วันที่ จันทร์ เมษายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลมหายใจสุดท้าย...อาจเกิดขึ้นได้เสมอ



  

ลมหายใจสุดท้าย...อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

.

.

.

วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖ เป็นอีกวันหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อชีวิตผู้เขียนเป็นอย่างมาก

ผู้เขียน “หมดสติไปชั่วขณะ” หลับนานจนคนรอบข้างตกใจ  ด้วยเกรงว่าจะไม่ตื่นกลับมาอีก

เมื่อผู้เขียนตื่นขึ้นมาพบว่า ทุกคนมีสีหน้าตกใจ ทุกคำพูด ทุกแววตา สัมผัสได้ถึงความห่วงใย  

รู้สึกมากมายเหลือเกิน...กับเหตุการณ์ในครั้งนี้

ขอขอบคุณทุกความห่วงใย ขอบคุณทุกคนค่ะ

 .

.

.

รุ่งขึ้นของอีกวัน ตื่นนอนตอนแปดโมงเช้า

คืนที่ผ่านมา ร่างกายได้พัก ได้หลับสนิทไปหลายชั่วโมง รู้สึกดีขึ้นมาก

นั่งคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา "อาการหมดสติชั่วขณะ" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับเรา

คิดต่อไปว่า หากในวันนั้นเราไม่ได้กลับมา คนที่อยู่รอบข้างจะเป็นอย่างไร

ยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ค้างคา มีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ มีอีกหลายอย่างที่ยังทำไม่เสร็จ

มีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้เอ่ย “คำขอโทษ” ในสิ่งที่เคยพลั้งพลาดต่อกัน

.

.

.

ตามที่บอก...นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

แต่ทุกครั้งที่เกิดจะทำใจไว้เสมอว่า “ลมหายใจสุดท้าย...อาจเกิดขึ้นได้เสมอ”

ไม่อยากไปถึง “ลมหายใจสุดท้าย โดยที่ยังมีหลายสิ่งค้างคาอยู่ในใจ 

ฉะนั้น ต่อแต่นี้ไปจะใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง ทำทุกสิ่งให้เต็มที่  ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด

ขออภัยทุกคนที่เราเคยพลั้งพลาด “คิด พูด ทำ” ในสิ่งใดๆ ก็ตามที่ก่อเกิดความขุ่นเคือง ขัดข้องหมองใจ

และจะพยายามระมัดระวังไม่ทำสิ่งเหล่านั้นอีก

หาก “ลมหายใจสุดท้าย” มาถึง เราจะได้สัมผัสด้วยความสุขใจและไม่มีสิ่งใดค้างคา

จะมีแต่ “ความรัก ความปรารถนาดี ความผูกพัน” ที่มีต่อกัน

จะมีแต่ “ความทรงจำที่ดี” เท่านั้นที่จะนำติดตัวไป

.

.

.

หากทว่า...วันนั้นยังมาไม่ถึง

เราก็จะได้ใช้ชีวิตต่อไปด้วยความไม่ประมาท

และเราก็จะยังคง “มีความสุขทุกๆ วัน”

.

.

.

เอ...วันนี้มาแปลก !!!

 

เรื่องมีว่า

เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนผู้เขียนบริจาคโลหิตแล้ว “หมดสติไปชั่วขณะ

แต่...ต้องบอกก่อนค่ะว่า การบริจาคโลหิตนั้นไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใดเลย

เพียงแต่สภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคนต่างกัน

ผู้เขียนเองก็เพิ่งรู้ชัดเจนในเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าตัวเองมีความแตกต่างจากคนอื่น

บางครั้ง "เราอยากทำให้ได้เหมือนคนอื่นเขา"

แต่บางอย่างเราทำไม่ได้  "ใจรักแต่หุ่นไม่ให้" ก็ต้องยอมรับสภาพ 

.

.

.

อาการเป็นลมหมดสติครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก...แล้วทำไมยังปล่อยให้เกิดขึ้น ?

ก็เพราะ "ไม่รู้" ไม่รู้ว่ามันอันตรายอย่างไร รู้แค่ว่าเรา "หลับ" ไปแต่ไม่รู้ว่าระหว่างเราหลับเกิดอะไรขึ้นบ้าง   

พอ "ตื่น" ขึ้นมาเรารู้สึกปกติ ก็คิดว่าแค่เป็นลมธรรมดา จึงไม่เคยคิดจะหาคำตอบอะไร

และนี่แหละคือ "ความประมาท" ต่อการใช้ชีวิต

.

.

.

ในครั้งนี้ผู้เขียนสามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ได้ต่อเนื่อง รวมทั้งคำบอกเล่าจากคนรอบข้างทำให้ชัดเจนขึ้น

จึงอยากเล่าให้ทุกท่านฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านบ้าง

.

.

.

ผู้เขียนทราบล่วงหน้าว่าวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖

ที่ทำงานได้จัดให้มีการ “บริจาคโลหิต”

จึงเตรียมตัวเตรียมใจเป็นอย่างดี

ด้วยเพราะครั้งแรกของการบริจาคก็เคยเป็นลมหมดสติเหมือนครั้งนี้

ส่วนครั้งอื่นๆ เป็นบ้างประปราย เล็กๆ น้อยๆ แค่พอมึนๆ

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๗ จึงเตรียมร่างกายให้พร้อมออกกำลังกายทุกวัน

หลับสนิททุกคืน คิดว่าถ้าเราผ่านไปได้ด้วยดี ก็จะได้มีครั้งที่ ๘ และครั้งต่อไปได้อีก

.

.

.

ทำไมจึงอยากบริจาคโลหิตหรือคะ?

ตอนอายุ ๑๔-๑๕ พ่อเข้าโรงพยาบาล

ต้องการเลือด ผู้เขียนเป็นคนขี้กลัวจึงไม่กล้าได้แต่พาเพื่อนไปบริจาคแทน

โอ...เราเป็นลูกแต่อาการกลัวมีมากกว่าจึงไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ ซึ่งสิ่งนั้นก็ติดอยู่ในใจ

ได้แต่คิดว่าถ้า “ความกลัว” หายไป เราก็น่าจะทำได้เหมือนคนอื่น จึงได้แต่รอจังหวะและโอกาส

ต่อมาประมาณปี ๒๕๔๙ ที่ทำงานได้จัดให้มีการบริจาคโลหิต

เห็นว่าสะดวก อยากเอาชนะความกลัว ที่สำคัญ คือ อยากทำบุญ

จึงลงชื่อแจ้งความประสงค์ทันทีที่มีการสอบถาม

พอถึงวันบริจาคซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิต


“พุทโธ ธัมโม สังโฆ”

ก่อนขึ้นเตียง แล้วก็ทำได้ค่ะ เลือดไหลไปได้ถึง ๓๕๐ ซีซี

คุณพยาบาลถอดเข็มเรียบร้อย ยังไม่ทันนอนพัก อาการออก

ฟังตามคำบอกเล่า  ผู้เขียนเป็นลมหมดสติไป ช่วยกันเรียกอยู่นานกว่าจะฟื้นกลับมา

ซึ่งพอฟื้นมาร่างกายก็เป็นปกติ  จึงไม่ได้ไปพบแพทย์หรือตรวจร่างกายเพิ่มแต่อย่างใด

ผลการตรวจร่างกายประจำปีเป็นปกติทุกอย่าง แข็งแรงดีทุกประการ 

คิดว่าคงจะเป็นเพราะอาการกลัวเลือดกระมัง จึงทำแค่เพียงงดการบริจาคไปหนึ่งปี 

.

.

.

จากนั้นก็พยายามดูแลร่างกายและจิตใจให้พร้อมกว่าเดิม ก็ดีขึ้นนะคะผ่านมาได้ถึงครั้งที่ ๖

แม้จะทุลักทุเลไปบ้างแต่ก็ผ่าน

ทำให้มั่นใจมากขึ้นว่า  ร่างกายไม่ได้มีปัญหาอะไร และเราทำได้  



บวกกับก่อนหน้านั้น

ญาติผู้ซึ่งมีเลือดกรุ๊ปพิเศษ A- ป่วยค่ะ แล้วต้องการเลือด

ผู้เขียนเป็นผู้ประสานงานติดต่อขอรับบริจาคเลือดไปหลายที่แต่ไม่มีเลย

จนกระทั่งมีคนรู้จักมาช่วยเหลือ ทำให้เข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยที่ต้องการเลือด

จึงตั้งใจว่าจะบริจาคทุกครั้งหากมีโอกาส

.

.

.

มาถึงการบริจาคครั้งที่ ๗  นี้

พอกรอกข้อมูลเสร็จเรียบร้อย วัดความดัน ตรวจความเข้มข้นของเลือด

ได้ค่าความเข้มข้นอยู่ที่ ๑๓.๓ ผลดีกว่าครั้งก่อนๆ อีกด้วย เข้าพบคุณหมอเรียบร้อย ทุกอย่างพร้อมค่ะ

นั่งรอหน้าห้องประชุมซึ่งถูกจัดให้เป็นห้องบริจาคโลหิต ได้ยินเสียงน้องเรียก “ข้างขวา” ว่าง ๑ เตียงค่ะ

ผู้เขียนลุกขึ้นเดินเข้าไปอย่างมั่นใจ ขึ้นนอนบนเตียง มองไปเตียงหน้า เตียงซ้าย เตียงขวา

อุ่นใจเพราะน้องๆ ในแผนกนอนข้างๆ ทั้งนั้นเลย

อุ่นใจมากยิ่งขึ้นมีน้องพยาบาลของบริษัทมายืนดูแลอยู่ข้างเตียง

ตามคำบอกของน้องในแผนกที่นอนอยู่เตียงข้างๆ “ให้ช่วยดูแลเป็นพิเศษ”

หลังจากคุณพยาบาลของทีมบริจาคโลหิตได้แทงเข็มลงไปแล้ว

เลือดก็เริ่มไหลลงถุง รู้สึกได้ว่าเลือดไหลแรงกว่าทุกครั้ง

ผู้เขียนได้นอนสวดมนต์และแผ่เมตตาตามบทสวดที่คุณพยาบาลแจกให้จนจบ

แต่กระบวนการยังไม่เสร็จ สวดบทพาหุงฯ ต่อ กำลังขึ้น...นาฬาคิริง...คุณพยาบาลเดินมาดูที่เข็ม

แล้วพูดว่า “ทำไมเลือดหยุดไหล” เพิ่งจะถึง ๓๐๐ ซีซีเอง ยังขาดอีก ๕๐ ซีซี

เอาล่ะซี...เริ่มกังวลล่ะสั่งตัวเองว่า "อย่าเป็นไรนะ...อีกนิดจะเสร็จแล้ว"

 แต่ว่าเริ่มอึดอัดและเริ่มฟุ่งซ่านแล้วล่ะซี... “จะรอดมั๊ยเนี่ย...ทำไมไม่ไหลให้ครบ ๓๕๐ ซีซีก่อนเนี่ย”

หันไปบอก “น้องคะพี่รู้สึกเจ็บค่ะท่าจะไม่ไหวแล้ว” น้องรีบบอกคุณพยาบาลทันที

จากพยาบาลหนึ่งคนเพิ่มเป็นสองคน ตื่นเต้นแล้วล่ะทีนี้

และคำพูดสุดท้าย “น้องคะขอแอมโมเนียพี่ด่วนเลย พี่จะเป็นลมแล้วค่ะ”

เริ่มจากตาพร่าแล้วทุกอย่างก็ดับไปเหมือนสวิทซ์ไฟโดนปิด.........................z z z z

จนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกที

เกิดอะไรขึ้นนี่ ทำไมเรามานอนตรงนี้ ทำไมคนเต็มไปหมด

ทั้งคุณหมอทั้งคุณพยาบาลมาอยู่กันเต็มเลย ได้ยินเสียงเรียกให้ตื่น

"พี่...คะ...ตื่น ๆ ๆ " ขอบคุณ "เสียงเรียก" จากน้องๆ นะคะ

 

สักพักจึงนึกขึ้นได้ว่า “ออ...เรากำลังบริจาคเลือดแล้วเป็นลมนี่นา”

จำได้แค่ตอนหลับกับตอนตื่นเท่านั้น ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง..ไม่รู้เลยจริงๆ

ได้แต่ฟังคำบอกเล่าจากน้องๆ

“พี่หมดสติไป เหมือนหัวใจหยุดเต้น เรียกเท่าไรก็ไม่ตื่น

กำลังเตรียมจะนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตอนนี้รถพร้อมแล้วนะคะ” 

ผู้เขียนจึงบอกทุกคนว่า “ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วล่ะ”

คุณหมอจึงสั่งให้นอนพักดูอาการก่อน ถ้าไม่ไหวก็ต้องไปโรงพยาบาล

จากนั้นผู้เขียนก็ได้รับเข็มเพิ่มมาอีกหนึ่งเข็มเจาะที่หลังมือข้างซ้าย

 

 

ตกใจเหมือนกัน  “ถึงกับต้องให้น้ำเกลือเลยหรือนี่เรา” 

เชื่อฟังตามคำสั่งคุณหมอ “ร่างกายจะได้ฟื้นไวไว”

 

 

บริจาคเลือดตอนสี่โมงเช้า นอนมองน้ำเกลือหยดกว่าจะหมดเกือบสี่โมงเย็น

ทั้งคุณหมอและคุณพยาบาลต่างกำชับว่า “ต่อไปนี้ห้ามบริจาคเลือดอีกแล้วนะ”

.

.

.

รู้สึกเสียใจค่ะ

แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเองไม่สามารถจะทำทุกอย่างได้

เมื่อร่างกายไม่พร้อมก็ต้องยอมรับค่ะ

ไม่เช่นนั้น “สิ่งที่ตัวเองคิดอยากจะทำดี จะกลายเป็นปัญหาเป็นภาระผู้อื่นได้” 

ถ้าหากวันนั้น “เราไม่กลับมา” ปัญหาจะตามมาอีกเยอะเลย

แต่เมื่อกลับมาได้จึงคิดหาข้อดีจากเหตุการณ์นี้ “นี่เป็นการซ้อมใหญ่” ทีเดียวเชียว

ในบางเหตุการณ์ เช่น ถ้าเกิด “ไฟไหม้” จะทำอย่างไร ? เรายังต้องมีการซ้อมดับเพลิงกันเลย

แล้วถ้าเกิดต้องเจอกับ “ลมหายใจสุดท้าย” ล่ะ “จะต้องทำอย่างไร” ยังไม่เคยเตรียมไว้

เหตการณ์ครั้งนี้นับเป็น “โอกาสที่ดี” ที่ช่วยเตือนให้ได้คิด “เวลาที่ยังเหลือ” ควรใช้ให้ดีที่สุด

.

.

.

เมื่อเข้าใกล้ลมหายใจสุดท้าย เราไม่สามารถนำสิ่งใดติดตัวไปได้เลย

สิ่งที่ได้รับมากมาย คือ “ความรัก ความห่วงใย” จากคนรอบข้างเท่านั้น

อย่ารอให้ “ลมหายใจสุดท้าย” มาถึงจึงค่อยคิด “เรายังไม่ได้ทำสิ่งนั้น” “เราน่าจะทำแบบนี้”

อย่ารอให้ “ลมหายใจสุดท้าย” มาถึง "จึงค่อยเข้าใจกัน"

.

ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท

“เข้าใจกัน รักกัน ห่วงใยกัน ปรารถนาดีต่อกัน”

  เพราะนั่นเป็น

“สิ่งที่มีค่าที่สุด”

.

.

.

 

ผู้เขียนได้รับข้อมูลจาก “พี่ชายที่เคารพ”   ซึ่งพยายามหาข้อมูลส่งลิงค์มาให้อ่าน

ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า “สิ่งที่เป็นนั้นคืออะไร” ขอบคุณมากมายจริงๆ ค่ะ

นึกขอบคุณตัวเองที่ได้เล่าให้คนรอบข้างฟังบ้าง  เพราะทำให้ผู้เขียนได้รับความกระจ่างมากขึ้น

ลองไปอ่านดูนะคะ ... เป็นประโยชน์มากทีเดียว

http://www.electron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=64&Itemid=4

 

ผู้เขียนจึงอยากแบ่งปัน อยากเล่าให้ฟัง หวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านค่ะ

และหลังจากอ่านจบ

ผู้เขียนกลับมานั่งคิดถึงบรรยากาศในวันนั้นอีกครั้ง

ขณะนอนอยู่บนเตียง

เลือดกำลังไหล มองไปเห็นภาพข้างหน้า หลับตาไม่ทัน

เห็นคุณพยาบาลกำลัง "เขย่าถุงเลือด" ของผู้บริจาคท่านอื่นที่บริจาคเรียบร้อยแล้ว

เริ่มหวั่นไหวตั้งแต่ตรงนั้นแล้วล่ะ

พอตัวเองเกิดปัญหาเลือดหยุดไหลกลางคัน ก็เลยหยุดมันไว้ไม่ไหว

 

แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว...ว่าจะต้องทำอย่างไรกับชีวิตบ้าง

.

.

.

เอ็นทรี่นี้อาจจะยาวไปนิด พักกันก่อนสักนิดก็ได้นะคะ

ผู้เขียนบอกไว้ว่า "นี่ไม่ใช่ครั้งแรก" ก็เลยอยากจะเล่าต่อค่ะ ว่าครั้งก่อนๆ นั้นเป็นเช่นไร

.

.

.

ครั้งแรกตอนอายุ ๑๗ ปี มีดบาดมือ

แผลใหญ่พอควร เพื่อนบอกว่าช่วยทำแผลให้ไหม “ไม่เป็นไรยังไหวอยู่”

จำได้ว่าตอบเพื่อนไปแค่นั้น  ต่อจากนั้นก็มาตื่นที่โรงพยาบาล

คนเต็มเลย เราเป็นอะไรเนี่ยะ จำได้แค่ว่าตะกี้ยังยืนอยู่ที่ห้องพัก แค่นั้นจริงๆ

.

.

.

ครั้งสอง...เข้าสู่ช่วงแรกๆ ของวัยทำงาน

ยืนแจกเอกสาร ในบูธงานคอมพิวเตอร์ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์

เป็นลมหมดสติไปฟื้นที่โรงพยาบาล

.

.

.

ครั้งสาม...เมื่อ ๑๑ ปีที่ผ่านมา

คลอดลูกสาวคนเล็ก คลอดแบบธรรมชาติ อยู่โรงพยาบาล ๓ วัน

กลับถึงบ้านได้เพียงวันเดียว มีอาการเลือดไหลเยอะ

ตอนนั้นไม่เข้าใจ โทรไปถามพี่ที่ทำงานซึ่งเคยคลอดลูกมาก่อน

ได้คำตอบว่านั่นคือ “อาการตกเลือดหลังคลอด” การพูดคุยยังไม่ทันจบ

ผู้เขียนสลบคาโทรศัพท์ไปก่อน

ปล่อยให้ปลายสายตกใจไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นพยายามเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบ

จึงโทรไปตามคุณสามีซึ่งทำงานอีกที่ให้รีบกลับบ้านไปดูภรรยาด่วน

ตอนนั้นหมดสติอยู่บนเก้าอี้ซึ่งมีล้อเลื่อน

โชคดีมากที่พี่เลี้ยงเด็กๆ หันมาเห็นก่อนที่จะตกลงมา

สรุปว่าต้องกลับไปนอนที่โรงพยาบาลอีก ๑ คืน

 

*** ผู้หญิงหลังคลอดควรระมัดระวังอย่างยิ่ง ***

อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่คนเดียว หลังคลอด ๑ เดือนแรกร่างกายยังอ่อนแอมาก

ใจเราคิดว่าไหวแต่ร่างกายอาจจะไม่ไหวเหมือนที่ใจเราคิด

.

.

.

ครั้งต่อมาเมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๒ ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเลือด

แต่วูบหลับไปขณะขับรถ ลูกสาวนั่งหลัง ลูกชายนั่งหน้าคู่กัน

ก่อนหลับจำได้ว่าเห็นบึงบัวอยู่ด้านซ้าย ตื่นมาอีกที รถไปต่อไม่ได้

หยุดไว้เพราะสภาพรถเพลาหัก สองล้อหน้าแตก และอื่นๆ

ได้ยินเสียงลูกร้องไห้จ้า คนมาช่วยเต็มไปหมด

เพราะจุดเกิดเหตุเป็นจุดที่กำลังก่อสร้าง ท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ตรงพระราม๙

ได้ยินเสียง “อีหนูลงมาจากรถเดี๋ยวนี้เลยนะ” ก็ได้แต่ทำตาม

หันกลับไปมองเห็นเพียงสภาพรถยับเยิน

ลูกชายบอกว่า "ทั้งเรียกทั้งเขย่าแขนแม่แล้ว แต่ทำไมแม่ไม่ตื่น"

ผู้เขียนจำได้แค่บึงบัวสวยๆ อยู่ข้างทาง 

ส่วนระยะทางอีก ๑๐๐ เมตรที่รถครูดไปกับแท่งปูนกั้นการก่อสร้างข้างทางเป็นอย่างไรบ้าง

กลับไปอยู่ในความทรงจำของลูกชาย

ส่วนค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถเกือบสองแสนนั้นต้องจ่ายเองทั้งหมด

  โชคดีที่ไม่มีคู่กรณี โชคดีที่สามชีวิตแม่ลูกไม่เป็นอะไรมาก

   "โชคดีที่ได้กลับมา"

โชคดีที่ได้น้องชาย พี่ชาย และเพื่อนที่ดีที่รู้จักกันเพียงไม่กี่เดือน

มาช่วยเหลือเต็มที่จนกลายเป็นเพื่อนสนิทจนถึงทุกวันนี้

หลังเกิดเหตุ

ผู้คนที่อยู่ตรงนั้น มีทั้งช่างก่อสร้างและวิศวกรรวมประมาณ ๔๐ คน

ยินดีและพร้อมจะช่วยเหลือ จะพาไปโรงพยาบาลเป็นลำดับแรก

ผู้เขียนพอตั้งสติได้ เราต้องโทรหาคนช่วย

เลือกโทรหาน้องชายซึ่งอยู่ที่ใต้เป็นคนแรก บอกให้ทราบว่าเกิดเหตุอยู่ตรงไหน

ส่วนที่เหลือคิดว่าน้องคงจะจัดการต่อได้

วางสายจากน้องก็โทรหาเพื่อน บอกว่าเกิดเหตุนะ

เพื่อนรีบออกมาทันที และพี่ชายพอทราบจากน้องชาย

ซึ่งตอนนั้นกำลังติดภาระกิจราชการและกำลังจะเดินทางไปทางใต้

แต่ก็รีบมาช่วยจัดการเรื่องรถให้ก่อน 

โทรหาสามีเป็นคนสุดท้าย

เพราะเค้ากำลังเดินทางไปจัดงานสำคัญของบริษัท

อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อไปจัดบูธสำหรับงานประชุมของสมาคมแพทย์ที่พัทยา

บูธยังไม่ได้เริ่มจัดเลย และงานต้องใช้ความคิด

หากบอกไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราและลูก

ก็เกรงว่าจะทำให้งานเขาจะเกิดปัญหาได้ นั่นคือ เหตุผลที่ไม่บอก

แต่สุดท้ายก็ต้องบอก

บอกว่ารถชนนิดเดียวนะ แต่ไม่ได้บอกว่านิดเดียวนั้นคือส่วนที่เหลือ

และตอนนี้กำลังจะกลับบ้านซึ่งที่จริงกำลังจะไปโรงพยาบาล เค้าจะขอคุยกับลูก

ผู้เขียนจำเป็นต้องตัดสายทิ้งไปก่อน

เพราะลูกกำลังร้องไห้  หันมาบอกลูกชายว่า

“ช่วยแม่หน่อยค่ะ  ลูกต้องหยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้

  แล้วคุยโทรศัพท์กับพ่อนะ บอกว่าเราไม่เป็นไร  เรากำลังจะกลับบ้าน พ่อจะได้ไม่ต้องห่วงเรา”

ลูกชายทำตามได้แค่นั้น

อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก

 หากแต่ให้สิ่งที่เกิดอยู่ตรงหน้าเรา ให้งานสำคัญที่อยู่ตรงหน้าเขา

สามารถดำเนินต่อไปได้  ผู้เขียนจำเป็นต้องทำค่ะ 

 

หลายครั้งที่เกิดปัญหา

อาจไม่ได้บอกให้ "สามี" รู้เป็นคนแรกในช่วงเวลานั้น

ไม่ใช่ว่า "ไม่สำคัญ" แต่เพราะเห็นว่า "สำคัญ"

จึงพยายาม "อดทน" กับสิ่งที่เกิดขึ้น

พยายามจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้ได้ก่อนเสมอ...ขอให้เข้าใจนะ

 

กว่าจะเสร็จเรื่องที่โรงพยาบาลเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งทุ่ม

เพราะตรวจโรงพยาบาลแรกแล้วไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลที่สองอีกครั้งให้แน่ใจ

เพื่อนพาไปกินข้าวเสร็จ พอกลับถึงบ้านส่งลูกเข้านอนลูกไม่ยอมนอน

ทำไงต่อดี  โทรหาแม่ที่ใต้ แม่บอกว่าให้เอาน้ำใส่ขัน

แล้วให้ไปสวดมนต์ในห้องพระ ให้เอาน้ำนั้นมาลูบหน้าล้างตาลูกและตัวเองด้วย

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ “กำลังใจ”  กลับมา

ส่งลูกเข้านอนหลับได้ ตัวเองสามารถนั่งนิ่งๆ ได้เป็นพักๆ

นั่งรอคุณสามีจนถึงเที่ยงคืนโดยมีเพื่อนบ้าน(ที่ช่วยเหลือกันตั้งแต่กลางวัน) ที่ตอนนี้เป็นเพื่อนสนิท

มานั่งเป็นเพื่อนตลอดเวลา 

 

หลังจากนั้น

ผู้เขียนก็ไม่กล้าขับรถอีกเป็นปี

แต่สถานที่ทำงานย้ายไปอยู่ชานเมือง จำเป็นต้องขับรถอีก

แต่ก็ขับด้วยความระมัดระวังมากขึ้น   แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้อื่นขับมาชนท้ายอีกสองครั้ง 

 

***ผู้ใช้รถควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ***

 .

.

.

ได้ยินเขาว่ากัน

"ชีวิตเรา...เรานั้นลิขิตเองได้"

  แต่ในบางคราเราก็หาลิขิตชีวิตเองได้ทั้งหมดไม่

กลัวมั๊ย...?

กลัวค่ะ...แต่ไม่ท้อ...ขอแค่ยังมีลมหายใจ

ชีวิตยังต้องไปต่อ

ขอแค่ "กลัว" ให้น้อยลง

ขอแค่ "อดทน" กับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้

หากคิดว่าใหญ่ก็จะกลัวมาก...ก็คิดให้เล็กจะได้กลัวน้อยลง

บางเรื่องถ้าคิดว่าใหญ่...ใจก็จะเสีย...แล้วเราก็จะเสียใจ....เสียใจมาก

คิดให้น้อย อดทนให้มาก แล้วเราก็จะไปต่อได้

วันนี้...ยังไหวอยู่ไหม...? ...ไหวค่ะ...สัญญาว่าจะ...ไม่ท้อ

เพราะเรายังได้สิทธิ์...ไปต่อ

นี่แหละหนอชีวิต...สุขบ้าง...ทุกข์บ้าง...ทุกอย่างไม่แน่นอน

อย่ามัวเพลินกับสุข...อย่ามัวจมอยู่กับทุกข์

.

.

. 

ขอขอบคุณทุกกำลังใจ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขทุกๆ วัน

...นะคะ...

 
_/\_ สวัสดีค่ะ _/\_  
 
 

โดย นรอง

 

กลับไปที่ www.oknation.net