วันที่ พุธ มีนาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ศิลปิน กับโป่งข่าม : อังคาร กัลยาณพงศ์ In Ming Lee


ตอนทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เป็นช่วงหนุ่มสาวเสียจริง วันๆหนึ่งทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ไม่มีคำว่าล้า หรือหมดแรง

เฟื่องแบ่งเวลาไปสอนพิเศษวิชาcopy writing หรือ creative development ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะมัณฑนะศิลป์ โดยอาจารย์พี่เปี๊ยก รศ.พรรณเพ็ญ ฉายปรีชา เป็นผู้เชิญมา ทำอยู่หลายปี พอสอนเสร็จ ก็ได้ค่าสอนมาหยิบมือหนึ่ง ก็จะนัดพวกอาจารย์เพื่อนๆ ที่คณะจิตรกรรม มานั่งเสวนากันที่ร้านเจ๊ ณ มิ่งหลี 

ติดลมหน่อยพวกเราก็จะไปร้องเพลง หรือฟังดนตรีกันต่อแถวๆพัฒน์พงษ์ หรือไม่ก็ตามโรงแรมห้าดาว ที่โปรดคือแคทส อาย

ขาประจำตอนนั้นที่มิ่งหลี มีอาจารย์พี่เหมี่ยว ศราวุธ นักปั้นมือทอง อาจารย์พี่โก้ วิชัย ผู้ปั้นพระพิฆเณศได้งามหยดไม่มีใครเหมือน อาจารย์มณเทียร บุญมา ศิลปินในดวงใจ เพื่อนซี้ของเล็กเพื่อนสนิทเฟื่อง อาจารย์วิโชค ศิลปินแห่งชาติปีล่าสุด และอาจารย์โห้ อมฤทธิ์ยืนพื้น

นานครั้งน้านนคนดี นนทิชัย รัตนคุปต์ และน้าเต๋อ ชาญณรงค์ มาร่วมด้วย น้าเต๋อเป็นนักเขียนเรื่องในรั้วในวังที่ถูกคอกันอย่างมากกับเฟื่อง เพราะคุณแม่เฟื่องชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ ชื่อจำยากๆของเจ้านาย เฟื่องจำได้เป็นอย่างดีตั้งแต่เด็กๆ เพราะความไพเราะของคำ และความหมายทางอักษรศาสตร์

เป็นสังคมเล็กๆที่กลมกลืนลื่นไหล ไปกันได้ ใครก็ตามที่โยงใยกับคนใดคนหนึ่งในโต๊ะ ที่ผ่านเข้ามาจึงสามารถมาร่วมวงสนทนาได้

ระยะนั้น ไอเดียดีๆในงานของเฟื่องเบ่งบานจากการสนทนาที่มิ่งหลีมาก กลุ่มคนวัยเดียวกัน ต่างก็กินอาหารอร่อยฝีมือแม่นๆของครัวเจ๊ แล้วก็ดื่มไวน์กันไปอย่างเพลิดเพลิน 

อาหารที่สั่งก็ซ้ำไปซ้ำมา หมี่กรอบ เนื้อประเทือง ขาหมูต้มเค็ม สลัดเนื้อสัน ข้าวผัดนรก ตับหมูผัดพริกหยวก คุณมณเฑียร พี่เหมี่ยว อาจารย์โห้ ช่วยสั่งกับบางอย่างที่อร่อยๆไม่มีในเมนู บางครั้งเจ๊ก็มานั่งร่วมวงคุยเรื่องเก่าๆเป็นที่เบิกบาน หากแม่ค้าหาบขนมกุยช่ายผ่านมา เจ๊รู้ว่าเฟื่องชอบขนมกุยช่ายเจ้านี้เป็นที่สุด จะเรียกให้เฟื่องทุกครั้ง

ขณะที่พวกเรานั่งโต๊ะหัวมุมตัวแรก ซึ่งเป็นโต๊ะต้องห้ามระดับถ้าไม่อาวุโส ไม่มีหวังนั่งได้ วงก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ จนต้องย้ายมานั่งด้านใน เรื่องที่คุยแต่ละเรื่องก็เปลี่ยนไปตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนคุณสุวรรณี สุคนธา ภาพประกอบในลลนาสมัยน้าแพ็ท เรื่องตลกแถวลานอาจารย์ศิลป หรือใต้ต้นจัน เรื่องหมอดูแม่นไม่แม่น หากมีน้าเต๋อ กาลโยคมาร่วมด้วยก็เพิ่มเรื่องในรั้วในวัง ไปจนถึงเรื่องหินประดับ และความเชื่อในเชิงพลังจากหิน ช่วงนั้น แฟชั่นหินประดับกำลังเป็นที่นิยม

ตอนนั้น เฟื่องอ่านหนังสือเรื่องหินเป็นวรรคเป็นเวร ทั้งสะสม ทั้งประดับ หินมีค่าที่ชอบก็เป็นพวกสีม่วงเข้ม น้ำเงิน เขียวเข้ม ดำ น้ำตาล ส้มยืนพื้น ชนิดดูแล้วบอกชื่อได้เลย ว่า ให้พลังอะไร แต่เดี๋ยวนี้ ชักไม่จำแล้วค่ะ

พวกผู้ชายกลุ่มนี้เขาไม่เบื่อที่จะฟัง ฟังอย่างตั้งใจ แล้วก็มีพี่คนหนึ่ง หน้าตาอย่างในภาพสเก็ตช์นี้เป๊ะๆ เข้ามาร่วมโต๊ะฟังด้วย.. ยื่นมือมาโชว์สร้อยหินของเขาให้เราชื่นชม มีเม็ดหนึ่ง โอ้โห เม็ดโตมากๆ 

"นี่ไง สวยไหม หินของผม"

พี่ๆหันไปล้อ "โป่งข่ามนี่พี่"

ค่ะ เขาคืออังคาร กัลยาณพงศ์ ฉายา ท่านอังคาร ทั้งที่ไม่ได้เป็นเจ้ามาจากไหน เพราะที่จิตรกรรม สินปากรนี่ มีท่านจันทร์ ซึ่งเป็นชั้นหม่อมเจ้า พอมีพี่อังคารมา คนเลยเรียกกันไปว่า ท่านอังคารเลย

พวกเราเป็นเด็กรุ่นที่ยังพอคุ้นเคยกับความฮิตของโป่งข่าม ในยุคหนึ่ง ที่คนไทยเชื่อกันว่า ครอบครองแล้วดี แต่พูดถึงโป่งข่ามวันนี้ กลายเป็นตกรุ่นไปแล้ว

เป็นเพียงความสุขของรุ่นน้องที่เย้าแหย่รุ่นพี่ แต่จริงๆ โป่งข่ามที่ไหน จะมีสีเหลืองอร่ามงามเช่นนี้ 

"เขาเรียกอำพันเว้ย.. อำพัน แอมเบอร์ พวกเอ็งก็รู้จักแต่โป่งข่ามน่ะแหละ"

เฟื่องตื่นเต้น จริงๆ เฟื่องเคยบ้าอำพันอยู่พักหนึ่งค่ะ ไปซื้อถึงตลาดทองที่ดูไบเชียวนะ แสนแพง หารู้ไม่.. เชียงใหม่มีเยอะแยะ

"แล้วนี่ ดูซะก่อน เม็ดนี้พิเศษมากตรงไหนรู้มั้ย"

เฟื่องอึ้ง ยังงงๆอยู่ พี่ๆเพื่อนๆชายหนุ่มรอบตัวมองแล้วอมยิ้ม

"มียุงด้วย คุณเห็นมั้ย เป็นฟอสซิลเลยนะ อยู่ในหินเม็ดนี้มานับเป็นล้านปีเชียวนะ"

หนุ่มๆเฮ.. หัวเราะกันลั่นร้านด้วยความสนุก แต่ท่านอังคารไม่ต้องการจะให้พวกเราขำ พูดจริง จึงออกจะฉุนๆพวกเรา ยังไม่ทันที่ใครๆจะได้พิจารณาอำพันเม็ดนั้น ท่านอังคารก็ด้นบทกวีสดๆ พรรณนาฟอสซิลในอำพัน

เฟื่องตกตะลึง ทุกคนเงียบกริบ เพลินฟังราวกับวินาทีนี้ จะตรึงอยู่กับเรา

นานๆได้เจอตัวจริง ด้นบทกวีจริงๆ สดๆ เรียกว่าไม่ได้จดเลยหละ กว่าจะรู้ตัวก็จบแล้ว .. ยิ่งกว่าเสียดาย

พี่คนหนึ่งบอกว่า มหัศจรรย์..

เฟื่องเองก็รู้สึกอย่างนั้นค่ะ

วันนี้ เล็กเพื่อนสนิท วาดรูปอังคาร กัลยาณพงศ์มาให้ดู ช่างเหมือนเสียจริง นึกถึงหนังสือกวีนิพนธ์ของท่านอังคาร ที่เคยซื้อสมัยเรียนในมหาวิทยาลัย ช่วงสิบสี่ตุลา เป็นช่วงบูมที่สุดของงานวรรณกรรม

เสียเจ้าราวร้าว มณีรุ้ง วรรคนี้ ดูเหมือนจะเป็นวรรคทองของท่านอังคาร แต่ที่เฟื่องสะใจคือบทนี้

"จะเจ็บจำไปถึงปรโลก ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ!!"

 
วันนี้ สายสร้อยหินเส้นโตนั้นอยู่ที่ไหน ไม่มีใครใส่ใจ แต่บทกวีและงานเขียนของศิลปินท่านนี้ยังอยู่

สมกับที่เขาว่า ศิลปะยืนยาว.. ชีวิตสั้น

...

โต๊ะตัวขลัง

หมี่กรอบตำนาน ที่ยังใส่ส้มซ่า

วิวจากโต๊ะตัวขลัง ที่เปลี่ยนอารมณ์ได้ ตามสีของท้องฟ้า จะงามมากยามพลบค่ำ

อุ่นเครื่องในม.ศิลปากร ที่ร้านกาแฟหลังหอศิลป์ ก่อนไปนั่งที่ร้านมิ่งหลี ร้านชื่อคาเฟ่เทอเรส

ขอให้มีความสุขในวันร้อนนะคะ

เฟื่อง

28.3.2013

 

 

 Santa Lucia

 

 

 

โดย เฟื่อง

 

กลับไปที่ www.oknation.net