วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เยาวชนไทยใต้ฟ้าเดียวกัน 5


 ตอน ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า?

 

ตะวันตรงกลางกระหม่อมพอดี๊...พอดี

เด็กๆ เริ่มหิวข้าวแล้ว

เที่ยงนี้ พวกเรามีโปแกรมที่จะกินอาหารเที่ยง ณ มัสยิดชื่อดังแห่งกรุงเก่า

เพราะทางอิหม่ามจะขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเที่ยงพวกเราในวันนี้

เลยต้องเร่งเวลากันหน่อยนึง

ระหว่างเส้นทางยังมีบ้านเรือนทรงไทยให้เห็น

บ้านใครเนี่ย? เล่นไก่ชนด้วย

ออกจากพระราชวังบางปะอิน มุ่งหน้าสู่มัสยิดกุฎีช่อฟ้า

ซึ่งเป็นมัสยิดเก่าแก่แห่งเมืองกรุงเก่า

สร้างโดยชนชาติจามปา ประมาณค.ศ.700 ไม่ต่ำกว่า 1,300 ปี

ชื่อเดิม จามะมัสยิด หมายถึงมัสยิดของชนชาติจาม

มัสยิดมีรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบหลังคามีโดม 3 โดม

โดมใหญ่อยู่ตรงกลาง มีโดมเล็กอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก

มัสยิดกุฎีช่อฟ้าได้รับการเปลี่ยนชื่อจากเดิมมาเป็นสุเหล่ากุฎีเจ้าเซ็นใน

สมัยเฉกอะหมัดเจ้าพระยาบวรราชนายก ในปี 2159

สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2154-2171) กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา

(ข้อมูลจากhttp://info.muslimthaipost.com/main/index.php?

page=sub&category=30&id=18801)

มัสยิดกุฎีช่อฟ้าเป็นมัสยิดที่ตั้งอยู่ในทำเลที่สูง

มีทั้งหมด 3 ชั้น

ชั้นล่าง ใช้เป็นห้องประชุม ห้องประกอบพิธักรรมต่างๆ

ส่วนชั้นที่ 2-3 เป็นห้องเรียน ที่เด็กๆ ต้องมาเรียนศาสนา

เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ ในปี 2554

มัสยิดแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ให้ประชาชนมาพักพิง

เนื่องจากบ้านเรือนของประชาชนโดยรอบน้ำท่วมหมดทุกหลัง

ร่องรอยของคราบน้ำ ที่ท่วมใหญ่เมื่อปี 2554

 

ส้วมลอยน้ำก็ยังมีให้เห็นหลากหลายที่

ซึ่งจะเห็นได้จากร่องรอยของครางน้ำที่ยังปรากฏให้เห็น

เด็กๆ ชายแดนใต้ได้มาละหมาดและประกอบศาสนกิจที่มัสยิดแห่งนี้

ซึ่งพวกเราได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจาก

ลุงฮาซัน ฮานาฟี

อิหม่ามประจำมัสยิด

รวมทั้งคณะกรรมการประจำมัสยิด

ทางคณะคุณครูและเด็กๆชายแดนใต้ใคร่ขอขอบคุณ

ท่านอิหม่ามและคณะกรรมการมัสยิดมาเป็นอย่างสูง ณ โอกาสนี้ค่ะ

หลังจากที่พวกเรารับประทานอาหารกลางวัน

และจัดการจัดภารกิจส่วนตัวเรียบร้อย

ทุกคนพร้อม

รถปรับอากาศเย็นฉ่ำนำพวกเราร้อยกว่าชีวิตไปพบเพื่อนตัวใหญ่

หรือ น้องๆช้าง ณ วังช้างแลเพนียด

มุ่งหน้าสู้วังช้างแลเพนียด ระหว่างเส้นทางเห็นร่อยรอยการเผาซังข้าวของชาวนา

รถตุ๊กตุ๊กหน้าคล้ายกบ แปลกดี

ผ่านสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ

วังช้างแลเพนียด

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

มองจากบนรถ..เห็นสินค้าทำมือวางขายตลอดเส้นทาง

นี่มีอาหารชอบของพวกเราสมัยเด็กๆด้วย

ข้าวโพดนี่ก็ของชอบ..แต่ทั้งหมดทั้งเพ คือ อาหารให้ช้างทั้งสิ้น

ที่ชาวต่างชาติต่างเมืองชอบมาท่องเที่ยว

ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2540

โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมศิลปากร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

อากาศร้อนและอบอ้าวมาก..เห็นรถขายน้ำแข็งบอก

แล้วใจมันอยากจะซื้อมาดูดซักสิบแท่ง

เห็นฝาหรั่งนั่งช้างชมเมืองกันเป็นส่วนใหญ่

เดิมได้ตั้งชื่อว่า ปางช้างอยุธยาแลเพนียด

และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วังช้างอยุธยาแลเพนียด

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของและสถานที่

ที่อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

และเป็นพื้นที่มรดกโลก

คำว่า แล หมายถึง แลมอง แลเห็น แลดู เป็นคำโบราณ

เพนียด หมายถึง โบราณสถานเป็นที่จับช้างโบราณ

ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ความหมายรวม คือ

เป็นสถานที่ทำงานของช้าง และดูแลเพนียดคล้องช้าง

ขนาดพื้นที่ประมาณ 2 ไร่

ทิศเหนือติดกับบึงน้ำโบราณข้างคุ้มขุนแผน

ทิศใต้ติดริมถนนป่าโทน ตั้งใกล้กับศาลหลักเมือง

ด้านทิศตะวันออกติดกับสระน้ำวัดเกษ

ทิศตะวันตกติดกับโครงการตลาดน้ำเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา

กิจกรรมที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวมีหลากหลาย

เช่น ให้นักท่องเที่ยวให้อาหารช้างด้วยตัวเอง

ถ่ายรูปร่วมกับช้าง

การแสดงของช้าง

พร้อมกับให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสได้เข้ามามีส่วนร่วมกับช้างด้วย

หรือใครจะนั่งช้างชมเมือง ก็น่าสนใจ

แต่อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้สงสารช้างจัง

โดยเฉพาะประเภทช้างนั่งช้าง ยิ่งน่าสงสารช้างเข้าไปอีกอ่ะ!!!

ทางทีมงานกองทัพอากาศได้จัดการให้บริการเรื่องตั๋ว

เรื่อง ซื้อข้าวโพด(ต้ม)ให้เด็กๆ ได้กินไปพลางชมการแสดงช้างไปพลาง

จนน้องช้างต้องกลืนน้ำลายด้วยความเข้าใจผิด

น้องช้างสวัสดีน้องๆ

คิดว่า เด็กๆคงจะซื้อข้าวโพดให้น้องช้าง แต่ดันกินเสียเองเสียนี่!!!

(อันนี้ ชบาตานีจินตนาการเอาเองนะคะ)

กิจกรรม หรือ การละเล่นของช้างในวันนี้

ก็มีรายการที่โชว์ให้น้องๆชายแดนใต้ได้ชมกันพอหอมปากหอมคอ

เช่น การทักทายผู้ชม โดยการกล่าวคำว่า “สวัสดี” ออกเสียง

การนั่งกับพื้น ยืนสองขา เดินสองขา สามขา

นั่งบนเก้าอี้ เล่นฮูลาฮูก เป็นต้น

 

ชบาตานีกำลังเมามันกับการถ่ายภาพกับช้าง

ก็ต้องจำจากกิจกรรมการแสดงของน้องช้างเสียแล้ว

ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ

ก็ทางทีมงานได้กรุณาซื้อตั๋วนั่งช้างชมเมืองไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

และก็ถึงคิวที่จะต้องไปนั่งช้างชมเมืองพอดี

เฮ้อ...เสียดายจัง ก็ยังอยากจะชมการแสดงของน้องช้างอีกอ่ะ!!!

แต่ใจก็ยังอยากจะหาประสบการณ์นั่งช้างด้วยเช่นกัน

อยากจะรู้ว่า

การนั่งบนหลังช้างมันจะเหมือนกับนั่งเรือบิน ซี-130 หรือเปล่า?

เอาเข้าจริงๆ ความรู้สึกของการนั่งช้าง

เหมือนกับการขี่รถเครื่องวิบากยังไงยังงั้น

น้องดาวเรือง

หรือ ช้างที่ชบาตานีนั่งไปเดินแบบไม่เกรงใจตับไต ไส้พุงของชบาตานีเล้ย...

ขอบอก!!!

เล่นเอาชบาตานีต้องเอามือจับที่นั่งไว้แข็งโป๊ก

ก็เค้ากลัว(กล้องถ่ายรูป)ตกนี่นา

ภาพสวยๆ ถ่ายขณะนั่งช้าง

ส่วนตัวเองน่ะ ไม่เป็นไรหรอก หากตกช้างยังพอไหว

ยังพอมียาหม่องมาทาถูๆ

แต่หากกล้องถ่ายรูปตก

ชบาตานีคงหัวใจสลายแน่ๆเลย แงๆๆๆ

แต่เห็นแล้วว่า

ช้างที่นี่มันลำเอียงเอามากๆ ขอบอก

ทีคนสวยขึ้นขี่หลังแล้วล่ะก็ ทำตัวน่ารักเชียว

ทีคนหน้าตาพอดูได้อย่างชบาตานีจะนั่งบ้าง

กลับทำท่าปึงปึงใส่เสียนี่

แหม...ว่าจะซื้ออ้อยให้ซัก 10 บาท

ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้วล่ะ!!!

อาชีพเสริมอีกอย่าง...โกยขี้ช้าง

ลงจากหลังจาก..มาหาซื้อของฝากกันหน่อย

และสิ่งที่ชบาตานีโดนใจ..และได้ของฝากตัวเองมา 1 ชิ้น

(ทราบมั๊ยคะคืออาราย?)

โดย ชบาตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net