วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

= เที่ยวป่าหน้าฝนกับคนร้อนๆ บนดอยหลวงเชียงดาว =


ยามฝนตกทีไร กลิ่นไอดิน กรุ่นกลิ่นป่า เรียกหาจนใจกระวนกระวาย ถ้าไม่ได้ออกทริปแบกเป้เดินตากฝนเข้าป่า ....วันนี้คิดถึงป่าใจจะขาด เลยต้องงัดรูปเก่าๆ ออกมาดู แล้วก็ให้นึกย้อนไปถึงป่าที่เราไปเดินหน้าฝน เมื่อหลายปีก่อน "ดอยหลวงเชียงดาว" ป่านี้ที่ใครต่อใครมักบอกว่าต้องไปหน้าหนาวถึงจะแจ่ม แต่พวกเรากลับอยากไปหน้าฝน และดูเหมือนจะเป็นปีสุดท้ายที่เปิดให้ขึ้นเชียงดาวหน้าฝน เพราะที่ผ่านมาไม่ห้าม แต่ไม่มีใครเค้าไปกัน พอหลังจากทริปที่ป๋มไปมา ก็มีอีกหลายทริปที่จัดตามกันไป จนสุดท้าย ประกาศปิดห้ามขึ้นเชียงดาวในหน้าฝน ..... ฝนนี้ก็เลยได้แต่มาร่วมรำลึกถึงเพียงดาว ณ เชียงดาว




หลายคนบอก หน้าฝนอย่าไปเที่ยวป่าเลย เดินเหนื่อย ทากแยะ แถมฤกษ์ดีก็เดินตากฝน ถ้าฤกษ์ไม่ดี ของที่แพ็คไป ก็เปียกฝน แต่อะไรก็มิอาจหยุดยั้งพวกเราคนหนุ่ม-สาวไฟแรง ประมาณ 80 องศา upไปได้  ตรวจสอบแล้ว…ป่านี้ มีฝนตก แต่ไม่มีทาก แล้วทุกอย่างก็ลงตัว....
- เพื่อนร่วมทาง 13 คน จาก กทม. + 1 สาวเชียงใหม่
- พาหนะเดินทาง รถตู้+รถทัวร์(นโยบายกระจายรายได้)
- เมนู ห-รู-ห-รา (อ่านว่า หะ-รู-หะ-รา)
พร้อมกับสโลแกนสุดจ๊าบของหัวหน้าทริป
"เที่ยวป่าหน้าฝน กับคนร้อน ๆ"

ค่ำคืนวันที่ 20 มิ.ย.45
เราออกเดินทางด้วยรถตู้ จาก ปั๊ม ปตท. สนามเป้า จุดนัดหมายที่รู้กันของนักเดินทาง
นับได้ 8 ชีวิตคนขี้ร้อน นอกจากวิกกี้ ก็มี พี่ชิลลี่(พี่ใหญ่), GTO, เมรี,จันทร์เคียว, ปลายฝัน,
d-k และ Pat ข่าวว่าเพิ่งหายป่วยหมาด ๆ ก็มาร้อนตัวร้อนใจ ขอไปดับร้อนด้วยอีกคน ยัง..ค่ะ..ยังมีคนขี้ร้อนรออยู่ระหว่างทาง ให้หนีบติดรถไปด้วยอีก 1 คนค่ะ...น้องระริก จากลพบุรี รวมสมาชิก 9 คนขี้ร้อน บนรถตู้แอร์เย็นฉ่ำ .... 

ตี 4 ได้มั๊ง...แวะรับเพื่อนขี้ร้อนไปอีกหนึ่ง นัดเจอที่ BigC เจียงใหม่...สาวน้ำต้น ที่เราดันอ่านชื่อผิดเป็นแหนมตัน ...เออเฮ้อ เห็นตัวจริง..อิฉันท่าจะเป็นแหนมตัน ซะเองล่ะไม่ว่า..555 ...มารู้อีกที น้ำต้นเป็นชื่อสุนัขเธอ...แต่ไม่เป็นไร เรียกไปเอ็นดูไปละกัน ...ว่าแล้วเราก็หลับเอาแรงต่ออีกหน่อย....มารู้ตัวอีกที ก็ตอนรถเลี้ยวหวืดเข้าไปจอด...อ๊ะ..อ๊ะ...ไม่เอาน่าอย่าคิดมาก.. ตรงที่จอดน่ะ หน้าเซเว่น-อีเลเว่น ตลาดแม่มาลัยจ้า...แล้วเราทั้ง 10 ก็ช่วยกันซื้อ ช่วยกันช็อป รอบตลาดแม่มาลัย ที่ไม่ใหญ่ไม่โต รวบรวมของกินได้เพียบสำหรับคน 15 คน 5 มื้อ
 
ระหว่างทางไปเชียงดาว เริ่มสว่าง มองเห็นสองข้างทาง ผ่านไร่ทองเจือ ผ่านวัด(ลืมชื่อ) …ว๊าว ไร่นี้ก็สวยจัง
ลิ้นจี้เป็นพุ่ม ๆ เต็มไปหมด ทั้งขึ้นเนิน ลงเนิน(ต่ำกว่าถนนรถ) ผ่านทิวเขาสูง อู้ฮู สูงจัง สงสัยลูกที่เห็นตระหง่านกลางสายหมอกคงจะเป็นดอยหลวงเชียงดาวแน่เลย….แล้วก็ไม่น่าจะผิด เพราะรถตู้พาเราเลี้ยวซ้ายตามป้าย มุ่งไปยังเขาลูกนั้น “เชียงดาว 5 กม.” 



เจดีย์ 25 ยอด ใกล้ทางลงไปวัดถ้ำเชียงดาว ประวัติน่าสนใจเชียว
อยากรู้ไปดูเองนะ อยู่ตรงข้ามร้านพี่แกละแปดริ้วนั่นแหล่ะ

ถึงร้านพี่แกละแปดริ้ว ทำไมต้องแปดริ้ว ..อ้อ..ก็พี่แกละเป็นคนแปดริ้วนั่นเอง อยู่แถวบางคล้า แต่มาได้ภรรยา เป็นชาวเชียงดาว ตอนสมัยละอ่อน ก็เลยอพยพมาอยู่นี่ กับลูกน้อย ที่ตอนนี้เป็นหนุ่มน้อยซะแล้ว แถมชงกามาเซิร์ฟเราซะอีกแนะ

ที่ร้านพี่แกละ เราเจอกับเพื่อนร่วมทริปอีก 4 คน ที่มากับรถทัวร์ นำโดยหัวหน้าทริป 101, พรานใหญ่ ที่ชื่อ
ไม่ใหญ่, พี่ชาญวิทย์ (โอว ว ว...I do my Best(ลูกสาวคนสวย), และน้อง soda แต่ทำไปทำมา ไหงกลายเป็นน้อง error ไปได้อ่ะ

หลังจากกินข้าวเช้า แกล้มกาแฟ เรียบร้อย เราช่วยกันแพ็คของ...เอ่อเฮ้อ...ทำไมมันมากมายก่ายกองหยังงี้หว่า แล้วจะขนกันหมดมั๊ยนี่ ...สุดท้ายเราก็ต้องเพิ่มลูกหาบอีก 1 คน ช่วยแบกกับข้าวอ่ะ ...ตาจริงของบางส่วนก็เอาทิ้งไว้ที่ร้านพี่แกละแล้วนะเนี่ย....เฮ้อ...ไหนจะเป้...ไหนจะน้ำดื่มที่ต้องแบกกันคนละ 3 ลิตร เป็นอย่างต่ำ...แล้วเราทั้งหมด ก็ขึ้นรถ 4WD 2 คัน ขนเป้, ลูกหาบ 6 คน+พี่แกละนำทาง(เปลี่ยนคำท้ายชั่วคราว) และคนร้อน ๆ อีก 14 คน เดินทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว   เพราะยอดดอยหลวง อยู่ในเขตรักษาพันธุ์ฯ ไม่ใช่ในพื้นที่ อช.เชียงดาวนะจ๊าว ว

เส้นทางลาดยางอย่างดี ขึ้นสู่บ้านนาเลา ...ระหว่างทางเราสัมผัสได้ กะไอเย็น เห็นสายหมอกม้วนตัวไปมา ยั่วเย้าให้เราวิ่งไขว่คว้า แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะรถไม่จอดให้ แถมทางขึ้นก็ชันอีก ขืนจอด คงต้องลงไปหาก้อนหินหนุนล้อเป็นระยะ ๆ แหง ๆ ถึงจุดเริ่มต้นของคนเดินทาง ก็ที่ระดับความสูง 800 เมตรเข้าไปแล้ว...อือ...ทำไมเป้หนักอย่างนี้(วะ) ...(แอบบ่น) แต่บางทีก็บ่นดัง ๆ ระหว่างทางอ่ะ 



จุดขึ้นเป้ เรียกปางวัว ส่วนทางที่เห็นไปข้างหน้าน่ะ เป็นเส้นทางไปบ้านนาเลา ระหว่างทางเดินขึ้นดอย เรามองไปเห็นบ้าน และก็ไร่ของชาวบ้าน อยู่ออกไปไกลลิบ 

เริ่มต้นเดินทางก็ปาเข้าไป 10.00 น.กว่าแล้ว แดดไม่ร้อนเท่าไหร่ หวั่น ๆ ว่าจะมีฝนตกด้วยซ้ำไป เพราะเมฆสีเข้ม ๆ ส่งสัญญาณมาแล้ว แต่บางคราวฟ้ายังปราณี เปิดสว่างให้เรามองเห็นไปไกลสุดสายตา อาาา....เราร่วม 20 ชีวิต ที่ดูจะเป็นกลุ่มใหญ่เอาการ ยามอยู่ที่ราบ กลายมาเป็นเพียงเศษเสี้ยวชีวิตเล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยขุนเขา และป่าใหญ่

ทางเดินลำบากเอาการ เพราะทางแคบ เฉอะแฉะ และที่สำคัญ ฝ่าไปตามดงหญ้าคา ที่ระบัดใบเขียวชอุ่ม คอยทักทายเนื้อหนังมังสา ที่เผยออกมานอกเนื้อผ้า ...อาา..ได้แอ้มเราไปหลายที สุดท้ายต้องคว้าผ้าขาวม้าออกมาคลุมแขน ฮี่ ๆ ๆ มาซี่มา อีฉันไม่หวั่นแล้วจ้า แต่ว่าทำไมยิ่งเดินยิ่งเงียบกันหว่า...ว่าแล้ว ควักกล้องเด็ก ๆ ประจำกาย ออกมาถ่ายรูปดีกว่า



ขุนเขาที่เห็นอยู่ข้างหน้า ทำให้เราอดใจไม่ได้ ต้องขอเก็บภาพเป็นที่ระลึกซะหน่อย

หันกลับมาอีกด้านหนึ่ง เดินทางเข้าป่า มุ่งไปตามใจหวัง  ยอดดอยหลวงเชียงดาว คือเป้าหมาย ...สองเท้าก้าวไป สองแขนแกว่งไกว กับอีกใจที่มุ่งมั่น


ดูซิ...คอต้นไม้ มีกลุ่มกอกล้วยไม้อิงอาศัยเกาะอยู่เต็ม ถ้าตอนออกดอกคงงามน่าดู แต่ตอนนี้ได้น้ำฝน ก็งามไปอีกแบบ



ไม่ทันไร สายหมอกก็เริ่มม้วนตัวเข้ามาโอบล้อม ลูบไล้ คลายความรุ่มร้อนของเราชาวคณะ
"
มาแล้วจ้า...ระบำหมอกเย็น ๆ จ้า "


    

ใครไม่เคยเดินฝ่าดงหมอก รับรองไม่ผิดหวังจ้า สาวเจ้ามาพร้อมกับสายลมเย็น

ขุนเขา และผืนป่าอันกว้างใหญ่ ยามหมอกสลาย
จะมุมนั้น หรือมุมนี้ หรือมุมไหน หมุนไป หมุนมา เราก็อยู่กลางทิวเขาสลับซับซ้อน
ที่เราต้องเดินวนขึ้นไป จนถึงยอดดอยหลวง



เดิน...เดิน...เดินฝ่าดงหญ้าคาพื้นลื่นๆ ด้านหนึ่งชิดเขา ด้านหนึ่งชิดผา

เดิน..แล้วก็เดิน...กระทั่ง...เอ่อ..
"
หลงเหรอ ?"
"ป่าว"..พี่แกละบอก
"แต่ดูทางก่อน...ทางข้างหน้าปิดน่ะ"

ว่าแล้วพี่แกละก็กระโดดขึ้นไปยืนเท่ห์บนก้อนหินใหญ่ เล็งเส้นทางอยู่แป๊ปนึง..แล้วก็ไปต่อไป ...

เดิน..เดิน...
เดิน ได้ยินเสียงหมาเห่าด้วย หมาชาวบ้านที่อยู่อยู่หุบเขา เลยออกไปถ้าเดินทางอากาศคงไม่ไกล แต่เดินตามป่าเขา ก็เหนื่อยเอาการ
“สงสัยมันเห็นพวกเราแหง ๆ”
“หมามันจะตาดีขนาดนั้นเรอะ”
“เออ…ไม่รู้สิ ไม่ใช่หมานี่”

จนตะวันคล้อยบ่าย(ความจริงไม่ค่อยเห็นตะวันหรอก) ราว ๆ บ่ายโมงน่ะ เราก็ได้ที่กินข้าว ตรงกิ่วคอหมา ถามน้องโหลว่าทำไมต้องคอหมาด้วย "เอ..ก็ไม่รู้นะพี่ เค้าเรียกมาอย่างนี้ เกิดมาก็ได้ยินอ่ะ"
อ้าว ว ว ...ฝนเริ่มลงเม็ดปรอย ๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะเราก็เดิน เดิน เดิน กันต่อไป ..ทำไงได้ ก็คนมันมีไฟนี่นา

เดินไปคุยไป ...ลงท้ายก็เงียบ(อีก) แทรกด้วยเสียงหายใจปนหอบ อา า า ....ป่าหญ้าคา ทำไมสุดลูกหูลูกตา
เดินไม่พ้นซะทีน๊า...ช่วงไม่อยากชอบซะเลย แต่เอ มันก็สวยดีนะ สีเขียวอ่อน ตัดไปกับสีเขียวเข้ม ของดงป่า และขุนเขา ที่ขวางหน้าอยู่ ....แล้วเราก็มาได้ที่พักเอาแรงอีกรอบ ตรงดงไผ่ชายป่า ใครใคร่เอนหลัง...เอน  ใครใคร่ถ่ายรูป...ถ่าย  ใครใคร่เด็ดดอกไม้...เชิญไปเด็ดห่าง ๆ จ้า



ลัดเลาะเรียบชายป่า ผ่านดงหญ้าคา ขึ้นสันเขาอีกลูก มุดดงไม้ ข้ามก้อนหินที่ปกคลุมไปด้วยมอส ที่แพรว
พราวไปด้วยหยดน้ำ บ่ายคล้อย ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา จากเปาะแปะ ก็เป็นตกซู่ใหญ่ ต้องรีบงัดอุปกรณ์กันฝนแล้วแต่ใครมีอะไร ออกมาบังกายกันเป็นทิวแถว ซึ่งอิฉันของแนะนำผ้าสไตล์ปันโจ ดีที่สุด เพราะคลุมง่าย ไวดี เป้ไม่เปียก

คณะเราไม่หวั่น เร่งเดินฝ่าสายฝนไปสู่จุดหมาย ที่พักคืนแรก “อ่างสลุง” เชิงดอยเชียงดาว ความเหนื่อย ทางลื่น สายฝน ….. พวกเราเดินไป พักไป ใจนึกถึงเพลงฝาหรั่งที่เคยฮิตสมัยเราเป็นเด็กน้อย … “Rhythm of the rain” หรือว่าเพลงนี้ดี "Long wide and winding road" ของ 4 ลุง The Beatles แต่ไหงลงท้าย นึกถึงเพลง ของป้าเบิร์ด ท่อนที่ว่า”ฝนที่ตกอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้” แต่เอ…ฝนมันตกทางนี้ แล้วจะหนาวถึงคนทางโน้นมั๊ยนะ…อยากรู้จัง

ในที่สุด เราก็เดินถึงที่พักจนได้…แต่ไม่ใช่อ่างสลุงหรอกนะ …เราเลือกพักกันใกล้หน่อย เรียกว่า ดงน้อย ห่างจากอ่างสลุงราว 2 หมายิ้ม….เอ้ย เดินประมาณ 2 ชั่วโมง จุดนี้เราอยู่ที่ความสูงประมาณ 2,000 เมตรเข้าไปแล้ว ถึงที่พัก ฝนยังตกอยู่ แต่ซาลงไปมาก พวกเรารีบกระวีกระวาด ช่วยกันกางฟรายชีต กางเต้นท์ …อื้อฮือ …พอหยุดเดินเนี่ย มันหนาวจังเลยเน้อ

คืนนี้ เรามีเรื่องเล่ากันมากมาย ประสบการณ์ท่องเที่ยวพรั่งพรู เล่าสู่กันฟัง ไม่ว่าจะเป็นการเยือน 3 ประเทศอินโดจีน ของคุณจันทร์เคียว การท่องเที่ยววัยหนุ่มของพ่อพรานใหญ่ คุยกันไปไกลถึง “อัฟกานิสถาน” เส้นทางสายไหม ที่หลากหลายวัฒนธรรมต่าง ๆ บวกกับแดนกันชน ทำให้เป็นที่มาว่า ทำมั๊ย..ทำไม ..รัสเซียก็ดี สหรัฐก็ดี นี่ยังไม่รวมอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางที่มีภูมิประเทศติดกัน พยายามจะช่วงชิงกันเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์กัน  … คุยไปคุยมา แอบได้ยินเสียงชวนกลางวงสนทนามาว่า เราน่าจะจัดทริปไปอัฟกาสถานกันเนอะ …หรือหูฝาดหว่า แต่ที่จำแม่น ก็สาวจันทร์เคียวของเรา ล็อบบี้สมาชิกไป ”มาดากัสการ์” ใหญ่เลย


ข้างวงสนทนา อีกวงหนึ่งก็ตั้งหน้าตั้งตา ทำกับข้าวมื้อ ห-รู-ห-รา กลางป่าใหญ่ มีลูกมือเยอะจ้า นำทีมพ่อครัวใหญ่ ทั่น GTO กะลูกสมุน น้องระริก, น้ำต้น, ปลายฝัน และก็อิฉันเอง ช่วยกันตัด ช่วยกันหั่น ส่วนหน้าเตาก็มีหนุ่ม ๆ ช่วยกันชิม บวกกับทะเลาะกะอิฉันเรื่องความหวานเนี่ยแหล่ะ ก็อิฉันไม่ใช่คนอ่อนหวานนี่นา ก็เลยไม่ชอบกินหวาน เลยได้ความว่า หนุ่ม ๆ ทริปนี่ ล้วนอ่อนหวาน คือความหวานมันอ่อนไปหน่อย …ฮา

แล้วเมนูเย็นแรก ก็ออกมา โอว ว ว ว… คอหมูย่างกะน้ำจิ้มรสเด็ด , ผัดรวมผักใส่ไก่, แกงจืดพาสต้าใส่ไก่, ไข่เจียว, หมูทอดสูตรเด็ดของคุณGTO ปิดท้ายด้วย แกงไก่ เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ 2 หม้อสนาม เป็นดินเนอร์กลางแสงเทียน เคล้าเสียงฝนเปาะแปะ โอบล้อมด้วยไม้น้อยใหญ่ และสิ่งที่มองไม่เห็นอีกเยอะแยะแล้วแต่จินตนาการ …ก็มันมืดอ่ะ ใครเห็นอะไรก็ว่ากันไป แต่ไม่ต้องบอกอิฉันนะคะ….กลัวอ่ะ

กินกันไป คุยกันไป จนเข้านอน…ใครที่นอนไม่หลับ ก็คุยกันต่อจนดึกดื่น แกล้มด้วยเสียงหัวเราะ จนกลัวว่าใครต่อใครจะพาลลุกขึ้นมาบรรจงสะกิดด้วยมือฝรั่งสักป๊าบสองป๊าบ

เสาร์ที่ 22 มิ.ย.45
ตื่นเช้ามา พร้อมกับเสียงหนุ่ม ๆ คุยกัน ต้มน้ำต้มท่า…กาแฟของฉานอยู่ที่หน่ายยยยย คิดถึงจายจะขาด เช้านี้เราชาวทริปขอเป็นฝรั่งกะเค้าหน่อย มีกาแฟ ไข่ดาวเยอะซอสกะพริกไทย คลับบาโลน่าหมู อ้อ แซนวิชก็มี ให้เลือกปรุงกันเองสูตรใครสูตรมัน 


ดอยสามพี่น้อง
ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็เห็น

หลังอาหารเช้า เราก็เตรียมออกท่องป่าใหญ่ วันนี้เราจะขึ้นไปให้ถึงยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศเลย พวกเรา 14 ชีวิต พร้อมพี่แกละนำทาง พาเราตะลุยดงอ้อ ต้องตะลุยค่ะ เพราะทั่นเจ้าถิ่นเล่นขึ้นซะแน่นเชียว นี่ถ้าเป็นหน้าออกดอก สงสัยจะงามไปทั้งทุ่งทีเดียวเชียว ผ่านดงอ้อ รก ๆ มาได้ ก็เริ่มขึ้นเนิน ไม่วายเป็นทุ่งอ้ออีกนั่นแหล่ะ แต่ไม่รกเท่าไร มองไปทางไหน ก็เขียวชอุ่มไปเป็นทิว มองย้อนไปข้างหลังที่เราผ่านมา โอว ว ว ….ช่างเป็นทิวเขาที่สวยงามจับตา ขอเพียงฟ้าเปิดสักหน่อย เราจะเก็บรูปสวย ๆ ไปฝากเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้มาเที่ยว




และเหมือนฟ้ารู้ใจ ยอมเปิดหน้าให้เราได้ชักภาพกัน จะภาพเดี่ยว ภาพหมู่ ภาพวิว 


 
ดอกบัวทอง และเทียนเชียงดาว : ภาพโดย  GTO

ระหว่างทางยังได้เก็บภาพความงามของกล้วยไม้ดิน ดอกหญ้าหลากชนิด ที่แอบซ่อนโฉมอยู่ตามดงอ้อ แต่แหมกิ่งอ้อก็งามใช่ย่อย มีหยดน้ำเกาะพราวตามไรขน ใยแมงมุมที่มีหยดน้ำเกาะ งามอย่าบอกใครยามที่ต้องลำแสงอ่อนของดวงอาทิตย์ ….นี่แหล่ะหนา..ป่าหน้าฝน


ป่าข้างทางระหว่างทางไปอ่างสลุง

เราเดินปนหอบขึ้นเนินไปเรื่อย ๆ ผ่านช่วงป่าโปร่ง ป่ารก ป่าดิบสวยงามไม่แพ้ที่อื่น ต้นไม้เต็มไปด้วยมอส ไลเคน กระทั่งเฟิร์นก็ขอ อิงแอบตามลำต้น…ตั้งแต่เดินมา…ถึงจุดนี้ เราเจอเฟิร์นไม่ต่ำกว่า 6 ชนิดเข้าไปแล้ว ทะลุป่าช่วงนี้ เราก็ถึงจุดพักแรม อ่างสลุง เราพักกินข้าวเที่ยงกันตรงนี้แหล่ะ มื้อนี้ เรามีข้าวผัดกุนเชียง ใส่สารพัดผัก บวกด้วยหมูทอด สูตรเด็ด ฝีมือคุณ GTO ที่เราอุ่นเอามาด้วย ตบท้ายด้วยกาแฟร้อน ๆ


อีกมุมของดอยสามพี่น้อง

จากจุดนี้ เรามองเห็นยอดสูงสุดของดอยเชียงดาวอยู่ตรงหน้า แล้วเราจะไปให้ถึง….ว่าแล้ว ทั้งคณะก็เริ่มออกเดินทาง ผ่านความสวยงามของดอกไม้ใบหญ้ารายทาง ไม่ว่าจะเป็น ว่านขุนช้าง ที่อวดโฉมอยู่หลายกอ, บุกขาว, แล้วอีกสารพัด ที่เราไม่รู้จักชื่อ กระทั่งถึงยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว
ณ จุดนี้ เรามองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ลมเย็น ๆ โชยมา เราสูดหายใจเข้าเต็มปอด กะเอามาฝากใครต่อใคร
แต่เราก็มิอาจกลั้นหายใจไว้ได้นานขนาดนั้น ก็เอาเป็นว่า เราสูดอากาศบริสุทธิ์ แทนเพื่อน ๆ ที่ไม่มีโอกาสไปแล้วกัน




ยอดปิรามิดในสายหมอก

เราใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่บนยอดดอยเชียงราว ราว ๆ ชั่วโมงกว่า บ้างแอบนอนพัก บ้างนั่งทอดอารมณ์ บ้างวาดรูปสีน้ำสวย ๆ กะเอามาฝากเพื่อน พร้อมจิบน้ำคลายหนาวไปด้วย จะสุขใดไหนปาน ก็ตอนเนี่ย หมอกลงจัด ขนาดไม่เห็นยอดเขาไหนๆ เลย ลมก็แรง กลัวจะหอบเราไปด้วย โชคดี ที่ฐานมั่นคง


 

"ดวงตาสวรรค์" ที่ชำเลืองมองเรา 15 ชีวิต
ที่กำลังปีนป่ายขึ้นดอยหลวงเชียงดาว


   
 อีกมุมหนึ่งเมฆกำลังแปรอักษร เป็นรูปอะไรจินตนาการเอาเองนะจ๊ะ


เราใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่บนยอดดอยเชียงราว ราว ๆ ชั่วโมงกว่า บ้างแอบนอนพัก บ้างนั่งทอดอารมณ์ บ้างวาดรูปสีน้ำสวย ๆ กะเอามาฝากเพื่อน พร้อมจิบน้ำคลายหนาวไปด้วย จะสุขใดไหนปาน ก็ตอนเนี่ย หมอกลงจัด ขนาดไม่เห็นยอดเขาไหน ๆ เลย ลมก็แรง กลัวจะหอบเราไปด้วย โชคดี ที่ฐานมั่นคง ฮี่ ๆ ๆ ระหว่างทางลงเขามา เราเจอฝนกระหน่ำเล็กน้อย บวกทางลื่น ๆ ทำเอาเราตะครุบกบได้ 1 ตัว คนอื่นกี่ตัวมะรู้ แต่รวม ๆ กัน น่าจะได้ซุปกบ 1 ชาม ….. ฮา 

ถึงที่พัก เราก็เริ่มตั้งวง ...ทำกับข้าวกับปลาน่ะ จะได้ไม่มืด  มื้อค่ำนี้ เรามีผัดปลากระป๋อง สูตร GTO , ยำกุนเชียง (รสชาดขึ้นเหลา..ขอบอก), ผัดผักรวม, อ้อ…มีผัดพริกแกงถั่วฝักยาวใส่ไก่ แล้วก็ต้มยำปลากระป๋องด้วย บวกข้าวสวยร้อน ๆ 2 หม้อสนามเช่นเคย มื้อนี้ลำบากหน่อย กินไป รองน้ำฝนไป ดีเหมือนกัน จะได้มีน้ำล้างถ้วยชาม ทำความสะอาดโน่นนี่ แล้วยังมีน้ำสะอาดไว้บ้วนปากแปรงฟันอีก (ไปฤดูอื่นไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้นะ..จะบอกให้) 




วงสนทนาค่ำคืนนี้ ดูจะอบอุ่นเป็นพิเศษ ก็แต่ละทั่น เล่นคุยกันแต่เรื่องที่เรามองไม่เห็นตัวอ่ะ ที่เหลือให้
จินตนาการเอง วงก็เลยแคบลง แคบลง แล้วจู่ ๆ เสียงกรี๊ด ก็ดังขึ้น จะอะไรซะอีกล่ะ ก็น้องระริกอยากให้เอาเทียน ที่ตั้งไว้ข้างหลัง มาวางกลางวง โดยให้เหตุผลว่า กลัวมีใครมาตั้งวงข้างหลัง อ่ะ เท่านั้นแหล่ะได้ผล ทั้งกรี๊ด ทั้งขยับ…..ฮา


คืนนี้ คุยกันหลายเรื่อง หลากรส ทั้งขึ้นสูง ทั้งลงต่ำ ทั้งการบ้าน ทั้งการเมือง ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน ก็ตอนอากาศหนาว ๆ สุด ๆ อีกคืนหนึ่ง


อาทิตย์ที่ 23 มิ.ย. 2545  
วันนี้แล้วซี่นะ ที่เราจะกลับบ้านกัน อาหารเช้ามื้อนี้ ก็เลยระดมที่เหลือ ทำเท่าที่เราจะกินกันไหว ก่อนจะระดมช่วยกันเก็บข้าวของเครื่องใช้ จะแย่หน่อยก็ตรงที่ฝนตกเมื่อคืน ดินแฉะ พื้นเต้นท์เลยเปรอะ ต้องเสียเวลาเช็ดตอนเก็บ เพื่อจะได้ไม่ต้องทำความสะอาดมากตอนกลับถึงบ้านไง กราวน์ชีตด้วย เสร็จแล้ว เราก็ชักภาพเป็นที่ระลึก ก็เคลื่อนขบวนกลับ

เรามุ่งหน้ากลับทางเก่า ลงบ้านนาเลา เพราะตกลงกันแล้วว่า สถานภาพ และลักษณะอากาศไม่เอื้ออำนวยให้พวกเราลงตรงบ้านถ้ำ ซึ่งว่ากันว่า เป็นเส้นทางมหาโหด ครั้นจะไปลงทางเด่นหญ้าขัด ก็รู้มาว่า ตอนนี้รถโฟว์วีลก็เข้าไม่ได้ แล้วเป็นจุดที่อยู่ไกลออกไป เดี๋ยวเราจะกลับไม่ทันทำงานเช้าวันจันทร์ ก็เลยลงตัวที่นาเลา เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่ไปเพื่อพิชิตความยากลำบาก แต่ไปตามใจฝันตะหาก ขนาดทางสบายกว่าเพื่อน ยังไม่วายมีรอยลื่นให้คนที่เดินตามหลังเห็นอยู่เป็นระยะ…..มารู้ที่ร้านพี่แกละว่าน้อง error ของเราต้องสังเวยกางเกงให้ดอยหลวงไป 1 ตัว…ขาขาดซะสูงเชียว (เสียวอ่ะ)… ฮือ ๆ ๆ




ชายป่า ริมไร่ข้าวโพด ที่ชาวบ้านมาปลูกไว้
มองไปเห็นทิวเขาลิบ ๆ ที่เราลัดเลาะผ่านมา

ราว ๆ บ่ายโมง เราก็โผล่ออกมานอกป่า ขึ้นรถ 4WD ที่มารอรับ… พี่ลูกหาบอุตส่าห์ชวนดวด น้ำตาลเมา หมักจากข้าวโพด แหม…ใสเป็นตาตั๊กกะแตน ข้าผู้น้อยต้องจำใจปฏิเสธ ขืนดวดเข้าไปตอนนี้ มีหวังหัวทิ่มตอนลงจากรถแหง ๆ ก็แดดแจ้งจางปาง เม็ดข้าวก็ยังไม่ลงไปรองพื้นกระเพาะสักกะเม็ด 


 


ถึงร้านพี่แกละ(แปดริ้ว) ตอนบ่ายโมงเศษ  เลยมีเวลาเหลือไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ข่วงท่าแพ
ถึงทุ่มครึ่ง….ถนนคนเดินที่นี่ เป็นถนนคนเดินที่หลากหลายไปด้วยข้าวของพื้นเมือง สินค้าทำมือบ้าง รับมาขายบ้าง  สินค้าประเภทขายไอเดียก็แยะ อาร์ตติส ที่มานั่งรับวาดรูปเหมือนบ้าง รูปล้อเลียนบ้าง มีลูกค้าให้สะบัดพู่กันไม่ขาดสาย ศิลปินเด่นอีกคน เห็นจะเป็นหนุ่มไม่ใหญ่ ใจกล้า ยืนเป่าฟรุ๊ต เพลงสากลยุค 70’s อยู่กลางถนนได้เวลาเกือบ 2 ทุ่ม รถตู้คู่ใจ ก็เคลื่อนตัว มุ่งหน้ากลับกรุงเทพ ในสภาพที่พวกเราหลับไปตาม ๆ กัน ถึงกรุงเทพตี 4 กว่า ๆ

ราตรีนี้ช่างสั้นนัก โบกมืออำลาเพื่อนร่วมแบ่งปันความฝันของคนร้อน ๆ กลับไปนอนอีกสักตื่น ก่อนไปทำงานดีกว่า…


การเดินทาง :

นั่งรถทัวร์ "นิววิริยะทัวร์" กทม - ท่าตอน (ลงเชียงดาวหน้าโรงแรมเชียงดาว) เป็นรถ VIP นั่งสบายๆๆ ออกจาก
หมอชิต 2 ประมาณ 16.00 น.กว่า ๆ หรือจะขึ้นรถไปลงเชียงใหม่ แล้วนั่งรถอีกต่อ...ไปเชียงดาวระยะทาง 72 กิลเมตร ก็ได้

ติดต่อร้านพี่แกละแปดริ้ว หรือจะเป็นคนอื่นก็คงมี แต่บังเอิญ เรารู้จักพี่แกละ ซึ่งจะเป็นคนนำทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาว รวมทั้งติดต่อหาลูกหาบให้ อยู่ที่ว่าเราต้องการกี่คน อาหารการกินจะติดต่อพี่แกละจัดหาให้ หรือเราจะจัดหาเอง ก็ไม่ผิดกติกาค่ะ

พี่แกละคนนี้ไม่ธรรมดา เคยนำทางคนเด่น คนดัง+ดารา ขึ้นดอยหลวงมานักต่อนักแล้ว แองเจลีน่า โจลี ก็มาใช้บริการเหมือนกัน..ฮา...ดังไกลถึงฮอลลีวู๊ดเชียว

ก่อนเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องติดต่อแจ้งรายชื่อ ไปที่เขตฯ ล่วงหน้าสัก 15 วันก่อนนะคะ 

 

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net