วันที่ เสาร์ เมษายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เช็งเม้งปี ๒๕๕๖ นี้..ฉันทำอะไรได้บ้าง


เช็งเม้งปี ๒๕๕๖ นี้..ฉันทำอะไรได้บ้าง

 

                คำว่า ..เช็งเม้ง, เชงเม้ง (ตามสำเนียงแต้จิ๋ว)หรือ "เฉ่งเบ๋ง" (ในสำเนียงฮกเกี้ยน) "เช็ง"หรือ"เฉ่ง" หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ "เม้ง"หรือ"เบ๋ง" หมายถึง สว่าง รวมแล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส รื่นรมย์

               เช็งเม้งในประเทศจีน เริ่มต้นประมาณวันที่ 4-5 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 19-20 เมษายน เป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะคลายความหนาวเย็น เริ่มเข้าสู่ความอบอุ่น มีฝนตกปรอย ๆ มีบรรยากาศสดชื่น ท้องฟ้าใสสว่าง (เป็นที่มาของชื่อ เช็งเม้ง)

               สำหรับในประเทศไทยเทศกาลเช็งเม้ง ถือวันที่ 5 เมษายนของทุกปีเป็นหลัก แล้วนับวันก่อนถึง 3 วัน และเลยไปอีก 3 วัน รวมเป็น 7 วัน (2 - 8 เมษายน) แต่ในปัจจุบันเนื่องจากมีปัญหาการจราจรคับคั่ง เลยขยายช่วงเวลาเทศกาลให้เร็วขึ้นอีก 3 สัปดาห์ (ประมาณ 15 มีนาคม - 8 เมษายน) แต่ในภาคใต้บางพื้นที่ เช่น จังหวัดตรังจะจัดเร็วกว่าที่อื่น 1 วัน ประมาณวันที่ 4 เมษายนของทุกปี

               เช็งเม้งเป็นประเพณีที่สำคัญมากที่สุดของชาวจีนและคนไทยเชื้อสายจีน คือ การไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน หรือ ฮวงซุ้ย(แต้จิ๋ว) แต่คนฮกเกี้ยนเรียกว่า บ่องป้าย เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยมีอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อ ที่เน้นเรื่องความกตัญญูเป็นสำคัญ

 (ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

               สำหรับฉัน...ตั้งแต่เกิดพอจำความได้ ก็จำได้ว่า..ทุกปีคุณแม่ซึ่งมีเชื้อสายจีนจะพาพวกเราลูกๆ ไปเฉ่งเบ๋งพร้อมกับญาติพี่น้องฝ่ายแม่มากมาย ที่บ้านยาย หรือ “พ้อ” เพื่อเฉ่งเบ๋งอุทิศให้ตาหรือ “ก๋ง” และพี่น้องของก๋งที่เสียชีวิตไปนานก่อนที่ฉันจะเกิด ฮวงซุ้ยของ “ก๋ง” จะอยู่ที่บ้านของพ้อซึ่งอยู่ในสวนที่ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ใหญ่ พวกเราจะไปเฉ่งเบ๋งกับคุณแม่ทุกปี โดยมี “น้าจิน” น้าซึ่งอยู่กับพ้อเป็นโต้โผใหญ่จัดการเรื่องทำอาหารและเครื่องเซ่นไหว้ ...จนกระทั่งพ้อเสียชีวิตลง และต่อมาคุณแม่และคุณพ่อของฉันก็เสียชีวิตลง..พวกเราลูกๆ จึงเฉ่งเบ๋งให้กับ “อาก๋งและพ้อ” และ “คุณแม่คุณพ่อ” ในเวลาต่อมา..

               ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง...ความไม่เที่ยงเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน..ทั่วทุกตัวคน

               ในปี ๒๕๕๖ นี้ ..ฉันและน้องๆ กำหนดวันเฉ่งเบ๋งให้คุณแม่และคุณพ่อในวันที่ ๗ เมษายน และน้าๆ ก็กำหนดเฉ่งเบ๋งให้ “พ้อและก๋ง” ในวันที่ ๗ เมษายน ตรงกันด้วย (ปกติวันเฉ่งเบ๋งของก๋งและพ้อจะยึดเอาวันที่ ๖ เมษายาน ทุกปี เพราะเป็นวันหยุด ลูกหลานจะได้สะดวก)

               การนำอาหารมาเซ่นไหว้รำลึกถึงบรรพบุรุษในวันเฉ่งเบ๋ง มิเพียงแสดงถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ หากยังแสดงถึงความรักความสามัคคีในระหว่างบรรดาพี่น้องและญาติๆ อีกด้วย เพราะทุกคนได้พร้อมใจกันสละเวลามา ลูกหลานบางคนมาจากที่ไกลๆ ต่างคนต่างสละเวลาทำอาหารหรือจะซื้อหาอาหารมาตามแต่จะสะดวก พร้อมเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ มาโดยพร้อมเพรียงกัน..และมาเจอกันที่ฮวงซุ้ยปีละครั้ง ..เพื่อเฉ่งเบ๋งด้วยกันในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น..แจ่มใส รื่นรมย์..ดังความหมายในวรรคแรก..ทว่า..ที่หลุมฝังศพของคนที่เรารัก..เพราะเราเกิดกายมาจากความรักของบรรพบุรุษของเรานั่นเอง

               ปีนี้..ฉันตื่นตั้งแต่ตี ๔.๓๐..เสียงนกตบยุงยังร้องดังมาจากราวป่าหน้าบ้าน (นกตบยุงที่บ้านจะร้องสองรอบ รอบหัวค่ำราวห้าทุ่ม และรอบหัวรุ่งราวๆ ตีสี่) น้องก้อยก็ตื่นแล้วเช่นกัน น้องก้อยจัดแจงของและอาหารที่จะไปเฉ่งเบ๋งให้คุณพ่อและคุณแม่ที่วัดไทรงาม..น้องก้อยแกงส้มปลาไว้ตั้งแต่หัวค่ำแล้ว หัวรุ่งจึงทำอาหารเพิ่มอีกเล็กน้อย ได้แก่ ไก่ผัดขิง ผัดผัก ผัดหมี่ และออกไปซื้อขนมสดที่ตลาด

               ส่วนฉัน..ทำอะไรได้มั่ง..นั่นสิ  “ฉันทำอะไรได้มั่ง”

               ฉันรับจะเป็นคนทอดปลาและทำน้ำชุบมะม่วง (น้ำพริกมะม่วง) ..ฉันจึงเดินไปเก็บมะม่วงที่หลังบ้านซึ่งเป็นพวงห้อยระย้าลงมาพอดีกับมือเก็บ ได้มา ๓ ลูก ปอกและสับๆ หั่นพริกขี้หนูที่น้องก้อยปลูกไว้ หอม กะปิ กุ้งแห้ง มารวมกันแล้วขยำๆ เป็นอันเสร็จ แล้วก็ทอดปลาทู จะไปยากอะไร ใส่เกลือคลุกปลาหน่อยๆ แล้วโยนลงกระทะที่น้ำมันร้อนๆ ใส่เกลือไม่ให้ติดกระทะสักเล็กน้อย แค่นี้ก็เสร็จ เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าพอดี...มีเวลาเหลือเฟือ..กว่าเราจะไปเฉ่งเบ๋งคุณแม่และคุณพ่อที่วัดไทรงาม..นัดกันราวแปดโมงครึ่ง

พริกน้องปลูกเอง

ตำกุ้งแห้งสักหน่อย..ล้างให้สะอาดเสียก่อนนะจ๊ะ

มะม่วงซอยเส้นเล็กๆ..หอมซอย

กะปิ..บ้านนี้นิยมกะปิสุก.. ทำให้สุกก่อนด้วยการปิ้ง หรือทอดก็ได้

น้ำตาลนิด..เกลือหน่อยเดียว เผื่อกะปิเค็มแล้ว ค่อยชิมเอา

เสร็จแล้ว ชิมได้เลยค่ะ

อาหารที่ฉันรับทำ..ปลาทอด น้ำพริก..เสร็จเรียบร้อย พร้อมที่จะเอาไปวัด

น้องก้อยผัดผักบุ้งเพิ่มใส่ปิ่นโต

แกงส้มปลากะพงและมะเขือ น้องก้อยแกงเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อคืน..เช้านี้เพียงแต่อุ่นก็ใช้ได้

ผลไม้อีกตะกร้า

               ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ..จึงขับรถไปที่บ้าน “น้าจิน” หรือบ้านที่พ้อเคยอยู่เดิม ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเราไปราวสองกิโลเมตรเพื่อจะไปช่วยน้าจินเผือ “จะทำอะไรได้มั่ง”สำหรับเฉ่งเบ๋งพ้อและก๋งที่ฮวงซุ้ยในสวนบ้าน "น้าจิน" นั่น

เมื่อฉันไปถึง น้าจินกำลังปอกมะพร้าวอยู่ ฉันถามน้าจินว่า

               “มีไอ้ไหรให้ฉานช่วยทำมั่งม่ายคะ”

               “ช่วยขูดพร้าวตะ เหลือแต่ทำผักเหมียงต้มกะทิ กับผัดหมี่เหลือง” น้าจินบอก

               “แกงส้ม แกงเก๋ายุก เสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อคืน เข้าไปแลตะ อยู่ในครัว” น้าจินบอกพลางผ่ามะพร้าววางให้ฉัน และเดินไปเอากระทะมาเตรียมผัดหมี่เหลือง ฉันเข้าไปดูในครัวเห็นหมูเก๋ายุกหม้อใหญ่กับแกงส้มหม้อยักษ์..โอ้..ว้าว..น่ากินมาก

เกายุก..ใส่หัวบอนหอมทอด (เผือกหอม) เห็ดหอม เต้าหู้ หมู มีที่เมืองตรังที่เดียวเท่านั้น..ขอบอก..

เตาแก็สก็มี..แต่ต้มน้ำร้อนชงน้ำชาเยอะๆ..ใช้เตาไม้ฟืนอังโล่ดีกว่า..ไม่เปลือง..หม้อทรงสวยใบนี้อายุเกินกว่าครึ่งร้อย

ไม้ฟืน..ไม่ได้ไปตัดไม้ทำลายป่าที่ไหน..ก็เอากิ่งไม้ยางพาราที่หล่นๆ เก็บมาเลื่อยทำฟืนเก็บไว้ใช้

ฉันขูดมะพร้าวสองลูกเสร็จในเวลาไม่ช้า นี่ถ้าหากได้ครูชบาตานีมาช่วยขูด..ก้อจะดีมากเลย

 

 

การขูดมะพร้าวเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่มือซ้ายทำหน้าที่กด ส่วนมือขวาทำหน้าที่หมุนกะลาในเวลาเดียวกันและต้องขูดจากขอบนอกไปหาด้านใน

จะได้มะพร้าวขูดที่เนียนๆ แบบนี้ หากทำขนมอย่าขูดให้ถึงเปลือกกะลาดำๆ แต่ใส่แกงไม่เป็นไร..

แค่เห็นในกระทะก็น้ำลายไหลแล้ว..ฝีมือผัดหมี่เหลือง ของ "น้าจิน" ไม่เชื่ออย่าลบหลู่..ชิมก่อนได้

เมื่อช่วยขูดมะพร้าวเสร็จแล้ว ฉันเดินออกจากบ้านน้าจิน...ไปที่ฮวงซุ้ยคนเดียว...

               ณ ฮวงซุ้ย...ยามแปดโมงกว่าๆ ..ยังไม่มีใครมา เพราะยังเช้าอยู่ ที่ฮวงซุ้ยมีร่องรอยของการทาสีใหม่ (จะำมีการทาสีใหม่ทุกปี) ในอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า..ที่ฮวงซุ้ยแห่งนี้ก็จะถูกประดับประดับให้สวยงามและมีลูกหลานมาชุมนุมมากมาย ต่างนำอาหารมาเซ่นไหว้พร้อมกัน..ฉันหยิบไม้กวาดที่วางอยู่ แล้วกวาดใบไม้เศษขยะที่บริเวณฮวงซุ้ยให้สะอาด วันนี้ฉันมาถึงฮวงซุ้ยก่อนใครๆ..ฉันมาเพื่อจะบอกใครที่นอนอยู่ภายใต้ฮวงซุ้ยนั้น ฉันคุกเข่าแล้วพนมมือแล้วบอกว่า

               “โก้เห้ง..คะ หลานมาขออนุญาต นำเรื่องผี “สวนใหม่ทางคุณชี” ที่โก้เห้งเขียนไว้ ไปลงในบล็อกนะคะ”

ฉันขนลุกซู่เย็นวูบทั้งตัวสักครู่ ทั้งๆ ที่อากาศไม่หนาว ลมเงียบนิ่งสนิท..ฉันมองไปที่ป้ายชื่อที่ฮวงซุ้ย เขียนไว้ว่า

               นายสุวัฒน์ ถัทธพร ชาตะ ๓ กรกฎาคม ๒๔๘๙ มรณะ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๓...

               นายสุวัฒน์ฯ หรือ “โก้เห้ง” เป็นน้าชายแท้ๆ ที่ฉันรักและนับถือมากคนหนึ่ง โก้เห้งจากไปก่อนเวลาอันควรหลายปีแล้วในวัยหนุ่ม หาก “โก้เห้ง” ยังอยู่ คงมีเรื่องที่เขียนและแปลอีกหลายเรื่อง เพราะโกเห้งเป็นนักเขียนและนักแปล (เพื่อนๆ จะได้อ่านเรื่องผีที่โก้เห้งเขียนในเอ็นทรีต่อไปค่ะ)

               แปดโมงครึ่งแล้ว...ฉันต้องรีบกลับไปที่บ้านก่อน..เพราะได้เวลาที่นัดน้องๆ หลานๆ นำอาหารไปที่วัดไทรงามเพื่อประกอบพิธีเฉ่งเบ๋งให้คุณแม่คุณพ่อและนำปิ่นโตอาหารไปทำบุญถวายพระแล้ว..เสร็จแล้วจะกลับมาเฉ่งเบ๋งที่ฮวงซุ้ยพ้อ...

 

อาหารที่นำมาเฉ่งเบ๋ง..เมื่อท่านจากพวกเราไปแล้ว ทำอาหารมาให้ทาน..ก็ไม่เหมือนยามมีชีวิตอยู่

จุดธูปอัญเชิญ..ไหว้..รำลึกถึง

เชิญบอกให้ดวงวิญญาณรับประทาน.เรียกว่า.."เคน" หรือ ประเคนอาหาร เมื่อนึกถึงพ่อแม่ขึ้นมานำอาหารที่ท่านชอบมาให้..เศร้านัก..

วางไว้สักพักใหญ่ๆ ก่อนจะจุดกระดาษเผาเสื้อผ้า เงิน เครื่องใช้และรินน้ำชา ..ปิดท้ายด้วยการจุดปะทัด

 

หลานอีกคน..เพิ่งมาถึง..ไปเฉ่งเบ๋งฝ่ายทางสามีก่อนที่ห้วยยอด...รีบบึ่งรถมาให้ทัน..นำข้าวหมูแดงมาเฉ่งเบ๋งให้ทาน

--------------------------------------------

จากนั้น..ไปยังฮวงซุ้ยของพ้อและก๋ง..ที่บ้านน้าจินในสวน ขณะนี้มีลูกหลานมาเต็มไปหมดแล้ว

จุดธูป ๑๘ ดอก

 

เริ่มจากไหว้เทวดาก่อน ตามด้วยเจ้าที่

ไหว้ อาก๋ง ..อาพ้อ และญาติที่ล่วงลับ

ภาพนี้..คุณแม่ยิ้น เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๒..มาเฉ่งเบ๋ง และคุณแม่...จากไปในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒

ที่ป้าย..นายสุวัฒน์ ถัทธพร..หรือ "โก้เห้ง" 

ปีนี้..ฉันมาไหว้น้าสุวัฒน์ฯ และมาขออนุญาตนำเรื่องผีที่น้าเขียน..ไปลงบล็อกด้วย

ไหว้เสร็จ ประเคนน้ำชา เหล้า..และเตรียมเผากระดาษ ส่งเงินทอง ของใช้ให้.. ตายาย

เผากระดาษส่งเงินทอง..เวลาใกล้เที่ยงพอดี..และสุดท้ายจุดประทัดส่งตายาย อย่าลืมทำอาหารใส่กล่องให้สำหรับตายายไว้กินกลางทางด้วย

จากนั้น..เป็นการรับประทานอาหารเที่ยงพร้อมๆ กัน แบบบุปเฟ่ต์ ..แกงทุกหม้อ เอามาเรียงกัน

น้องเล็ก ขับรถมาจากภูเก็ตตอนหัวรุ่ง..ขอกินหมี่เหลืองผัดก่อนสิ่งอื่น

ผม "ปู"..มาจากสระบุรี เฉ่งเบ๋งเสร็จประเดี๋ยว ขับรถกลับ..ครับ

เดินเวียนตักแล้ว ตักอีกกี่รอบก็ได้..อร่อยทุกอย่างนิ

ผมมาจากกรุงเทพฯ (เสื้อสีม่วง) แกงส้มปลากับหมูย่าง..หรอยแรง..นั่งข้างคนสับหมูย่างนี่แหละ

วงนี้..ก็หรอย

วงหนุ่มๆ ยกทั้งหม้อแกงอะไรนั่น

แกงส้ม และเก๋ายุก..เหลือค่อนหม้อ..แล้ว..ต้มกะทิผักเหมียงก็ใกล้หมด..เอ้า เหลือเท่าไหร่ใส่ถุงเอากลับบ้านด้วย

วงนี้..สุดยอด..กินช้าที่สุด..เพราะนั่งใกล้หมูย่าง ..

เมื่อรับประทานเสร็จ..ต่างก็ช่วยกันเก็บ ล้าง กวาด ทำความสะอาดจนเสร็จจึงแยกย้ายกันกลับด้วยรอยยิ้ม ดีใจและมาเจอกันใหม่ปีหน้า

ที่..ฮวงซุ้ย..ปราศจากสิ่งของใด..เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกเหนือร่างที่นอนสงบอยู่ภายใต้เนินดินนั้น ท่านคงยิ้มดีใจ ปลื้มใจที่เห็นลูกหลานรักใคร่สามัคคีมาเฉ่งเบ๋งพร้อมหน้ากัน

เสร็จแล้ว..พวกเราไปไหนกันต่อคะ..ป้าเจ้าหญิง..น้องแบ็งค์กำลังโทรจองตั๋วหนัง 5 ใบ

และแล้วพวกเราห้าคน..ก็ไปนอน "เหิด"คอ ดูหนังรอบสองทุ่ม.."พี่มาก..พระโขนง"..เพราะคนแน่นมากทุกที่นั่ง..เรานั่งแถวที่ ๓ นับจากหน้าจอ..แต่ก็หัวเราะกรามแข็งตลอดเรื่อง ฮาๆๆ

หนังเลิกตอนสี่ทุ่ม พวกเราพากันไปกินโรตีหน้าวิกเหลิมตรังกับโอวัลตินเย็น ก่อนกลับบ้านคืนนั้น...

เป็นอันว่า..วันเฉ่งเบ๋งปีนี้..ฉันได้ทำทุกสิ่งเสร็จสมบูรณ์ สนุกสนาน..มีความสุข..และก่อนนอนหลับตอนห้าทุ่ม..ฉันได้ยินเสียงนกตบยุงร้องมาจากราวป่าหน้าบ้าน..ฉันยิ้มหลับตา..หวังว่าเจ้านกตบยุงจะร้องให้ฟังไปนานๆ ..ก็เพราะฉันคือ เจ้าหญิงนกตบยุงนี่นา...

 

 

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net