วันที่ จันทร์ เมษายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลัดหาดเจ้าไหม มาถึงเกาะลันตา


ร้อนๆ แบบนี้ คุณตุ๊กหนีไปนอนเล่นที่อุทยานแห่งชาติ

ตอนแรกจะจองที่พักของอุทยาน แต่เหมือนว่าจะไม่ว่าง เลยตัดสินใจไปถอยเต็นท์ใหม่ซะเลย

ตื่นเต้นคะ ไม่เคยนอนเต็นท์มานานหลายปีแล้ว 

 

 

ล่าสุดแม่นางไปเช่าเต็นท์ที่ภูกระดึง  นอนหนาว เมื่อปี 2000

อ้อ........มีล่าสุดกว่านั้นนิดหนึ่ง เมื่อปีที่แล้ว  กางเต้นท์นอนบนบ้าน  ก้อหลานๆเค้า อยากนอนเต็นท์กัน

  

คื่นแรกนอนที่หาดเจ้าไหม มีคนพักแรมหลายคน ตั้งเต็นท์ใกล้ๆ กันส่วนอีกโซนมีคณะครูพานักเรียนมา

พักแรม ก็อุ่นใจที่มีเพื่อน 

 

แต่คุณตุ๊กอาจจะตื่นเต้นมาก หรือตาขาวมากก็ไม่รู้ นอนไม่หลับเอาซะเลย

เสียงคลื่น เสียงทะเล เสียงสรรพสิ่งมันชัดเจนเหลือเกิน นกร้อง ใบไม้ไหว ได้ยินหมด แต่มันไม่คุ้นเคย  

เดี๋ยวปวดท้องเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวร้อน   เยอะ !!  

เสียงหัวใจเต้น แบบกลัวงะ

  

ส่วนคุณนอนข้างๆ หลับแล้วกรน กรนแล้วหลับ  เห็นแล้วก็อิจฉา นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น 

 

 

 

 

กว่าจะหลับลงปาเข้าไปตีสาม กว่าๆ นอนดูพระจันทร์ ย้ายจากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวา

อยากปลุกคนข้างๆ แล้วชี้ชวนให้ชม พระจันทร์สวยจัง  ;-)

 

นอนนึกถึงคุณรัต ณ.Ok เนชั่นด้วย เรื่อง " ข้อตกลงของป่า" หลอนเข้าไปอีก  นี้เราทำข้อตกลงหมด

หรือยังนะ บอกเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาครบหรือยังนะ หรือใครที่เราไม่ได้เอ่ยนาม ก็ไม่ได้เอ่ยนามใครเลย  ไม่รู้จักสักคน  นึกได้ดังนั้น ก็.....ลุกขึ้นนั่งอีกรอบ รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

มากราบพระสวดมนต์ อีกรอบ บอกอีก อย่านะ อย่าออกมานะ ไม่ต้องห่วง โปรดดูแลห่างๆ  ;-)  

หนูเป็นคนเฟอะฟะ ไม่รู้ประสีประสา อย่าถือสาหาความ นะคะ นะคะ ถึงหนูจะอายุหลายวันก็ยังไม่ค่อยรู้ประสาอะไรหรอกคะ 

 

นี่เป็นเขตอุทยานนะ ไม่ใช่เขตป่า พยายามปลอบใจตัวเอง หรือว่าเรียกรวมๆ ว่าป่าเหมือนกันนะ  

ฟุ่งซ่าน ปอดแหก พอควร  รู้ตัวเลยว่าตัวเองจิตไม่นิ่ง ในระยะอาการสาหัส ถึงที่สุด

จิตตัวเองน่ากลัวกว่าป่าเยอะเลย นี้ถ้าไปค้างอ้างแรม ป่าที่เป็นป่าจริงๆ คงไม่ต้องหลับต้องนอน

ขออาสาเฝ้ายามเลยดีกว่า 

 

 

คืนที่สอง ดีขึ้นหน่อย

อาจจะเพราะฟุ่งซ่านจนหมดแรงตอนคืนแรกไปแล้ว ประกอบกับอากาศที่ร้อนมากตอนกลางวัน

พอมาเจอลมเย็นๆ อากาศสบายๆ ความมืด เสียงคลื่นเบาๆ เลยนอนหลับต้ังแต่หัวค่ำ

 

คืนนี้ไม่มีเพื่อนร่วมพักเต็นท์เลย มีแต่คนมาพักที่บ้านพักซึ่งอยู่ อีกโซนหนึ่ง   เลยมีแต่ลิงเป็นเพื่อน 

 

แต่เมื่ออาการปอดแหก หายไปก็นอนหลับฝันดี มาตื่นอีกทีตีสองครึ่ง สว่างมาก สว่างโร่ทั้งพื้นที่นึกว่า

เช้าแล้ว แสงจันทร์สว่างมาก สว่างกว่าที่เคย สว่างจนรู้สึกอุ่นใจ เลยหลับแบบอุ่นใจ

 

(เครื่องนอน  ยก OTOP ไปทั้งชุด มือใหม่ก็งี้แหละคะ)   

 

 

สำหรับการเดินทางรอบนี้ เป้าหมายคือหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง คุณตุ๊กไปหลายครั้งมากแล้ว ปกติถ้าไป

ตรังก็จะมีโปรแกรมลงเรือด้วย แต่รอบนี้เน้นเรื่องนอนเต็นท์ และชิวๆ บนแผ่นดินใหญ่  เลยมุ่งหน้าตรง

ไปตรัง แล้วค่อยทะยอยแวะขากลับตามเส้นทางที่เรา สนใจใคร่รู้ 

 

ไปถึงก็มุ่งหน้าไป จัดการเรื่องที่กางเต็นท์ก่อน เต็นท์ก็ซื้อมาใหม่ๆ ยังกางไม่ค่อยเป็น ต้องอ่านคู่มือ

ประกอบ ฝรั่งทำเกินบ้าง ไทยทำขาดบ้าง  ;-)  เสร็จแล้วก็สำรวจห้องน้ำ

 

แล้วก็เดินไปทางมุมหาด ของหาดเจ้าไหม ตรงนี้จะมีขายส้มตำ อาหารตามสั่ง มีครอบครัวมาปิกนิค  

ทานข้าวเล่นน้ำกัน มีหนุ่มๆ สาวๆ มานั่ง มาเดินเป็นคู่  และก็มีลิง ;-) มีฝรั่งให้เด็กๆ  แถวนั้นทัก ฮัลโล

ฮัลโล แล้วหัวเราะคิกคัก  

พาลทักคุณตุ๊ก ฮัลโหล ฮัลโหล  คุณตุ๊กเลยส่งภาษาใต้ ตอบกลับ "ว่าพรือนุ้ย ?" หัวเราะกันใหญ่  

 

 

 

 

 

บรรยากาศที่หาดปากเมง  เป็นฉากอมตะ ของบรรยากาศ ครอบครัวไทย ในวันหยุด พ่อนั่งดื่มเบียร์

แกล้มอาหารทะเลปิ้ง ย่าง ลวก เผา ส่วนแม่ได้กินส้มตำ ยำอาหารทะเล นอนเอกเขนก บนชุดเก้าอี้

ใต้ร่มไม้      กินๆ นอนๆ  ลูกๆได้เล่นน้ำ  เล่นทราย   ได้วิ่งบนชายหาด มีปู่ ย่า ตายาย ร่วมวงสนทนา

ด้วย หรือไม่ก็วิ่งไล่จับหลานๆ 

 

เป็นความสุขที่เห็นได้บนหาดแห่งนี้ แบบครอบครัวไทยๆ ที่ใครๆ ก็ฝันถึง

 

 

 

 คนนี้ลูกบ่าวใครไม่รู้วิ่งมาทัก Hello Hello  เลยบอกว่า  แอ็กชั่นถ่ายภาพหน่อยครับ  ได้ดังนี้เลยคะ

 

 

 

คนไทยอย่างคุณตุ๊กเริงร่า ได้กินส้มตำ  ที่นี้อร่อยแทบทุกร้าน (กินไปสามร้าน) 

ส่วนฝรั่งก็เริงร่า ได้กาแฟคาปูชิโน่

 

 

 

วันที่ไปเป็นคืน 15 ค่ำหรืออะไรนี้แหละคะ ซึ่งเป็นช่วงวันที่น้ำจะลงมาก  ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นวันหอยขึ้น  

จริงๆ แล้วคือ น้ำลงมากจนถึงระดับพื้นที่ ที่หอยทำมาหากิน ตั้งรกรากอยู่  หอยมันเดินหนีไม่ทัน 

หอยที่ว่า คือ "หอยตะเภา" เขาว่าอร่อยมากเหมือนหอยเป๋าฮื้อ  จริงหรือเปล่าไม่รู้ ไม่ได้ลองทานเลย

 

 

 ที่ท่าเรือปากเมง  ใครเป็นใครดูกันเอาเองนะจ๊ะ

 

พื้นทรายบนชายหาดทุกที่ มีลวดลายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่ากระแสคลื่น สัตว์ที่อาศัย และผื่นทราย

คุณตุ๊กเลยชอบเอาตัวเองไปยืน ใกล้จะมีรวมฮิต ตุ๊กผู้ชอบถ่ายขาบนพื้นทรายแล้ว 

 

 

 

วันรุ่งขึ้นก็แวะไปดูโน่นนี่ เลยออกไปถึงหาด ซีบริส( SEA BEACH ) ที่สิเกา แต่จริงๆ แล้วขับรถจะลอง

ไปหาดที่ชื่อว่า หัวหิน  แต่สายมากแล้ว เพราะคิดเล่นๆ ว่าถ้าที่บ่อม่วงมีเรือไปเกาะเล็กเกาะน้อย

จะลองลงเรือไปเที่ยว

 

ภาพจากหาด SEA BEACH  ชอบเส้นทางที่ไป มีต้นส้นเล็กๆ ตลอดสองข้างทาง  

 

และแล้วก็มาถึงท่าเรือที่บ่อม่วง เป็นท่าเรือเอกชน ชื่ออันดามันฯ  จุดประสงค์เจ้าของอยากพัฒนา

เป็นท่าเรือเพื่อรองรับผู้โดยสารจาก เกาะต่างๆ เช่น เกาะไหง เกาะลันตา เกาะรอก และไปถึงลังกาวี  

และ เกาะเล็กเกาะน้อยแถวๆ นั้น  

 

ที่บ่อม่วงถ้ารอน้ำลด เราก็จะได้ชม แนวหินโบราณพันล้านปี แต่คิดว่าไว้เที่ยวหน้าดีกว่า ตอนนี้รู้

แล้วว่าอะไรเป็นอะไร มีภาพคร่าวๆ แล้ว รอบนี้ถ้าเขียนโครงการก็เป็นฉบับร่างก่อน  ส่วนหินโบราณไว้

ค่อยมาชม จะว่าไปหินมันก็โบราณทั้งหมดนั่นแหละนะ หรือว่าไม่จริง ;-)

 

 

เลยตัดสินใจขับรถต่อไปเกาะลันตา และพักค้างคืนกางเต็นท์ที่อุทยานแห่งชาติเกาะลันตา 

วันที่ไปคนเยอะและแพข้ามฟากเสียหนึ่งลำ  รอกันละเจ้าคะ ชั่วโมงกว่าๆ 

 

 

ไปยืนรับลมบนประภาคาร ตัวอักษรข้างหลังไม่รู้หมายความว่าอย่างไร อาจจะเป็นจุดลงจอดยาน

เอเเลี่ยน ... ;-)

เกาะลันตามีเอกลักษณ์  ทะเลสวย น้ำใส หาดยาว  ร้านรวงเล็กๆ มีความเป็นฮิปปี้ ร้านอาหารตกแต่ง

ง่ายๆแต่ราคาภัตตาคาร  ก็เขาให้บริการอยู่แค่ฤดูท่องเที่ยวแค่ 6 เดือนก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ 

แต่มีร้านอาหารพื้นเมือง และก็ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านอาหารตามสั่ง ให้หารับประทานได้ ใครอยากประหยัดก็

เข้า 7-11 

 

แต่ไหนๆ เราไปเที่ยวทั้งที ก็ต้องการนั่งร้านอาหาร เป็นบรรยากาศการท่องเที่ยวด้วยถึงจะ ครบสูตร ;-)

ส่วนกลางคืนก็นั่งผับฮิบปี้ยุคใหม่ มีรอบกองไฟ มีเมา มีเพลง

 

 

 

 

 

 

ตรงนี้เป็นเขตห้ามเก็บหิน สำหรับคนต่างชาติ เขาเขียนแค่ ห้ามเก็บหิน "Do Not Collect Rocks "

และพิเศษสำหรับคนไทย

ห้ามเก็บหิน ประโยคถัดมา " คำสาบ ผู้ที่เก็บหินไป จะมีภัยพิบัติ"

รับประกันเขียนแบบนี้  ไม่มีหยิบ  แต่ถ้าห้ามเก็บหินเฉยๆ หินคงไม่เหลือแล้ว อิ อิ เป็นความชาญฉลาด

ของอุทยาน 

 

 

 

 

 

รอบนี้คุณตุ๊กแวะไปทาง เมืองเก่าลันตา " Lanta old town" ซึ่งอยู่อีกฝั่งของเกาะ 

 

ทางฝั่งนี้จะมีบ้านเรือนปลูกยื่นลงไปในทะเล เหมือนเมืองชาวประมงเก่าๆที่เราเห็นทั่วไป  แต่ลักษณะการอยู่อาศัย จะได้รับการปรับปรุงเป็นร้านค้า จำหน่ายเสื้อผ้า หมวก ของที่ระลึกเป็นหมวดนักท่องเที่ยว 

 

ไม่เหมือนหมู่บ้านชาวประมงทั่วไป ที่จำหน่าย กะปิ น้ำปลา ปลาเค็ม เพราะคนเดินทางมาลันตาส่วน

ใหญ่เป็นคนต่างชาติ คงไม่มีใคร คิดพกพา กะปิดี ปลาเค็มอันดามัน กลับประเทศเป็นแน่แท้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย คุณตุ๊ก

 

กลับไปที่ www.oknation.net