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของทนายความ หยุดการละเมิดสิทธิ กำจัดสิทธิ ลิดรอนสิทธิจากองค์กรอื่น" 

                                                       แถลงการณ์สภาทนายความสุรินทร์

        ตาม ที่มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๒๐,๑๒๑,๑๒๒และ๑๒๔และ ข้อบังคับ ประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการอบรม ระเบียบปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษากฎหมาย การจดแจ้งและการลบชื่อออกจากบัญชี พ.ศ.๒๕๕๖

             ซึ่งส่งผลกระทบต่อ การประกอบวิชาชีพของทนายความในหลายด้าน ทั้งขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญและขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความและกระทบต่อเกียรติและศักดิ์ศรีตลอดจนการดำรงวิชาชีพทนายความอย่างร้ายแรง กอปรกับ กฎหมายเกี่ยวกับเยาวชนและครอบครัว ที่กล่าวถึงนี้ มีมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่ประธานศาลฎีกา กลับพึ่งมามีข้อบังคับดังกล่าว ประกาศใช้เมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ซึ่งกฎหมายจะครบกำหนดบทเฉพาะกาลในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ โดยเนื้อหาในข้อบังคับ ไม่เคยเปิดเผยให้ บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่อาจได้รับผลกระทบหรือเกิดความเสียหายในการปฏิบัติงานได้รับทราบมาก่อน โดยเฉพาะทนายความหรือสภาทนายความ

              ปัจจุบัน กฎหมาย วิธีพิจารณาความศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ (วิ เด็กฯ) กำหนดให้ ผู้ที่จะว่าความแก้ต่างคดีอาญาให้แก่เด็กและเยาวชน ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลเด็ก จะต้องเป็นที่ปรึกษาและได้รับการขึ้นทะเบียนกับศาลเยาวชนและครอบครัว(ศาลเด็กฯเท่านั้น) โดยที่ปรึกษาจะต้องมีคุณสมบัติ ๑) เป็นทนายความ ๒)ต้องผ่านการอบรมและผ่านการทดสอบความรู้ ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการอบรม ระเบียบปฏิบัติของที่ปรึกษากฎหมาย การจดแจ้งและลบชื่อออกจากบัญชี พ.ศ.๒๕๕๖ (ศาลเยาวชนฯ ได้เปิดให้มีการอบรม แบ่งเป็น ๔ ภาค เก็บค่าอบรม คนละ ๑,๐๐๐บาท เมื่อผ่านการอบรม ผ่านการทดสอบ จะได้ใบอนุญาตว่าความหรือเป็นที่ปรึกษากฎหมาย จากอธิบดีศาลเด็ก (ทนายความจะมีใบอนุญาตใบที่๒)

             จากประกาศดังกล่าว จักเห็นได้ว่าวิชาชีพทนายความกำลังถูกละเมิดสิทธิ และถูกกำจัดสิทธิในการประกอบวิชาชีพ เพราะ ตาม พ.ร.บ.ทนายความฯ ทนายความมีสิทธิ ว่าความได้ทุกศาล การจักต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีศาลเด็ก เป็นการไม่ถูกต้อง ขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ (แม้แต่ นายกสภาฯ หากต้องการไปว่าความยังศาล เด็ก ยังต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี?)


             จากปัญหาดังกล่าว สภาทนายความ ได้มีการเจรจาหารือกับอธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัว(ศาลเด็กฯ) หากไม่มีการตอบรับหรือมีการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด ที่สุดสภาทนายความได้มีการประชุม เมื่อ ๓ มีนาคม ๒๕๕๖ และมีมติว่า 
            ๑) เห็นว่า กฎหมาย วิธีพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว และคำสั่งประธานศาลฎีกา ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ทนายความ และมีมติให้ดำเนินการฟ้องคดีตามขั้นตอนกฎหมาย
            ๒) ให้แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
            ๓) ขอความร่วมมือทนายทุกท่าน ไม่ให้ลงชื่อสมัคร และไม่เข้าร่วมรับการอบรมเป็นที่ปรึกษาของศาลเยาวชน หากสมัครแล้วให้ถอนชื่อออกและขอรับเงินค่าอบรมคืน

             ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นวิกฤติ ที่กระทบต่อการประกอบวิชาชีพทนายความ จักทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ ต้องกลับไปอยู่ในการควบคุมของศาลเหมือนเช่นกาลก่อน ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.ทนายความ การที่จะมีการอบรมและขึ้นทะเบียนดังที่ว่ามา มีผลเสียตามมากมายดั่งเช่น

             ๑ )ทนายความ (ที่ปรึกษากฎหมาย)ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน(เด็ก+เยาวชน)เนื่องจากถูกควบคุมตรวจสอบจากศาล
              ๒)การขึ้นใบอนุญาตจากอธิบดีศาลเยาวชนฯ ในอนาคตย่อมมีการต่อใบอนุญาต เป็นคราวๆ ต้องมีการชำระค่าธรรมเนียม และมีผู้ควบคุมมรรยาททนายความอีกหน่วยงานหนึ่งซึ่งซ้ำซ้อนกับการทำหน้าที่ของสภาทนายความฯ
              ๓)ในอนาคต หากศาลชำนาญการพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาลทรัพย์สินทางปัญญา ศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวเหมือนศาลเยาวชนฯมาใช้ ต่อไปใบอนุญาตของสภาทนายความก็ไม่มีความหมาย เพราะจะมีใบอนุญาตจากศาลเหล่านนั้นเกิดขึ้นมามากมาย ทนายความอาจจะต้องมีใบอนุญาตนับเป็นสิบใบขึ้นไป?

              สภาทนายความสุรินทร์ จึงขอคัดค้านประกาศ ข้อบังคับ ประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการอบรม ระเบียบปฏิบัติหน้าที่ ที่ปรึกษากฎหมาย การจดแจ้งและการลบชื่อออกจากบัญชี พ.ศ.๒๕๕๖อย่างถึงที่สุดเนื่องจาก เห็นว่า กฎหมาย วิธี พิจารณาความศาลเยาวชนฯและคำสั่งประธานศาลฎีกา ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ทนายความ สภาทนายความสุรินทร์และทนายความสุรินทร์จึงมีมติไม่ให้ลงชื่อสมัคร และไม่เข้าร่วมรับการอบรมเป็นที่ปรึกษาของศาลเยาวชน หากสมัครแล้วให้ถอนชื่อออกและขอรับเงินค่าอบรมคืน จนกว่าจะมีการหาทางออกของปัญหาร่วมกันของประธานศาลฎีกา อธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวและสภาทนายความต่อไป ทั้งนี้ถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่กระทบต่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ เป็นการลิดรอนกำจัดสิทธิของผู้เป็นทนายความ ซึ่งสภาทนายความ ทนายความก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่มีหน้าที่หลักในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ การที่ทนายความมาถูกโต้แย้งสิทธิ ลิดรอนสิทธิ กำจัดสิทธิ จึงเป็นเรื่องที่ทนายความ สภาทนายความ ยอมให้มีขึ้นไม่ได้
จึงจำเป็นต้องปกป้องสิทธิ และปกป้องไม่ให้มีการกระทำการใดๆที่กระทบต่อการประกอบวิชาชีพเกียรติภูมิ เกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพทนายความ.

โดย ค้ำฟ้าขวางตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net