วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทักษิณพ่อทุกสถาบันท้าชนตุลาการ สุดท้ายจะเป็นมหาบุรุษหรือจะเป็นทรราชอย่างตั๋งโต๊ะ


ทักษิณพ่อทุกสถาบันท้าชนตุลาการ สุดท้ายจะเป็นมหาบุรุษหรือจะเป็นทรราชอย่างตั๋งโต๊ะ

.

.

.

ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาด หรือนอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด สำหรับการออกมาเปิดหน้าท้าชน ตุลาการ

ของทักษิณ และสหายแดง รวมทั้งบรรดาไพร่ปลอมทั้งหลาย

 

ลองทบทวนกันดูสักหน่อยว่า รากเหง้าความคิดอันใด ที่ทำให้ทักษิณ และสหายแดง ลุกขึ้นมาเปิดหน้า ท้าชนตุลาการ

อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ในปัจจุบันนี้

 

***

ข้อความที่ถูกแชร์ต่อบนเฟสบุ๊ค เขียนโดย ดร.ไก่ เขียนว่า...

ที่นี่ประเทศไทย สิ่งที่คนไทยต้องรู้..
หลักฐานเด็ด ที่มัดทักษิณแน่นต่อเป้าหมายท้ายสุดของเขา
ก็คือประโยคพาจน ที่ตัวเขาเองเคยประกาศไว้เมื่อ2-3ปีก่อนว่า "ภารกิจเมื่อ2475 ของคณะราษฎร์ยังไม่แล้วเสร็จ" ที่ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองคงได้ยินกันทั่ว แต่กลับดูเสมือนว่าทุกฝ่าย เงียบ เฉย และได้ปล่อยให้ผ่านไปกับสายลม ทั้งๆที่ประโยคนี้มีนัยที่ชี้ชัดให้เห็นได้ว่า ..ความอาฆาตมาดร้าย ..ความเป็นภัยร้ายแรงต่อราชบัลลังก์ ..ความต้องการปรับและเปลี่ยนสถาบันออกจากระบบการเมืองการปกครอง ก็คือเป้าหมายที่ชัดเจน และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องของทักษิณ โดยปราศจากการเอาผิดจากหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายทั้งปวงมาโดยตลอด

แม้กระทั่งพวกเราในนี้กันเอง ผมว่าก็ยังมีที่กลัว ที่ขลาด ที่จะบอกกล่าวและเผยแพร่ความจริงนี้กันต่อๆอีกด้วย สำหรับใครที่ไม่กลัว ก็มาช่วยกันขุดประโยคดังกล่าวกันขึ้นมาใหม่ เรียกขานทักษิณมันไปว่า .."หัวหน้ากบฏเสื้อแดงล้มเจ้า" กันให้มากๆ เพื่อพวกเราเองจะได้ไม่ลืม และตัวทักษิืณเองจะได้ไม่ลืมสถานะที่แท้จริงของตน ว่ามันคือใคร! และกำลังทำอะไรอยู่! นะขอรับ

***

ผมไม่แน่ใจว่า ทักษิณกล่าวไว้เมื่อไหร่ แต่สำหรับ กรณีของ จักรภพ เพ็ญแข นั้น ผมจำได้แม่น

ที่กล่าวไว้ทำนองว่า "ภารกิจ ๒๔๗๕ ของ อาจาย์ปรีดีย์ ยังไม่แล้วเสร็จ"

กระทั่งได้ขยายวงออกไปมากมายในหมู่คนเสื้อแดง

จนกลายมาเป็น การเปิดหน้าท้าชน ตุลาการ อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

 

ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้เคยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

ลองอ่านดูครับ...


รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เจ้าทฤษฎีปฏิวัติสยาม 2475 "ประวัติศาสตร์จบไปแล้ว"

01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วาทกรรมและประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ 24 มิถุนายน 2475 ถูกบันทึกต่างกรรมต่างวาระ

1 ในหลายบันทึกประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ คือ หนังสือ "ปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475"

เรียบเรียง-ค้นคว้าโดย "รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์" แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วาระ 24 มิถุนายน 2553 "อาจารย์นครินทร์" พูดถึงประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง...อีกครั้ง

รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กล่าวถึงหนังสือการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ว่า "ผมเบื่อหนังสือเล่มนี้มาก ๆ ผมทำหนังสือเล่มนี้ช่วงปี 2525-2535 ใช้เวลาประมาณ 10 ปี"


"ดร.นครินทร์" เขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะกูรู-ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ชักชวน เข้าสู่วงการ

"ผมเขียนบทความชิ้นแรกในปี 2525 และได้เข้าไปอยู่ในข้อโต้เถียงซึ่งผมเบื่อมาก โดยเฉพาะข้อโต้เถียงระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้า"

"ผมพูดตรง ๆ ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายบอกความจริงไม่หมด พูดเฉพาะสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ ไม่พูดความจริงทั้งหมด เช่น คณะเจ้าก็จะพูดถึงการเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ส่วนฝ่ายตรงข้ามชิงสุกก่อนห่าม พวกคณะราษฎรก็จะยกย่องหลายเรื่องจนเกินเหตุ"

ข้อค้นพบของ "ดร.นครินทร์"...

"ยกตัวอย่างที่ผมรู้สึกช็อก คือใครที่เขียนเค้าโครงเศรษฐกิจไทยเป็นคนแรก ? ถ้าบอกว่าหลวงประดิษฐมนูธรรม อันนี้แหละคือความเท็จ ผมจึงหนีจากคณะรัฐศาสตร์ไปอยู่อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุที่ผมเบื่อความเท็จ ความจริงที่มันเลอะเทอะ ถ้าอ่านหนังสือ เข้าหอจดหมายเหตุ หรืออ่านรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็จะรู้ว่าคนที่เขียนเค้าโครงเศรษฐกิจคนแรกชื่อ "มังกร สามเสน""

"คนไทยจะชอบแห่แหน ยกย่องคน บางคนจนเกินเหตุ ถามว่า มังกร สามเสน คือใคร คนนี้คือวีรบุรุษในดวงใจของผม คนหนึ่งในหนังสือ เขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 ใน 70 คน เป็น ส.ส.รุ่นแรกที่มาจากการแต่งตั้งจาก 3 คน ซึ่งผมสนใจทั้ง มังกร สามเสน และอีก 2 คนคือ มานิต วสุวัต และ ซุ่นใช้ ฮุนตระกูล"

"ปัจจุบันนี้ยังไม่มีหนังสือ หรืองานวิจัย บอกว่าคณะราษฎรคือใคร ประกอบด้วยใครบ้าง ทำอะไรบ้าง และพวกเรามี แนวโน้มอย่างหนึ่ง คือมักเอาคณะราษฎร ไปเท่ากับ ปรีดี พนมยงค์ มันเป็นไปได้อย่างไร คุณไม่นับหลวงพิบูลสงครามเลย เหรอ พอบอกว่าคณะราษฎรคือหลวงพิบูลสงคราม หลายคนโกรธมาก"

"อาจารย์ปรีดีเป็นเพียงเสี้ยวเดียวขององค์คณะ ทำไมไม่นับพระยาพหลฯล่ะ ? ความจริงคนที่เป็นแกนกลางในการวิ่งติดต่อประสานงานในคณะราษฎร ในการประชุมทุกครั้งคือ ประยูร ภมรมนตรี เราก็ไม่นับประยูร ไปหาว่าประยูรเป็นพวกทรยศไปอยู่กับเจ้า ด่าประยูร ไปเลอะเทอะ แต่ถ้าไม่มีประยูร ไม่มี แนบ พหลโยธิน ก็ไม่มีคณะราษฎร"

"อาจารย์นครินทร์" บอกว่า "หนังสือชุด 2475" นั้นอ่านยาก เพราะ

"ผมตั้งใจทำให้อ่านยาก ไม่ได้ตั้งใจเขียนให้ง่าย เพราะว่าผมเบื่อหน่ายมาก ทั้ง นักประวัติศาสตร์ และนักรัฐศาสตร์ ความจริงถ้ามีเวลา ผมจะทำให้ยากกว่านั้นอีก"

กัลยาณมิตรทางวิชาการคนสำคัญ ของ "นครินทร์" ที่ทำให้งานประวัติศาสตร์ 2475 สมบูรณ์ คือ "อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์" แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อครั้ง 2528

"โครงเรื่องในการปฏิวัติ 2475 จะมี 2 ปีกใหญ่ ๆ ปีกหนึ่งจะบอกว่าชิงสุก ก่อนห่าม อีกปีกหนึ่งจะพูดว่าเป็นการปฏิวัติยังไม่เสร็จ ไม่สมบูรณ์ ไม่เสร็จสิ้น ทั้ง 2 ปีกมีอิทธิพลมาก ผมว่ายิ่งกว่า พวกเชียร์คณะราษฎร ซึ่งผมคิดว่าจิ๊บจ๊อยมากในสายตาผม"

"แต่ผมเผชิญหน้าในทางวิชาการกับ พวกสำนักที่บอกว่า unfinished revolution มาก คนหนึ่งคือ "ฉัตรทิพย์ นาถสุภา" เป็นปรมาจารย์ใหญ่ เป็นคนที่ผมเคารพมาก พวกฝ่ายซ้ายทั้งหมดจะบอกว่าการปฏิวัติ 2475 ยังไม่สำเร็จ ยังไม่เสร็จสิ้น การปฏิวัติยังตกค้างอยู่ เพราะกระฎุมพียังไม่ใหญ่พอ มาเที่ยวนี้มีนักกฎหมายบอกว่า การปฏิวัติ 2475 ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะยังไม่ได้ชำระสะสางองค์กรตุลาการ"

"ในความเห็นของผม ผมถือว่าเรื่องนี้ จบไปแล้ว ผมเขียนงานชิ้นนี้จบเมื่อปี 2535 ใน 18 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ผมพิมพ์ ออกมา มีคนวิจารณ์ผมเยอะ บางเรื่องผมก็ตอบไม่ได้ มีหลายเรื่องที่ผมยังไม่ทำ เช่น ทำไมไม่เก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวขบวนการพระ, ทำไมไม่ไปเก็บข้อมูลคนจีน"

"โดยเฉพาะคนจีนที่มาจากสายคอมมิวนิสต์แท้ ๆ ผมยอมแพ้เพราะผมอ่านภาษาจีนไม่ได้ ผมไม่รู้จะเก็บข้อมูลยังไง คนจีนมี 2 กลุ่ม คอมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่ง ก๊กมินตั๋งกลุ่มหนึ่ง ทั้ง 2 กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างรุนแรงมาก แจกใบปลิวถล่มคณะราษฎรตั้งแต่แรกแล้ว ความจริงมีการเคลื่อนไหวก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475"

แม้หนังสือเล่มนี้จะหนากว่า 3 นิ้ว แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่ "อาจารย์นครินทร์" ไม่ได้บันทึก

"ผมยังไม่ได้ทำอีกหลายเรื่อง ถ้าจะทำ ก็ไปหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น อย่าคิดกันเองเลยครับ ผมไปอ่านฎีกาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ผมตกใจมาก มีฎีกาอย่างนี้ได้ยังไง เจอฎีกาของ ถวัติ ฤทธิเดช นรินทร์ ภาษิต คนพวกนี้อยู่ในดวงใจของผม"

"และสิ่งที่ผมทึ่งคือ แถลงการณ์ของคณะราษฎร ที่อาจารย์ปรีดีเขียน ไปก๊อบปี้คำของฎีกาเหล่านี้มาใช้ เช่น ประเทศนี้ปกครองอย่างหลอกลวง เอาราษฎรเป็นทาส คำเหล่านี้ไม่ใช่อาจารย์ปรีดีคิดเอง แต่อยู่ในฎีกาก่อนปฏิวัติตั้ง 4-5 ปี แปลว่าอะไร ฎีกาพวกนี้บางส่วนมาจาก ต่างจังหวัดด้วย ต้นตำรับฎีกา พิษณุโลก อยุธยา ฉะเชิงเทรา เรื่องนี้เป็นมิติใหญ่ เรื่องชนชั้นนำที่มาจากต่างจังหวัด ที่มีส่วนร่วมในการปฏิวัติ 2475"

"อย่าไปคิดว่าคณะราษฎรเป็นปีก เดียวกันทั้งหมด อย่างตระกูลตุลารักษ์มาจากฉะเชิงเทรา ...คณะราษฎรมีทั้งปีกซ้ายสุดและปีกขวาสุด ผมว่าเราอย่า ไปรังเกียจ ประยูร ภมรมนตรี ว่าไม่ใช่คณะราษฎรเลย ถึงเราจะไม่ชอบก็ตาม"

"แต่ถ้าพูดอย่างนี้ สานุศิษย์อาจารย์ปรีดีจะโกรธมาก ไปบอกว่าหลวงพิบูลฯเป็นคณะราษฎรก็ไม่ได้ คือพวกเราพยายามเอาอาจารย์ปรีดีเป็นคณะราษฎรทั้งหมด ผมคิดว่าความจริงมันไม่ใช่ เพราะคณะราษฎรคือทุกคนที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง และจริง ๆ ตอนเขามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง เริ่มในการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าก็มีข้อจำกัดมาก"

"เราเรียกร้องต่ออดีต ในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ผมเห็นว่าหลาย ๆ เรื่องมันจบไปแล้ว ผมเองเห็นแย้งทั้ง 2 พวก ผมถือว่าการปฏิวัติ 2475 จบสิ้นไปแล้ว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อระบบการเมืองคงตัวอยู่ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่สร้างใหม่ทั้งสิ้น"

"คนแต่ละกลุ่มก็สร้างตำนานของตัวเองขึ้นมา คนแต่ละกลุ่มก็สร้างศัตรูของตัวเองขึ้นมา แต่ผมไม่มีปัญญา ไม่มีพละกำลังดูการเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้อีก"

"ผมเป็นคนแรกที่ใช้คำว่าสยาม ผมไม่อยากเรียกการปฏิวัติครั้งนี้ว่าเป็นการปฏิวัติประเทศไทย เพราะตอนนั้น ประเทศไทยยังไม่เกิด ประเทศไทย เกิด 2482 อีก 7 ปีให้หลัง สภาวการณ์ตอนนั้นเป็นภาวการณ์ของคนหลากหลายชาติพันธุ์เป็นภาวการณ์ซึ่งไม่มีเอกราชสมบูรณ์"

"คณะราษฎรบางปีกพยายามยืนยันว่า ประเทศสยามไม่มีเอกราชสมบูรณ์เพราะเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต คำอธิบายแบบนี้หลายคนรับไม่ได้ เพราะทุกคนพยายามยืนยันว่าเรามีเอกราชมาตลอด ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นใคร คือพูดเรื่องเดียวกันแต่พูดคนละเรื่อง และผมสนใจข้อขัดแย้งเหล่านี้ในเชิงของความคิด และข้อโต้แย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง"

"ผมถือว่าการปฏิวัติ 2475 จบไปแล้ว ที่เหลือคือการตีความซึ่งเป็นเรื่องของทุกคน ใครจะชอบรสนิยมยังไงก็เชิญตามสบาย ผมไม่ขัดข้อง ใครจะเป็นซ้ายก็ซ้ายให้สุด ๆ ใครจะเป็นขวาก็เป็นขวาให้สุด ๆ ความจริงประวัติศาสตร์ history เป็นของทุกคน ไม่ใช่สมบัติของคนใดคนหนึ่ง ประวัติศาสตร์เป็นของทุกคน"

อย่างน้อยก็มีเรื่องที่ "ดร.นครินทร์" ไม่กล้าเขียน คือเรื่อง "คณะราษฎร" แม้ว่าเวลาผ่านมาแล้วหลายสิบปี

"ผมท้าทายเด็กรุ่นใหม่ที่รักคณะราษฎร มีหลายคนพูดว่าการต่อสู้ของคณะราษฎรยังไม่จบ การต่อสู้ของคณะราษฎรกับ คณะเจ้ายังคงมีต่อไป... คุณช่วยเขียนหนังสือเรื่องคณะราษฎรให้ผมอ่านหน่อยสิ ช่วยออกแรงหน่อยได้ไหมครับ ออกแรงเขียนหนังสือให้อ่านหน่อยสักเล่มเรื่องคณะราษฎร ...ผมเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่ง ผมยังไม่กล้าเขียนเพราะมันไม่สมบูรณ์"

"ผมเดาไม่ได้ว่าใครเป็นใครในคณะราษฎร ผมรู้สักประมาณ 1 ใน 3 อีก 2 ใน 3 ผมไม่รู้ชัด ๆ ว่าเขาคือใคร ฉะนั้นคณะราษฎรไม่ใช่อาจารย์ปรีดี คนเดียว"

ชื่อ "ดิเรก ชัยนาม" คือชื่อที่ "ดร.นครินทร์" เอ่ยพาดพิงกรณีเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 2475

"ยกตัวอย่าง เช่น ดิเรก ชัยนาม ผมพยายามพูดเสมอว่า คณบดีคณะรัฐศาสตร์คนแรก คือคณะราษฎร แต่ผมเข้าไปในบ้านของตระกูลชัยนาม หลายคนพยายามไม่พูดเรื่องนี้ เพราะว่าการเป็นสมาชิกคณะราษฎร ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมากนัก คือไปมีส่วนร่วมกับคณะปฏิวัติ แล้วกลับบ้าน ถูกด่า คุณต้องไปถามตระกูลชัยนาม ไม่ใช่คิดเอาเอง ต้องไปถามญาติพี่น้อง ลูกหลานของตระกูลชัยนาม ว่ายังภาคภูมิใจกับการเป็นสมาชิกคณะราษฎรหรือเปล่า"

"ความเห็นของผม การปฏิวัติ 2475 จบไปแล้ว และทำให้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กลายเป็นระบอบประชาธิปไตย จุดเปลี่ยนผ่านใหญ่คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ เป็นประมุขของคณะรัฐมนตรีอีก"

"ก่อนปี 2475 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, 6, 7 ทรงประทับในที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี ที่เรียกว่าเสนาบดีสภา ท่านทรงประชุมร่วมกับเสนาบดีสภา ทุกสัปดาห์ คือทุกวันอังคาร แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จ ไปที่นั่นอีกแล้ว"

"ฉะนั้นสมบูรณาญาสิทธิราชย์มันจบไปแล้ว เพียงแต่ว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่าง พระเจ้าอยู่หัวกับรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ทุกสังคมจะต้องแสวงหาเอาเองเราไม่มีทางไปก๊อบปี้ประเทศใดประเทศหนึ่งได้"

ก่อนจบการอภิปราย "ดร.นครินทร์" แนะนำหนังสืออ่านเพิ่มคือ "การปฏิวัติฝรั่งเศส"

ที่เขียนโดย พระองค์เจ้าอาทิตย์ ทิพอาภา และคำนำโดย "ปรีดี พนมยงค์"

คำนำ-หัวที่ยังทันสมัย แม้ตีพิมพ์เมื่อ 2477 ความว่า "การปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศสเป็นการปฏิวัติที่ไม่สมบูรณ์ และ เราไม่ควรเอาแบบอย่างเป็นเด็ดขาด การปฏิวัติของสยามเป็นการปฏิวัติที่ไม่ ต้องมาโต้แย้งกันเรื่องรูปแบบการปกครองอีก คือให้พระเจ้าอยู่หัวอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเสีย ส่วนที่เหลือก็ต้องจัดการกันเอง..."


นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เทียบ "ทักษิณ-จอมพลป.-สฤษดิ์" วิเคราะห์จุดต่าง "นิติราษฎร์-คณะราษฎร"

01 มี.ค. 2555 เวลา 17:15:33 น.

 

นับจากปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475

วันนี้วงล้อประวัติศาสตร์การเมืองไทยหมุนมาบรรจบครบ 80 ปี

"รศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์" แยกแยะความเหมือน-ความต่าง การเมืองไทยช่วงก่อนและหลัง 2475 กับ 2555 ในเชิงตรรกะทางประวัติศาสตร์ ในวันที่กลุ่มเจ้านายครั้งอดีตถูกลดบทบาท และมีกลุ่มทุนขนาดยักษ์เข้ามาแทนที่

เขายังเปรียบเทียบความเด็ดขาด ของ "ทักษิณ" คล้าย 2 ผู้นำเผด็จการ คือ "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" และ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" ไว้อย่างน่าสนใจ

- ปรากฏการณ์ทางการเมืองก่อนและหลังเปลี่ยนแปลง 2475 กับปัจจุบันเหมือนหรือคล้ายกันอย่างไร

ผม คิดว่าความต่างกันมันมีมากกว่า โดยเฉพาะตัวโครงสร้างของสถาบันการเมืองและโครงสร้างของการปกครอง เรื่องใหญ่ที่สุดก่อน 2475 ประเทศปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นทั้งประมุขของรัฐ และเป็นประมุขฝ่ายบริหารในเวลาเดียวกัน แต่หลัง 2475 พระองค์เป็นประมุขของรัฐเพียงอย่างเดียว พระองค์ท่านปลอดจากการเมืองเชิงบริหาร การตัดสินใจเป็นของนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนตัดสินใจ นี่คือบริบทที่ต่างกันมาก

- จุดโดดเด่นในช่วงก่อน 2475 กลุ่มเจ้านายมีบทบาทอย่างสูง แต่ตอนนี้กลุ่มเจ้านายแทบไม่มีบทบาท

(สวน ทันที) แน่นอนคุณก็เห็นชัด กลุ่มเจ้านายเดี๋ยวนี้เป็นกลุ่มที่เล็กมาก เพราะว่าเจ้านายไม่มีบทบาทในเชิงบริหารอีกแล้ว เหลนของสมเด็จกรมพระยาดำรง ราชานุภาพ (ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล) เป็นแค่

ผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงใหม่ เหลนของกรมพระยาดำรงฯ คนก่อตั้งกระทรวงมหาดไทยแท้ ๆ เดี๋ยวนี้ยังเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นปลัดกระทรวงด้วย รมว.มหาดไทยก็ไม่ใช่ด้วย มาจากฝ่ายการเมือง ธุรกิจการเมืองทั้งหมดแล้ว

- มีคนพูดถึงโครงสร้างกลุ่มอำนาจในปัจจุบันว่าเป็นกลุ่มอำมาตย์ เป็นผู้มีบารมีอยู่นอกรัฐบาลเสมอ

นัก ประวัติศาสตร์ตีความเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือปีกหนึ่งเชื่อว่าประวัติศาสตร์มีกฎของมัน เมื่อมีพระเจ้าวางแผนการของมันแล้วว่าประวัติศาสตร์จะไปอย่างไร ประวัติศาสตร์มันต้องคลี่คลายไปตามจังหวะจะโคนของมัน แต่ประวัติศาสตร์อีกสกุลหนึ่งต้องมองว่าประวัติศาสตร์มีเหตุการณ์เฉพาะ มีวิวัฒนาการในส่วนของมันเอง

และไม่ซ้ำกันเลย เมื่อมันจบเหตุการณ์ไปแล้วมันก็จบไปเลย เช่น การปฏิวัติ 2475 มันจบไปแล้วก็คือจบไปเลย

แต่บางคนพยายามจะบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมันไม่จบ เพราะมัน

ยังมีบางเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย

- กลุ่มนิติราษฎร์มีลักษณะเชื่อมโยงให้มีบริบทที่คล้ายกลุ่มคณะราษฎรกับในอดีต

นั่นเป็นสิ่งที่พูดตรง ๆ ว่าผมเห็นต่าง กลุ่มพวกนี้เชื่อว่าประวัติศาสตร์มันยัง

ไม่จบ เพราะว่ายังทำเรื่องนั้นเรื่องนี้

ไม่เสร็จ นี่คือการตีความสายหนึ่งทางประวัติศาสตร์ ที่เขาพยายามเชื่อมโยงเพราะต้องการให้เกิดพลัง

- คณะนิติราษฎร์ กับความเคลื่อนไหวในรัฐสภาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คิดว่าสองภาพนี้ต่อกันได้หรือไม่

มัน ต่อกันได้หรือไม่ คงต้องดูการเคลื่อนไหวนับจากนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร. แต่ผมเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยเขามีแผนการของตัวเอง รัฐบาลคงไม่ต้องการแก้ไขให้มันยุ่งมากมาย ผมคิดว่าคณะนิติราษฎร์มีกรอบที่กว้างใหญ่กว่าวัตถุประสงค์ของแกนนำพรรคเพื่อ ไทย หรือนักการเมืองในสภา เพราะฉะนั้นมันจะเชื่อมโยงกันหรือไม่ อยู่ที่การจัดตั้ง ส.ส.ร. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

- มองในกรอบปรากฏการณ์การเมือง ขณะนี้ต่างจากอดีตอย่างไร

มัน ต่างไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มเจ้านายมันไม่มีอำนาจหรือพลังที่จะกำหนดทิศทางเชิงกลไกทางบริหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงบริหารประเทศเอง ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่เมืองไทยเปลี่ยนโฉมหน้าไปก็คือนักธุรกิจ คนชั้นกลางในเมืองในกรุงเทพฯ มันมีมหาศาล จึงทำให้สังคมไทยเปลี่ยนไป ส่วนกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างที่เติบโตมาในเขตชนบท ก็ผันตัวมาเป็นนักการเมือง เรามีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งในสมัยก่อนไม่มี

- ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นทศวรรษของทักษิณหรือเป็นทศวรรษของอะไร

เป็น การเผชิญหน้ากันของค่านิยมสองชุดใหญ่ คือ ค่านิยมของรัฐไทยที่เติบโตมาจากระบบราชการไทย มีขั้นตอน กฎเกณฑ์ หรือมารยาท กับอีกค่านิยมหนึ่งที่เติบโตมาจากกลุ่มทุน หรือกลุ่มธุรกิจซึ่งต้องการความรวดเร็ว ต้องการความคล่องตัว ต้องการประสิทธิภาพในผลสุดท้าย โดยไม่ต้องสนใจวิธีการ ค่านิยมสองชุดนี้เผชิญหน้ากัน คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินรอยตามนี้ เพราะเขามาจากภาคธุรกิจ

- จะทำอย่างไรให้นักธุรกิจปรับตัวเข้ากับค่านิยมในระบบการเมืองไทย

คุณ ยิ่งลักษณ์ก็เรียนรู้หลายเรื่อง หรือแม้กระทั่งคุณทักษิณจะมีวุฒิภาวะมากขึ้นพอสมควรว่าอะไรจะได้เร็ว อะไรจะได้ช้า อะไรจะทุบโต๊ะเอาได้ อันไหนควรจะแบ่งปันคนอื่น

- ในประวัติศาสตร์ นักการเมืองคนไหนมีอิทธิพลแบบคุณทักษิณ

มัน ก็มีนะ แต่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่ก้าวกระโดด เช่น จอมพล ป. เป็นผู้นำม้ามืดที่ขึ้นมาในปี 2481 เด็ดขาดตัดสินใจรวดเร็ว เปลี่ยนชื่อประเทศ ประกาศเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ตอนนั้นวุ่นวายไปหมด ร่วมรบสงครามโลกกับประเทศญี่ปุ่นอีก โอ้โห...ยิ่งวุ่นวายอีก

จอมพล สฤษดิ์เองก็เป็นม้ามืด ผู้นำม้ามืดในอดีต ไม่ว่าจะเป็นจอมพล ป. หรือจอมพลสฤษดิ์ ส่วนใหญ่จะมีอำนาจทางการเมืองอย่างเดียว เขาไม่ได้ร่ำรวย ผมว่าคุณทักษิณมีคุณสมบัติพิเศษ นอกจากจะมีอำนาจทางการเมืองแล้วยังมีกำลังทรัพย์อันมหาศาล

- หากเทียบคุณสมบัติระหว่างจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ และทักษิณ มีอะไรที่เหมือนหรือต่างกัน

ความ เด็ดขาดที่เหมือนกัน ทั้ง 3 คนมีความคิดความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนประเทศไทย จอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ และคุณทักษิณก็มีความมุ่งมั่นว่าประเทศไทยที่เป็นมาแต่เดิมมันใช้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไป อย่างจอมพลสฤษดิ์เขาใช้อำนาจเผด็จการไม่ต้องแคร์ใครอยู่แล้ว เปลี่ยนประเทศไทยจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่าลืมว่าจอมพลสฤษดิ์เปลี่ยนประเทศไทยไปมหาศาล

- จอมพล ป.กับคุณทักษิณตัดสินใจเด็ดขาดเหมือนกัน ทำให้ทั้ง 2 คนประสบปัญหาทางการเมืองกัน

ก็ มีอยู่ ปัญหาของผู้นำที่ใช้อำนาจเด็ดขาดต้องเผชิญหน้าอยู่คือ ปัญหากับผู้ร่วมงานเอง จอมพล ป.มีเรื่องระหองระแหงกับคณะราษฎรทั้งหมด อ.ปรีดีก็แยกไปตั้งวงอื่น คุณทักษิณก็มีปัญหาเหมือนกัน พรรคไทยรักไทยตอนที่รุ่งเรืองที่สุด คุณทักษิณดูใหญ่มาก แต่พอตอนทักษิณสมัยที่สอง คุณทักษิณเหลือคนใกล้ชิดอยู่ 3-4 คน คนอื่น ๆ เขาหนีหมดแล้ว

- รัฐบาลเสียงข้างมาก บวกแนวร่วมมวลชนทั้งในและนอกสภา บวกกับแนวร่วมกลุ่มธุรกิจเสียงข้างมากจะลากประเทศไทยไปทางไหน

ผม ตอบไม่ได้นะ แต่คงลากไปอีกสักพักหนึ่ง ตัวที่ทำให้คลายมีความเป็นไปได้สองอย่างคือ 1.การแตกขั้วของมันเอง อาจเป็นเพราะอุดมการณ์และผลประโยชน์ขัดกัน 2.การเกิดพลังของขั้วใหม่ ประทานโทษผมอยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์ปรับตัวมากกว่านี้สักนิดหนึ่งก็อาจเป็น ตัวเลือก อยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากกว่านี้ หากเมืองไทยมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งกว่านี้ เราก็อาจมีพรรคแรงงานจริง ๆ เสียที เพราะความรู้สึกของประชาชนอ่อนไหว อย่าคิดว่าผู้ออกเสียงเลือกตั้งเปลี่ยนใจไม่ได้


ขอบคุณข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ

.

.

.

มันจบไปแล้ว ...แต่ก็ยังมีคนบางส่วนที่ยังอารมณ์ค้าง พยายามปรุงแต่ง ต่อเติม

เพื่อให้สอดคล้องกับอารมณ์ที่ยังค้างอยู่ของตัวเอง

 

พระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารใดๆแล้ว

ปัจจุบันมันเป็นเรื่องของพวกพ่อค้า นายทุน ที่มองว่า การเมืองคือการลงทุน และการหากำไร

และผู้ที่ทำให้เรื่องนี้ ชัดเจน แจ่มแจ้ง ที่สุด ก็คือทักษิณ

ที่มีความละโมบ โลภมาก เห็นแก่ตัว และมักใหญ่ใฝ่สูง ยิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดินนี้

ทำได้ทุกอย่างเพื่อเงินทอง และอำนาจ

และเมื่อเห็นว่าสถาบันอันเป็นที่รัก และเป็นศูนย์รวมจิตใจผู้คน เป็นอุปสรรคของความยิ่งใหญ่ของตัวเอง

ก็จึงคิดทำลายเสียให้สิ้น

 

แต่...ช้าก่อน ทักษิณ

ทักษิณ จะยิ่งใหญ่ไปเพื่อสิ่งใดกัน

ลองดูตัวอย่างของผู้ยิ่งใหญ่ ที่กลายเป็นทรราชในอดีตก่อน

ตั๋งโต๊ะผู้ยิ่งใหญ่ กลายเป็นทรราช ที่ถูกสาปแช่งทั้ง ๑๐ ทิศ ตายแล้วราษฎรพากันมาถุยนำ้ลายใส่ศพถึง ๗ วัน เจาะพุงแล้วเอาด้ายใส่ จุดไฟแทนตะเกียงประจาน พอจะฝังพระธรณีก็ไม่ยอมให้ฝัง น้ำก็ท่วม ฟ้าก็ผ่าศพจนแหลกเป็นจุณ

อ.ไพศาล รวบรวมวีรกรรมของตั๋งโต๊ะไว้ได้ ๙ ข้อ

ลองดูซิว่า มีข้อใหน ที่ทักษิณยังไม่ได้ทำบ้าง...

ประชาธิปไตยแบบตั๋งโต๊ะ(1)..Paisal Puechmongkol
*.....ประชาธิปไตยแบบตั๋งโต๊ะ ในสามก๊ก ตั้งโต๊ะ หรือต่งจัว เป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งคาดว่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน ตามบันทึกที่มีนั้น ทำให้ทราบว่า ตั๋งโต๊ะ เป็นผู้มีอำนาจอีกคนหนึ่งซึ่งนำความหายนะมาสู่จีน ก็คือ
(๑) ทำทุกอย่้างทั้งลับทั้งไม่ลับเพื่อล้มราชบัลลังก์แล้วแย่งราชสมบัติ
(๒) โกงบ้านกินเมืองชักรายได้แผ่นดินร้อยละ ๓๐ เข้า่คลังสมบัติส่วนตัว
(๓) ยกโคตรตระกูล ๓ ชั่วโคตร เข้ามาเป็นขุนนางกินบ้านผลาญเมือง
(๔) สร้างภาพประชานิยม เองเงินหลวงไปแจกชาวบ้านหาความนิยม แล้วให้ลิ่วล้อไปคอยปล้นเงินช่วยเหลือมั่งในระหว่างทาง ทั้งที่ส่งมอบแก่หัวเมืองและที่แจกแก่ราษฎร
(๕) สร้างภาพอาทรราษฎรพิทักษ์สันติราษฎร์ ด้วยการใช้ลิ่วล้อไปปล้นฆ่าและเผาหมู่บ้าน แล้วส่งอีกพวกหนึ่งไปฆ่าคนเหล่านั้นอีกต่อหนึ่ง อ้างว่าปราบโจร แล้วริบเอาทรัพย์ชาวบ้านที่พวกแรกปล้นมาแบ่งปันกันเหลือส่วนน้อยส่งเข้าคลัง
(๖) ขายชาติ เสพสุขแต่วนเมืองหลวง ปล่อยให้ราชอาณาจักรถูกรุกรานยึดครอง พอข้าศึกรุกหนักมาก็เอานางสนมของฮ่องเต้ส่งไปเป็นบรรณาการขอสงบศึก
(๗) จ้างบัณฑิตขายตัวเขียนบทความเชียร์ตั๋งโต๊ะว่าเป็นอุปราชที่เมตตาประชาราษฎร์ ตั๋งโต๊ะทำชั่วอย่างไหนๆก็ว่าดีทั้งน้าน
(๘) ขุนนางหรือราษฎรไหนติติง ตักเตือน ไม่เห็นด้วย กับการก่อกรรมทำเข็ญของตั๋งโต๊ะ ก็ปราบปราบอย่างโหดร้าย ทั้งตัดหัว ตัดลิ้น เอาไปทอดในกะทะน้ำมัน
(๙) สนับสนุนคนเลวคนชั่วทั้งแผ่นดิน เอามาอุ้มชูเลี้ยงดู ใช้การงานให้ข่มเหงสร้างความกลัวแก่ราษฎร และชื่นชมคนชั่วว่าเป็นคนดีซื่อสัตย์และทำตามคำสั่งเคร่งครัด
**.....ทั้ง ๙ ประการเท่าที่พอนึกได้นี่แหละ ตั๋งโต๊ะจึงได้ชื่อว่าเป็นทรชนที่ถูกสาปแช่งทั้ง ๑๐ ทิศ ตายแล้วราษฎรพากันมาถุยนำ้ลายใส่ศพถึง ๗ วัน เจาะพุงแล้วเอาด้ายใส่ จุดไฟแทนตะเกียงประจาน พอจะฝังพระธรณีก็ไม่ยอมให้ฝัง น้ำก็ท่วม ฟ้าก็ผ่าศพจนแหลกเป็นจุณ


 

 

 

โดย เขียดขาคำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net