วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่รู้ว่าหนังมันเกรียนเกิ้น หรือวัยผมมันแก่เกินเกรียนไปแล้ว


หนังรอบดึก 100 บาท (ยกเว้นวันจันทร์-อังคาร 80) ผมก็ จัดหนัก เกรียนฟิคชั่น สักดอก

ดูจบแล้ว อึนอึน บอกไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าหนังมันเกรียนเกิ้น หรือวัยผมมันแก่เกินเกรียนไปแล้ว

อย่างแรกที่รู้สึกก่อนเลยคือ เพลงเพราะ ดาราสวย บทดี พยายามหยอดคำคมเข้าไป แต่เหมือนมันจะไม่คมพอ ภาพก็มีแอบสวยบ้าง มีฉากสร้างสรรค์ อย่างการแสดงบนเวทีของพลอยดาว "สังข์ทอง" ตีความใหม่ มุมกล้องบนเวที ก็ถือเป็นความสร้างสรรค์ กลมกลืน เป็นมิติใหม่นะ ผมก็ชอบ

แต่เชื่อไหมครับ พอเอาทั้งหมดทั้งมวล ที่ว่าดี ๆ นั้นมาอยู่รวมกัน ผมว่ามันเหมือนเป็นก้อน ๆ แยก ๆ กัน ไม่ผสมผสานกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว มันไม่เนียน จนผมดูแล้วออกจะอึดอัดเล็กน้อยถึงปานกลาง มันไม่ค่อยผ่อนคลาย เท่าที่ควร

อย่างต่อมา หนังต้องการจะสื่ออะไร สารที่ผู้กำกับจะส่งมาหาผู้ชม คืออะไร 

ผมพยายามจับใจความแล้ว เผื่อจะจูนกันติด แต่ก็ไม่มีสัญญานตอดรัดจากหมายเลขที่ท่านเรียก

อย่างต่อ ๆ มา ที่ผมคิดคือ กลุ่มเป้าหมายของหนังคือใคร ใครจะเข้ามาดู

ถ้าเป็นเด็กวัยเกรียน ผมว่าเนื้อหาหนักไป จะเน้นความสัมพันธ์แบบเพื่อน ก็ดูเหมือนจะยังลาง ๆ ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

แต่ถ้าอยากให้ผู้ใหญ่เข้ามาดูว่าเด็กสมัยนี้มันเกรียนกันยังไง ผมว่าได้ในระดับนึง แต่ไม่ "ฟิน"

อีกอย่างที่ผมรู้สึกคือ หนังมันเป็นก้อน ๆ ที่หาความสัมพันธ์ประติดประต่อ เชื่อมกันไม่ได้

คือถ้าผมเปรียบไปกับ "รักแห่งสยาม" หนังมันเป็นก้อนเดียว มีพล็อตสวยงาม มีความคมคาย มีสารที่ต้องการสื่อชัดเจน

ทุกตัวละครในหนัง มีพัฒนาการไปในทิศทางเดียวกัน บทหนังก็ ปูแล้วเก็บ ปูแล้วเก็บ เนียน ๆ แม้ว่านักแสดงหน้าใหม่บางคน จะแสดงแข็งเป็นไม้แขวนเสื้อก็ตาม 

แต่ภาพรวมก็ทำให้ผม ดูแล้ว อยากดูอีก ดูแล้ว น้ำตารื้นในหลาย ๆ ฉาก มันกลมกล่อม มีรสอูมามิ ดูแล้วประทับใจ

แต่พอมาเกรียนฟิคชั่นแล้ว ผมว่ามันสะเปะสะปะมาก เริ่มตั้งแต่ ม 4 พลอยดาว กับบาดแผลลึกในใจ

ที่เหมือนหนังจะพยายามขมวดปมพอถึง ม 6 แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรที่มากไปกว่านั้น เหมือนพายุที่โหมกระหน่ำ พอขึ้นฝั่งก็สลายตัวไป

มาถึงตี๋ กับทิพย์ (พี่สาว) ที่อยู่ ๆ หนังก็มีบทจะหักเห ก็หักเหไปซ่ะงั้น ซึ่งจริง ๆ ตรงจุดความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ ผมว่าทำได้ดีมาก แต่เหมือนจะจับไม่มั่น คั้นไม่ตาย มันไม่คม และดูจะทื่อไปเสียด้วยซ้ำ

นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังอาจจะกลายเป็นโทษไปเล็ก ๆ อีกต่างหาก

เหมือนจะปูมาดี แต่พอจะเก็บ มันขาดความคม ซึ่งถ้าคมกว่านี้ คงเรียกน้ำตาจากผมได้ อย่างน้อยก็ตรงจุดนี้ แต่ก็ไม่พลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย

แล้วยังมีเพื่อน ๆ ในกลุ่มเกรียนอีก แดงต้อยอีก เสน่ห์อีก ทุกอย่างคือมันเหมือนมีของให้หยิบจับ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือเยอะแยะ แต่มันก็เข้าออกไม่ตรง จังหวะมันไม่เป้ะ มันก็เลยดูเหมือนทำให้พลาดจุดสำคัญไป

แล้วที่หนักไปกว่านั้นก็คือ การแสดงของเด็ก ๆ ในกลุ่มเกรียน ก็เล่นกันได้แข็งมาก ๆ ขาด inner กันเกือบจะทุกคน

สีหน้า แววตา มันจับอะไรไม่ค่อยได้ แม้กระทั่งตี๋ ซึ่งพอถึงจุดหักเหของตี๋ ผมยังงง ๆ เลยว่า อะไรเป็นแรงจูงใจ แล้วแรงจูงใจมันมากพอขนาดนั้นเลยหรือ???

อีกประเด็นหนึ่งคือ หลาย ๆ อย่างที่ปูมา ก็ไม่ได้ใช้อย่างน่าเสียดาย ไม่ได้ขยี้ทีละเม็ด ปล่อยมันผ่านไปได้อย่างไร

อย่างพลอยดาว ที่ปูมาดิบดี แต่พอจะขมวดปม ก็ปล่อยมันหลุดมือไปดื้อ ๆ อย่างน่าเสียดาย

ตัวละครอีกตัวที่ชื่อก้อยก็เหมือนกัน บทเหมือนจะปูมาดี แต่พอจะขมวดปม ก้อยก็หายจ้อย ไปเหมือนกัน

แดงต้อยก็เหมือนกัน ที่อยู่ ๆ บทของหล่อนก็หายไปเลยดื้อ ๆ ประหนึ่งถูกถอนชื่อออกจากหนังกลางอากาศ ก็มิปาน

และสุดท้ายจะไม่พูดก็คงจะไม่ได้ก็คือหน้าหนัง กับตัวหนัง หน้ากับตัว เหมือนจะไปคนละทาง 

การสื่อสารตรงจุดนี้ ยังไม่คมพอ ซึ่งน่าจะเป็นการบ้านของค่ายหนัง ว่าจะทำยังไง ให้คนดูไม่รู้สึกเหมือนถูกตีหัวเข้าบ้าน เพราะก่อนผมจะตัดสินใจมาดู ผมคาดหวังจากหนังตัวอย่างก็คือ จะได้ดูหนังเกรียน ๆ ดูการตัดต่อเกรียน ๆ แนวใหม่ แบบที่ตัดชับ ๆ ในตัวอย่างหนัง อย่างน้อย ผมคาดว่าน่าจะได้ดูอะไรประมาณ "สักซี้ด" แบบนั้น

แต่พอได้ดูตัวหนังจริง ๆ แล้ว กลับกลายเป็นหนังดราม่าไป และเป็นดราม่าที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไปไม่สุด แถมมีบางอารมณ์เหมือนจะตลก แต่มันก็ไม่คม พอจะทำให้ผมขำ

มุขตลกบางมุขในช่วง 10 นาทีแรก ผมว่าออกจะฝืด แต่พอข้ามจากช่วงนั้นไปแล้ว มันก็ลื่นไหล หรือผมปรับตัวได้ เริ่มคุ้นเคยกับมุขตลกแบบนี้ได้แล้ว ก็เลยหัวเราะออกมาได้อย่างคุ้นเคยมากขึ้น

ผมก็เลยมองข้าม shot ไปว่า หนังคงไม่ทำรายได้ถล่มทลายเป็นหลายร้อยล้าน แน่นอน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะซวย จังหวะไม่ได้ หรือเพราะคนไทยโดยสปอยด์ไปแล้ว ด้วยหนังรายได้ถล่มทลาย 500 ล้าน

คนไทยเกิดการรับรู้แบบใหม่ไปแล้ว และมันอาจจะเปลี่ยนแปลงรสนิยมการดูหนังของคนไทย ไปตลอดกาล ก็เป็นได้

แล้วก็เลยทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาจับจิตว่า อนาคตหนังไทย บทหนังที่ผู้ลงทุนอยากได้คือ จะบีบให้ทิศทางหนังไทย ไปในแนวนั้น แนวที่ทำรายได้ถล่มทลาย 500 ล้านแบบนั้น

ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ กว่าเค้าจะสร้างตัวละคร 4 ตัวนั้นขึ้นมาจนเป็นอาวุธทำลายล้างประสิทธิภาพสูง เค้าเพาะบ่มกับมันมาเป็นช่วงระยะเวลาหลายปีเหมือนกัน

อ่ะกล้อง 3 ตัดภาพกลับมาที่หนังเกรียนของเรากันต่อ ซึ่งผมดูจนจบแล้ว ผมก็ยังนั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงเก้าอี้ตัวที่ผมนั่งอยู่นานเกือบนาที รู้สึกตัวอีกที คนออกกันเกลี้ยงโรงแล้ว

ผมบอกไม่ได้จริง ๆ ว่าสารที่เค้าต้องการจะสื่อจริง ๆ แล้วคืออะไร หรือเค้าพยายามจะสื่อแล้ว แต่แรงมันยังไม่พอ

ซึ่งจุดหนึ่ง ที่ผมบอกตัวเองได้ก็คือ ผมชอบทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ ผมชอบก้อนละครเวที ผมชอบก้อนตั้งวงตลกก้อนนั้น 

ผมชอบความสัมพันธ์ของคู่ทิพย์กับตี๋ ผมชอบ concept upload หนังเกรียน ๆ เข้า youtube ผมชอบเพลงจากละครเวทีสโนไวท์ 

ผมชอบทุกอย่างเลย ผมชอบตอนที่มันอยู่แยก ๆ กันแบบนั้น ซึ่งพอรวมกันแล้ว เหมือนมันจะเป็นอะไรที่ก้อนใหญ่เกินกว่าที่สมองน้อย ๆ ของผมจะรับไหว

ถามว่าดูรอบแรกแล้ว จะให้ดูอีกรอบหนึ่ง ไหวไหม???

ผมว่า ผมขอบายดีกว่า นอกเสียจากว่าว่าง...ง เสียมาก ๆ นั่นแหละ อาจจะคิดดูก่อนสัก 3 วิ. 

เพื่อตัดสินใจว่า จะดูอีกรอบดีหรือไม่???

ลป. (ลืมไป) พี่ "วนัส" ในหนัง "โกโบเดช" (ของผม) ก็ยังอุตส่าห์ตามมาหลอกหลอนผมต่อในเรื่องนี้อีกแน่ะ ผมรู้สึกไม่ค่อยดีกับตอนดู "โกโบเดช" แล้ว พอเจอ พี่ "วนัส" แม้จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น พี่ "เขต" แล้ว แต่มันก็มีแววต่อต้านในใจผมยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน (มันเป็นเหตุผลส่วนตัว) จนผมแอบรู้สึกว่า เฮ้ย อะไรมันจะเป็นตัวประกอบที่ฮอตอะไรมากมายเสียขนาดที่มีหนังฉายต่อกัน 2 เรื่องซ้อน ตามมาหลอกหลอนผมชนิด 2 เรื่องติด back to back กันเลย.

โดย LonelyHenry

 

กลับไปที่ www.oknation.net