วันที่ พุธ มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กฎหมายสามัญประจำบ้าน (เพราะความไม่รู้กฎหมายไม่สามารถอ้างได้)


 

 

..... จากบทความ  ‘จอดรถวันอาทิตย์ตรงป้าย “ห้ามจอดตลอดเวลา เว้นวันอาทิตย์” แต่ถูกตำรวจปรับ 700 บาท’   ที่

อาจารย์หม่องเก็บประสบการณ์ที่เพิ่งเจอมาด้วยตนเอง มาถ่ายทอดให้กับสมาชิกในสังคม OK ได้รับรู้ (ซึ่งต้องขออนุ-

ญาติอาจารย์หม่องนำมาขยายความต่อด้วยครับ)   เป็นอีกกรณีหนึ่งในหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้น   และดำเนินอยู่ในสังคม

ปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง  ‘ช่องว่างทางกฎหมาย’  บนสัมพันธภาพระหว่า ง ‘ผู้บังคับใช้กฎหมาย’  กับ  ‘ผู้อยู่

ใต้บังคับของกฎหมาย’  ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการบิดเบือนเจตนารมณ์ทางกฎหมายจาก ‘ป้องปราม’ เพื่อสร้างความสงบ

เรียบร้อยในสังคม มาเป็นการ ‘ฉวยประโยชน์’ สร้างเม็ดเงินรายได้จากค่าปรับ (ดังความเห็นที่ 43 ซึ่งพี่ชาลีแจกแจง

ไว้ใน entry เดียวกัน) โดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการการณ์หรือความไม่รู้กฎหมายของประชาชนเป็นเครื่องมือ .........

 

..... ในประเด็นข้อเท็จจริงที่มีประชาชนเป็นจำนวนมากต้องเสียค่าปรับจากการนำรถไปจอดบริเวณนั้น    ว่ามีความถูก

ต้องเหมาะสมเพียงใด?   คงต้องทิ้งเป็นคำถามไว้ให้กับ สน.ท้องที่เป็นผู้ตอบคำถามนั้นเอง เพราะถึงผมจะมีความเห็น

ทางกฎหมายที่เป็นอื่นอย่างไร   แต่กระนั้นก็เป็นเพียงแค่มุมมองทางกฎหมายที่ยังไม่มีข้อยุติเท่านั้น         ซึ่งคงเปล่า

ประโยชน์ที่จะนำมาโต้แย้ง   หรือไม่ได้ช่วยให้เหตุการณ์เช่นนี้ลดลงไปได้แต่อย่างใด     ดังนั้นวันนี้ผมจึงจะขอแค่นำ

ประสบการณ์ที่บังเอิญเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านกฎหมาย     ทั้งจากตนเองและคนรอบข้างมาบอกเล่าแบ่งปันใน

บทความนี้ โดยหวังว่าน่าจะพอเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในสังคมที่มีพวก ‘หัวหมอ’ ปะปนอยู่ด้วย  โดยเฉพาะ

พวกที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ..........................................................................................................

 

 

 photo Justice004_zps07efb4fd.jpg

Blind Justice by Havelock

 

 

..... ก่อนอื่นอยากให้ทุกท่านทิ้งทัศนคติที่มีต่อกฎหมายว่า    “เป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวาย ยกให้เป็นหน้าที่ของทนายความ

ไปก็แล้วกัน”   แล้วหันมามองกฎหมายในฐานะหลักเกณฑ์ที่เป็นตัวกำหนด ‘หน้าที่’ ให้ประชาชนต้องปฏิบัติตาม  และ

กำหนด ‘สิทธิ’ ของประชาชนที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย   ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่

กับมันทุกวันโดยไม่รู้ตัว และก็ไม่รู้ด้วยว่ามันจะกลายเป็นปัญหาให้ปวดหัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ดังนั้นการทำความเข้าใจหลัก

เกณฑ์ทางกฎหมายว่าห้ามอะไร และคุ้มครองอะไรเราบ้าง    จึงไม่ต่างจากการมีกรมธรรม์ประกันความวุ่นวายและการ

โดนเอารัดเอาเปรียบเอาไว้กับตัว โดยเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายเพียงแค่เวลาและความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง .......

 

 

..... ‘กฎหมายไม่ใช่สิ่งไกลตัว’ ........................................................................................................

 

..... เข้าใจว่าหลายท่านคิดกันว่ากฎหมายเป็นเรื่องไกลตัว ขอแค่คิดดีทำดีแค่นี้ก็พอแล้ว  (อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลยครับ

แม้แต่ตัวผมเองที่เคยเรียนกฎหมายมายังเคยคิดว่า เรียนมาเสียเวลาเปล่า!!  เพราะไม่เคยนำมาใช้ในการทำมาหาเลี้ยง

ชีวิตเลย จนเจอเข้ากับตัวเองนั่นล่ะครับ ถึงได้เข้าใจว่าโชคดีจริงๆ ที่เรียนมา)            ทั้งนี้เพราะ โดยหลักทั่วไปทาง

กฎหมายที่เชื่อมโยงกับคุณค่าทางศีลธรรม เป็นสิ่งทุกคนต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ทำแล้วผิดกฎหมาย     แต่

ความจริงก็คือ ยังมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับระเบียบทางสังคมอีกมากมาย ที่ไม่สามารถใช้ศีลธรรม จริยธรรม หรือจิตสำนึกชี้

วัดออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การกระทำนั้นๆ ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ กฎหมาย  ซึ่งกฎเกณฑ์ทางสังคมเหล่านี้ล่ะครับที่

เรามักจะมองข้ามความสำคัญไป ทั้งๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเองโดยตรง จนทำให้เกิดข้อแตกต่างระหว่าง  ‘ผู้ที่รู้’   กับ

‘ผู้ที่ไม่รู้’ กฎหมาย     อันเป็นช่องว่างให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ หรือฉวยผลประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมายไป

โดยปริยาย ยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัว เช่น  ‘กฎหมายแรงงาน’ ........................................................................

 

..... ผมเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในฐานะ ‘ลูกจ้าง’ (ถึงจะเป็นลูกจ้างที่มีความรู้ก็เถอะ) ไม่น้อยกว่าครึ่ง ไม่เคยเปิดดูกฎหมายฉบับ

นี้เลย ทั้งๆที่เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิของตนเองในฐานะลูกจ้าง ที่จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายแท้ๆ  เพื่อนผม

คนหนึ่งถูกโยกย้ายหน้าที่การงาน อันเข้าข่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน      ซึ่งนายจ้างไม่สามารถทำได้หาก

ลูกจ้างไม่ยินยอม แต่เพราะความไม่รู้ทำให้เพื่อนคนนั้นหมดโอกาสที่จะโต้แย้งใดๆ ได้   เพราะถือว่ายอมรับสภาพการ

จ้างงานใหม่ไปแล้วโดยพฤตินัย      หรือน้องที่รู้จักคนหนึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่มีค่าชดเชยเพราะไม่ผ่านการทดลองงาน

(โดยให้เขียนหนังสือลาออก) หลังจากทำงานมา 5 เดือน        (4 เดือนทดลองงาน กับอีก 1 เดือนกับการขยายเวลา

ทดลองงาน) และเขาก็ออกจากงานมาโดยที่ไม่รู้เลยว่า กฎหมายกำหนดว่าลูกจ้างที่ทำงานเกิน 120 วัน นายจ้างต้อง

จ่ายค่าชดเชย 1 เดือน  และการเลิกจ้างนั้นต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 รอบการจ่ายเงินค่าจ้าง ไม่เช่นนั้นต้องมีค่า

บอกกล่าวให้อีก 1 เดือน ทำให้เขาพลาดเงินชดเชย 2 เดือนไปเพราะความไม่รู้นั้นไปอย่างน่าเสียดาย ...................

 

..... หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในฐานะ ‘นายจ้าง’ เองก็ไม่ต่างกัน    โดยเฉพาะนายจ้างในธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดย่อม จะมี

ซักกี่คนที่เปิดอ่านกฎหมายรแรงงานบ้าง   หลายคนโดนลูกจ้างหัวหมอย้อนศรเข้าให้ว่า      “ก็ทำแบบนี้มาตั้งแต่แรก”

ทำให้เอาผิดลูกจ้างไม่ได้เพราะไม่เคยทำสัญญาจ้างงาน ญาติผู้ใหญ่ของผมท่านหนึ่งต้องเสียเวลาวิ่งขึ้นลงสำนักงาน

คุ้มครองแรงงาน และเสียเงินค่าชดเชยให้กับลูกจ้างที่ขาดงานเกิน 3 วัน   โดยไม่มีเหตุอันควร    และไม่แจ้งให้ทราบ

เพราะคำพูดที่ว่า “ออกไปเลยไม่ต้องมาทำงานแล้ว” ด้วยไม่รู้ว่าการเลิกจ้างต้องทำเป็นหนึ่งสือระบุถึงสาเหตุที่เลิกจ้าง

โดยละเอียด ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างได้ .......................................................................

 

..... เห็นแล้วใช่มั้ยครับว่ากฎหมายไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวเราเลย  และการที่เราละเลยไม่ทำให้ตัวเองรู้เอาไว้บ้าง ก็อาจเป็น

เหตุที่ทำให้ต้องเสียสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายของตนเองไป    ทางที่ดีสละเวลามาพิจารณากันดูซักนิดดีกว่าครับว่า

ชีวิตประจำวันของเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายอะไรบ้างหรือเปล่า  แล้วลองหามาเปิดดูเพื่อให้พอรู้ว่า   ‘สิทธิ’

และ ‘หน้าที่’ ของเราในทางกฎหมายกำหนดไว้อย่างไรบ้าง .......................................................................

 

 

 photo Justice001_zps76606f26.jpg

Libra by gymp93

 

 

..... ‘ความรู้คู่ความถูกต้อง’ ............................................................................................................

 

..... อย่าว่าแต่กรณีที่มั่นใจแล้วแท้ๆ ว่าทำถูกต้อง แต่ก็ยังพลาดถูกกล่าวหาว่าทำผิดจนได้   อย่างที่อาจารย์หม่องเพิ่ง

ไปเจอมาเลยครับเรื่อง   บางเรื่องต่อให้เราทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างแล้วจริงๆ ก็ยังมิวายที่จะกลายเป็นผู้กระทำ

ความผิดได้   หากเราไม่รู้กฎหมายที่สามารถนำไปโต้แย้งได้     ดังเช่นที่ผมเจอมากับตัวเองตอนเปิดร้านเบียร์สดช่วง

เทศกาลปีใหม่เมื่อหลายปีก่อน ............................................................................................................


..... ผมได้รับโทรศัพท์จากภรรยาว่าให้รีบเขามาที่ร้านด่วน    เพราะมีตัวแทนลิขสิทธิ์ยกพวกเกือบสิบคน       (รวมทั้ง

ตำรวจ) เข้ามาในร้าน จะยึดเครื่องเล่นเพลง  โดยนำพยานมาอ้างกล่าวหาว่าร้านผมละเมิดลิขสิทธิ์เพลงไทยของค่าย

เพลงหนึ่ง     ทั้งๆ ที่ร้านผมไม่เคยเปิดเพลงไทยเลย อีกทั้งเพลงสากลที่นำมาเปิดก็ติดต่อชำระเงินกับตัวแทนลิขสิทธิ์

อย่างถูกต้อง มีหลักฐานยืนยันครบถ้วนทุกประการ   แต่โชคดีที่ผมเคยอธิบายให้ภรรยาและเด็กทุกคนในร้านให้ได้รู้ถึง

ขั้นตอนการตรวจค้นเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว  ว่าถ้าพวกนี้มา จะให้เข้ามาตรวจค้นได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานการแจ้งความ

ดำเนินคดี และต้องมีหมายค้นเท่านั้น ถึงจะยอมให้เข้ามาค้นได้  และเมื่อเห็นว่าทำอะไรไม่ได้พวกเขาก็ไปพร้อมทิ้งคำ

ขู่ว่า “หัวหมอนักนะมึง เดี๋ยวเห็นดีกัน”    ทำให้ผมที่มาถึงหลังจากนั้นตามไปเอาเรื่องที่โรงพัก    ในข้อหาบุกรุกและขู่

กรรโชก แต่ก็จบด้วยการออกมาขอโทษของตัวแทนลิขสิทธิ์ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด .............................................

 

..... ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าผมไม่ได้ไปเปิดดูข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ก่อนที่จะทำร้าน    (ไม่ได้เรียนกฎหมายนี้มา

ก่อนเหมือนกันครับ เพราะตอนเรียนยังไม่ออก พรบ. นี้)   ถ้าภรรยาผมไม่รู้ถึงสิทธิของตนที่กฎหมายคุ้มครอง คนพวก

นั้นก็คงจะอ้างกฎหมายมาข่มขู่เพื่อยึดเครื่องเล่นเพลงไปจนได้   ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจะมีแผ่นเพลงที่ไม่ใช่ของ

ผมงอกออกมาเพื่อเอาผิดผมหรือเปล่า   และเรื่องก็จะลงเอยที่ว่า     ถึงแม้ผมจะทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

ก็ตาม ก็คงไม่พ้นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดอยู่ดี ...........................................................................

 

..... นี่ล่ะครับที่ผมบอกว่า ‘ความถูกต้อง’ จำเป็นต้องมี ‘ความรู้’ ควบคู่อยู่ด้วย เพราะเราไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคม

ที่ทุกคนยึดถือความถูกต้องเหมือนกัน  ดังนั้นกฎหมายอะไรที่คิดว่าตนเองน่าจะรู้ไว้บ้าง ก็ลองหามาเปิดอ่านกันดูเถอะ

ครับ ไม่จำเป็นต้องไปอ่านอย่างละเอียด เพราะเราไม่ได้จะไปเป็นทนายความให้ใครที่ไหน  แค่อ่านให้รู้ถึงสาระสำคัญ

ของกฎหมายนั้นเพื่อปกกันไม่ให้ใครมาอ้างกฎหมายเพื่อเอาเปรียบ หรือรังแกเราได้ก็พอ ....................................

 

 

 photo Justice003_zps1634a9d7.jpg

Court by DarkHand

 

 

..... ‘รู้ไว้ใช่ว่า เหมือนมียาสามัญประจำบ้าน’ .....................................................................................

 

..... ประเด็นนี้ผมหมายถึงข้อกฎหมายเบื้องต้นทั่วๆ ไป ซึ่งน่าจพอรู้เอาไว้บ้าง เพราะรูปแบบของปฎิสัมพันธ์ทางสังคม

ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องงาน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่หลีกไม่พ้นที่จะมีกฎหมายเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น  เพียงแต่

จะแสดงออกมาให้เห็นก็ต่อเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาเท่านั้น การที่เรามีความรู้ทั่วไปทางฎหมายติดตัวเอาไว้บ้าง  จึง

ไม่ต่างจากมียาสามัญประจำบ้านติดไว้กับตัว       ซึ่งสามารถช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น หรือช่วย

บรรเทาความขัดแย้งให้ลดลง หรือหมดไปได้ในสถานการณ์ที่ไม่ใหญ่โตขนาดที่ต้องพึ่งพาทนายความ ..................

 

..... ยกตัวอย่างใกล้ตัวสมาชิกชาว OK เช่น ‘การเขียนบล็อก’ ...................................................................

 

..... “เขียนบล็อกอยู่ดีๆ สามารถทำให้ท่านเสียเงินได้”   ถ้าจะสรุปเป็นคำโฆษณาผมว่าน่าจะมีใจความได้ประมาณคำ

พูดนี้ หากบล็อกเกอร์ท่านใดเผลอไผลไปทำผิดกฎหมายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ขึ้นมา ..................................

 

..... รูปภาพ-เพลง .. ถ้าไม่ใช่รูปที่ท่านถ่ายเอง หรือเพลงที่ท่านแต่งเอง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นซึ่งมี

กฎหมายคุ้มครองไว้ครับ    ดังนั้นก่อนนำมาใช้ประกอบเคยเปิดดูกับบ้างไหมครับ ว่ากฎหมายกำหนดข้อห้ามในการทำ

ซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะไว้อย่างไรบ้าง    รวมถึงข้อยกเว้นที่กฎหมายอนุโลมให้เราสามารถนำมาใช้ได้

โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เอาไว้อย่างไร เพื่อให้เราปฏิบัติตาม (พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗) .....................

 

..... หมิ่นประมาท .. การเขียนพาดพิง วิพากษ์วิจารณ์ ถึงบุคคลใดก็ตาม  ย่อมมีโอกาสที่จะผิดกฎหมายว่าด้วย ‘การ

หมิ่นประมาท’ เสมอทั้ง หมิ่นประมาทในทางอาญา หมิ่นประมาททางแพ่ง และ หมิ่นประมาทตาม พรบ.ว่าด้วยการกระ

ทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายเหล่านี้มีข้อห้ามและข้อยกเว้นเขียนไว้อย่างชัดเจน   ก่อนจะขีดเขียนอะไรเคยได้

ลองเปิดดูกันบ้างหรือยังครับ ..............................................................................................................

 

..... กฎหมายต่างๆ ตามตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเป็นกฎหมายทั่วไป ที่ไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็น

กฎหมายทั่วไปเพื่อใช้บังคับให้เกิดความเรียบร้อยแก่สังคม  ซึ่งผมคิดว่าหากพอมีเวลาจะหามาอ่านผ่านตาเอาไว้บ้างก็

ดีนะครับ คิดเสียว่าของแบบนี้ “รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม” ไม่แน่ว่าอาจจะมีประโยชน์กับเราขึ้นมาวันใดวันหนึ่งก็ได้ .....

 

 

 photo Justice002_zpsced8a07f.jpg

Wisdom of Ancients by Shaduan

 

 

..... เข้าใจครับว่าพอบอกว่าเรื่องกฎหมาย อาการเหม็นเบื่อของหลายๆ ท่านอาจจะกำเริบขึ้นมาในทันที    ทั้งลักษณะ

ภาษาที่ต้องแปลความจากไทยเป็นไทย ทั้งลักษณะความหมายที่ต้องอาศัยการตีความ  แต่ก็อย่างที่ผมบอกเอานั่นล่ะ

ครับ เราไม่ได้ศึกษาเพื่อที่จะไปว่าความให้กับใคร อะไรที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยก็ข้ามๆ มันไปก็ได้ สนใจแต่ใจสาระ

หลักที่สำคัญว่ากฎหมายให้สิทธิและหน้าที่อะไรแก่เราบ้าง เท่านั้นก็เพียงพอที่จะเป็นภูมิคุ้มกันการถูกเอาเปรียบโดยผู้รู้

กฎหมายได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ .....................................................................................................

 

 


The law gives help to those who are watchful and not to those who sleep.

 

กฎหมายให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เฝ้าระวัง หาใช่ผู้หลับไหลไม่ตื่นตัว

 

 

 

 

พรายพิลาศ

 

 

 

 

ขอบคุณภาพจาก worth1000.com

 

 

 

โดย พรายพิลาศ

 

กลับไปที่ www.oknation.net