วันที่ เสาร์ มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เยาวชนไทยใต้ฟ้าเดียวกัน 6


ตอน สุข สันติ ภายใต้ความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา

 

หลังจากเอวเคล็ดขัดยอกเพราะนั่งช้าง

ต้องพาเอวคดๆกลับที่พักอย่างทุลักทุเล

เย็นนี้ก่อนอาหารค่ำ

พวกเรามีโปรแกรม ล่องเรือชมบรรยากาศริมฝั่งเจ้าพระยา

ทุกคนทยอยลงเรือ

หนูพร้อมแล้วค่ะ

 เรือถอนสมอ...

แม่ย่านางพร้อมนำพวกเราสู่ลำน้ำเจ้าพระยา

โดยมีวิทยากรมืออาชีพมาช่วยบรรยายตลอดเส้นทาง

ท่านคือ อ.พรชัย มีสักขี

เป็นคนพื้นเพเมืองกรุงเก่าโดยกำเนิด

ท่านเป็นคนที่รู้เรื่องราวของ “อยุธยา” อย่างละเอียดยิบ

ท่านเริ่มพูด-เล่า ตั้งแต่เริ่มขึ้นเรือ

จนเรือกลับถึงที่พักแบบไม่รู้จักคำว่า “เหนื่อย” หรือ “สะดุด” แต่อย่างใด

ท่านบอกว่า ท่านสามารถเล่าเรื่องอยุธยาอย่างไม่ซ้ำกันเลยเป็นสัปดาห์

โอ้พระเจ้าจอร์จ..มันยอดมาก!!!

ช่างเป็นนักพูดที่เก่งหาตัวจับยากจริงๆ

ทีมงานกองทัพอากาศวันนี้..มาในชุดหวานแหว๋ว

ชบาตานีพยายามจดบันทึกสิ่งท่านบรรยาย

แต่มันจดไม่ทันกับสิ่งที่ท่านพูด

ไหนเรือมันโยกไปโยกมาในขณะที่มีเรือลำอื่นสวนมา

“จด” ไม่ได้เลย (เพราะท่านพูดเร็วมาก) เลยต้อง(พยายามจะ) “จำ”

แล้วค่อยไปค้นคว้าเพิ่มเติมเอา

ชีวิตผู้คนตลอดลำน้ำเจ้าพระยา ที่แสดงถึงความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย

ในพื้นที่แห่งนี้

ทุกคนอยู่กันอย่างเรียบง่าย ถ้อยทีถ้อยอาศัย

วิถีชีวิตที่ต้องอยู่ตลอดลำน้ำ

จึงต้องใช้เรือเป็นพาหนะยังมีให้เห็นอยู่ตลอดลำน้ำ

เรือที่พวกเราเห็นตลอดเส้นทาง

บรรทุก หิน ดิน ทราเข้าสู่เมืองหลวงและเขตปริมณฑล

ผู้คนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ภายใต้ความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา

เพราะตลอดเส้นทาง มีทั้ง วัด ทั้งมัสยิด ทั้งโบสถ์ และวิหารจีน

 

อยู่สลับสับหว่างกันตลอดเส้นทาง

แต่ทุกคนก็ไม่มีปัญหาระหว่างกัน

ซ้ำยังดูแลเอาใจใส่กันอย่างน่าชื่นชม

อาจารย์พรชัยเล่าว่า

เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554

พระภิกษุออกบิณฑบาตไม่ได้ จนพระต้องอดอาหาร

ก็มีชาวมุสลิมที่อยู่ใกล้วัดนี่แหละช่วยหาข้าวหาน้ำมาถวายพระ

ในขณะเดียวกัน

ในยามที่ชาวมุสลิมเกิดปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยเมื่อคราวน้ำท่วม

ก็ได้วัดนี่แหละมาเป็นแหล่งพักพิงในยามเกิดวิกฤติ

หรือในยามเหตุการณ์ปกติ

เมื่อชุมชนมุสลิมจัดงานต่างๆ ชาวพุทธ ชาวจีน ก็ไปร่วมช่วยกัน

ในขณะที่ชาวพุทธจัดงานต่างๆ

ก็มีเพื่อนๆต่างศาสนิกมาช่วยเหลือเช่นกัน

ที่สำคัญ

พวกเขาไปมาหาสู่กันอย่างฉันมิตร

โดยไม่เคยคิดที่จะแบ่งแยกพวกหรือฝ่าย

ช่างเป็นภาพที่งดงามจริงๆ

และนี่คือ เสน่ห์ของชาวเมืองกรุงเก่า

อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชอบมาเยือน

พระตำหนักสิริยาลัย

และพกพาเอาความประทับใจกลับมาด้วยทุกครั้ง

หลังการมาเยือน “กรุงเก่า” และอยากที่จะมาเยือนอีกหลายๆครั้ง

และสิ่งที่ชบาตานีรู้สึกชื่นชมอีกประเด็นคือ

“ความศรัทธา” ในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าของผู้คน

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

สังเกตจากวัดวาอารมตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

จะเรียงรายไปด้วยวัดวาอารมที่สวยงาม

บ่งบอกถึงการดูแลเอาใจใส่วัดเป็นอย่างดี

แม้เหตุการณ์ “น้ำท่วม” ใหญ่เพิ่งจะผ่านเลยมายังไม่นาน

แต่สภาพวัดวาอารามก็ยังได้รับการดูแลบูรณะให้อยู่ในสภาพที่สวยงามดั่งเดิม

บางวัดแม้จะเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่โบราณกาลมาก็ยังมีสภาพที่สวยงามไม่สร่างซา

เช่น

วัดพิชัยสงคราม

ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 1900

เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีรอยุธยา

มีนามปรากฏในราชพงศาวดาร ว่า "วัดพิชัย"

ได้เปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดพิชัยสงคราม"

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ประมาณรัชกาลที่ 4 หรือ 5

ในคราวที่ได้มีการบูรณะปฎิสังขรณ์ เนื่องจากเป็นวัดร้างในช่วงปลายสมัยอยุธยา

ที่ได้นามอย่างถือเอาเหตุผลที่

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ตีฝ่าวงล้อมข้าศึก

ออกจากวัดพิชัยมาได้ และได้รับชัยชนะ

(ข้อมูลจาก http://www.annaontour.com/

province/ayuthaya/wadpichaisongkram.php)

วัดนางกุย

เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเกาะเมือง ด้านใต้ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก

จากหลักฐานที่กรมศิลปากรว่าสร้างในปี พ.ศ.2130

ผู้สร้างชื่อนางกุย  ซึ่งเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทองมากในสมัยนั้น

หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี 2310

วัดนางกุยได้รับความเสียหายมาก และถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรม

จนมาถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3

ได้มาทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดในอยุธยา

วัดนางกุยมีพระประธานอายุกว่า 400 ปี อาทิเช่น

พระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ สมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่11-16

และมีพระพุทธรูปดังที่เป็นเอกลักษณ์ คือ หลวงพ่อยิ้ม

เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นพระเก่าแก่อยู่คู่กับวัดมาช้านาน

จากคำบอกกล่าวเล่าขานกันว่า

สมัยก่อน หลวงพ่อยิ้มได้ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยามาติดอยู่บริเวณหน้าวัด

นอกจากนี้

ยังมี เจ้าแม่ตะเคียนทอง แกะสลักจากต้นตะเคียนทอง

ที่อยู่คู่วัดมานานกว่า 400 ปี เพื่อให้คนได้สักการะบูชา

ปัจจุบันมีผู้คนมากราบไหว้ ขอโชคลาภจากแม่ตะเคียนทองมากมาย

(ข้อมูลจาก http://www.weloveayutthaya.com/index.aspx?ContentID=ContentID)

ชมรมคนรักตัวเลขสนใจก็สามารถแอบมาหาเลขได้นะเออ!!

วัดพุทไธศวรรย์

เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียง

ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)

ทรงสร้างขึ้นในบริเวณ

ทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า

“ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก”

ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896

จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้น เป็นพระราชอนุสรณ์

ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม

หากใครผ่านไปผ่านมา จะเห็นอนุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ 3 องค์ คือ

-อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

- สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

- และสมเด็จพระเอกทศรถ

 วัดไชยวัฒนาราม

ตั้งอยู่ริม แม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง

เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างไม่เหมือนวัดอื่นๆในอยุธยา

และเนื่องจากกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะตลอดมาจนปัจจุบัน

เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

โปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นวัดอรัญวาศรี

ณ บริเวณที่ดินซึ่งเป็นนิวาสสถานของพระราชชนนีในปีที่ขึ้นครองราชย์

คือปีมะเมีย พ.ศ.2173

สันนิษฐานว่าเป็นวัดประจำรัชกาลด้วย

ในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ใช้วัดนี้

สำหรับพระราชทานเพลิงศพของพระราชวงศ์และขุนนางผู้สูงศักดิ์

ในปี พ.ศ.2299

เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)กวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย

ได้ถูกกล่าวโทษว่าเสด็จเข้ามาทำชู้กับเจ้าฟ้าสังวาลย์

สืบสวนได้ความเป็นสัตย์จริง

จึงลงพระราชอาญาเฆี่ยนทั้งสองพระองค์

จนดับสูญแล้วนำศพไปฝังไว้ ณ วัดไชยวัฒนารามทั้งสองพระองค์

(ข้อมูลจาก http://watboran.wordpress.com)

นอกจากนี้ก็ยังมีวัดวาอารมอีกมากมายหลายแห่งตลอดเส้นทาง

หากมีเวลา

ชบาตานีเองก็ยังอยากจะกลับมา

ศึกษา ประวัติและความเป็นมาของวัดแต่ละแห่งอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง

(แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่?)

เผลอแป๊บเดียว

พวกเราฟังคำบอกเล่าของอาจารย์พรชัยไป

มองภาพสองข้างทางประกอบไปอย่างเพลิดเพลิน

จนลืมหิวเลยล่ะค่ะ

จนเมื่อเรือถึงที่พัก

พี่ขวดกล่าวขอบคุณอาจารย์พรชัย

ทุกคนก็ต้องบ่นเสียดายที่เรื่องราวของอยุธยายังไม่จบบริบูรณ์

ทุกคนก็ยังอยากที่จะเรียนรู้เรื่องราวของชีวิตสองฝั่งน้ำ

อีกอย่างไม่รู้เบื่อเลยค่ะ

โดย ชบาตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net