วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดูป่าชายเลนตะเวนชมคลื่น ที่บ้านขุนสมุทรจีน หมู่บ้านตกสำรวจที่จะหายไปกับคลื่นทะเล


ท่าเรือป้ารี่ ท่าเรือที่จะต้องไปลงเรือเข้าวัดขุนสมุทรจีน

หลังจากที่ผจญแดดจัดจ้า และความร้อนระดับละลายไขมันมาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ก็ตัดสินใจพาหลาน ๆ และเพื่อน ๆ มาเที่ยวชุมชนขุนสมุทรจีน ชุมชนตกสำรวจที่ไม่มีระบุในแผนที่ ริมฝั่งทะเลปากอ่าวไทยกันอีกหน เพราะถ้าช้ากว่านี้โรงเรียนเปิดเทอมก็จะหมดฤกษ์อันงดงามกันพอดี

กลับมาที่ชุมชนขุนสมุทรจีน ที่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่แค่สมุทรปราการ แต่ไม่มีระบุในแผนที่เพราะตกสำรวจ ย้อนกลับมาถามถึงคนในชุมชน ว่าเขาจะเสียสิทธิในการเป็นพลเมืองไทยหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ แต่เขาต้องอ้างอิงที่อยู่ที่ อำเภอแหลมฟ้าผ่าแทน ซึ่งก็ถือว่าไม่เป็นไปตามความเป็นจริงนัก แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมือชีวิตต้องดำเนินต่อไป

คลองเข้าไปยังวัดขุนสมุทรจีน

การเดินทางวันนี้ตั้งใจที่จะเดินทางด้วยตัวเอง กับรถสาธารณะประจำทาง ดังนั้นจึงเริ่มต้นจากการโทรไปถาม ผู้ใหญ่สมร ผู้ใหญ่บ้าน บ้านขุนสมุทรจีน ด้วยหมายเลขที่ผู้ใหญ่เคยให้ไว้ตอนที่เดินทางไปกับ ททท. 086-567-5296 ซึ่งท่านก็ให้คำอธิบายที่ดีทำให้การเดินทางในครั้งนี้ไม่ลำบากเกินไปนัก

แต่สิ่งที่ทำให้เราลำบากในการเดินทางจริง ๆ กับเป็น "พายุฝน" ที่ดั๊นมาตกเอาเช้าวันอาทิตย์ เราเริ่มต้นที่วงเวียนใหญ่ ด้วยการโดยสารรถเมลล์ ปอ. 20 นั่งไปจนสุดสาย พระสมุทรเจดีย์ จริง ๆ แล้วรถสายไหนก็ไปได้ ถ้าวิ่งไปถึง วัดพระสมุทรเจดีย์ จากนั้นต่อรถสองแถว หรือรถตู้ที่จะพาท่านวิ่งไปยังวัดสาขลา หรือจะนั่งแท็กซี่ไปก็ไม่ลำบาก แค่บอกว่าจะไปท่าเรือที่ไปวัดขุนสมุทรจีนเท่านั้นส่วนใหญ่แท็กซี่จะสามารถพาไปได้ถูกต้อง ข้อควรระวังคือ ถามให้แน่ใจว่าแท็กซี่ไปถูกจริง ๆ

ทัศนีย์ภาพริมคลองที่ต้องล่องเรือเข้าไป

สะพานคอนกรีตเข้าวัดขุนสมุทรจีน

และเมื่อไปถึงท่าเรือป้ารี่ หรือท่าเรือไปวัดขุนสมุทรจีน ก็จะมีเรือเหมาให้เรานั่งเข้าไปสนนราคาไม่แพง น้อยกว่าสามคนหนึ่งร้อยบาท เกินกว่านั้น คิดคนละสิบบาท ตลอดเส้นทางเป็นป่าจาก และมีบรรดานกน้ำ (ทะเล) หลากหลาย เพราะธรรมชาติป่าชายเลนที่นั่นยังคงสมบูรณ์อยู่มาก นกที่เมื่อก่อนมีน้อย และจะหาดูได้แต่ที่ชายทะเล ก็อพยพเข้ามาหากินในคลองบ้างแล้วอย่าง "นกกาน้ำ" ขนสวยเป็นเงา เรือลุงโก่งบอกเราว่าวันนี้ฝนตกดินจะแฉะเดินยากมาก ดังนั้นแทนที่จะจอดที่ท่าน้ำบ้านผู้ใหญ่สมร จะจอดที่ท่าน้ำวัดขุนสมุทรจีนให้เลย เพราะถนนตรงนี้ทำเป็นคอนกรีตไว้หมดแล้ว แถมยังมีบริการ ร่ม และจักรยานให้ใช้ฟรีอีกด้วย ก่อนกลับลุงโก่งคนขับเรือรับจ้าง ทิ้งเบอร์โทรไว้ให้เรา เพื่ออำนวยความสะดวกเมื่อเราจะเดินทางกลับ แกจะได้ขับมารับได้ทันที ไม่ต้องรอนาน ด้วยเบอร์นี้ 081-778-1566

เดินสะพานตัดข้ามนากุ้ง (ร้าง) ไปยังบ้านผู้ใหญ่สมร และศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย
บางช่วงเป็นแค่เพียงไม้กระดานแผ่นเดียว

แต่เนื่องจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีคนไปเที่ยววัดขุนสมุทรจีนกันแยะมาก จนทำให้รถจักรยานไม่พอ เราเลยอาศัยยืมร่มเดินผ่าฝนปรอย ๆ ไปตามทาง และข้ามสะพานตัดไปยังบ้านของผู้ใหญ่สมร ก่อนเพื่อแวะไปทักทาย ไหว้ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย และแวะเที่ยวพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชุมชนขุนสมุทรจีนก่อน

หลังสีฟ้าคือ บ้านผู้ใหญ่สมร ส่วนหลังสีแดงคือศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย

ไปถึงเราก็แวะไปไหว้เจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย ซึ่งตอนนี้อยู่บนศาลเจ้าใหม่ที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหา และผู้ที่นับถือร่วมกันสร้างให้ พร้อมกับการจัดพิธีสมโภชน์ยิ่งใหญ่ บนศาลเจ้ายังมีการบันทึกภาพประวัติความเป็นมาของ "เจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย" เอาไว้อีกด้วย

หลักกิโลเมตรยักษ์ที่ทำไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชายหลังใหม่

ด้านในศาล

เจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย

เจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชายที่ลอยมาตามน้ำ

ส่วนตำนานของ "เจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย" ก็มีอยู่ว่า วันหนึ่งมีชาวประมงพื้นบ้านท่านหนึ่งออกไปหาปลา และได้เจอรูปสลักไม้เป็นรูปเด็กหัวจุกชี้มือขึ้นฟ้า ก็เลยเก็บขึ้นมาแล้วเอาไปไว้ในศาลไม้เล็ก ๆ พร้อมทั้งขอพรให้จับปลาได้มาก ๆ จากนั้น เขาก็สามารถจับปลาได้อย่างมากมาย

เรื่องรู้ไปถึงชาวบ้านแถบนั่น บรรดาชาวเรือต่าง ๆ ก็มากราบไหว้ ขอพรให้การเดินเรือเป็นไปโดยสวัสดิภาพ รวมถึงชาวประมงที่มาขอพรให้การออกเรือจับปลาได้ปลามากมายมาจนปัจจุบันด้วยเช่นกัน

ชาวประมงมาพบเข้าก็เก็บกลับมาไว้ที่ศาล

เป็นที่นับถือจนสร้างศาลใหม่ใหญ่โตให้เจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย

บรรยากาศตอนกลางวันของโฮมสเตย์บ้านผู้ใหญ่สมร

หลังจากไหว้เจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชายแล้ว เราก็แวะมาทักทายผู้ใหญ่สมร พร้อมทั้งขอเข้าชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชุชนบ้านขุนสมุทรจีน ที่ผุ้ใหญ่บ้านสมรเล่าว่ามีข้าวของต่าง ๆ ลอยขึ้นมามากมาย หลังจากที่ชุมชนแห่งนี้โดนคลื้นซัดและชะผืนแผ่นดินให้ร่นไปอย่างมากมาย บางครั้งก็มีโลงศพโบราณโผล่ขึ้นมาด้วย ซึ่งสันนิฐานได้ว่าชุมชนแห่งนี้มีมานานมากแล้ว อาจจะเป็นบรรดาชาวจีนที่เดินเรือมาตั้งรกรากที่นี่ เพื่อความสะดวกในการทำมาค้าขายทางทะเล

สิ่งของที่พบได้อย่างมากมาย ได้แก่บรรดาเครื่องใช้ต่าง ๆ อาทิ ถ้วนชามรามไห เครือ่งประดับ และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้นว่าครั้งนี้เราจะไม่ได้มาค้างคืน และใช้บริการโฮมสเตย์ของผู้ใหญ่สมร แต่ท่านก็ให้การต้อนรับ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนแก่เราอย่างดี จนเป็นที่ประทับใจกันไปอย่างถ้วนหน้ากัน

บรรดาข้าวของที่ค้นพบและถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ฯ

คลองที่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชุมชน

เราออกจากบ้านผู้ใหญ่สมร และเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางท่องเทียวที่ระบุว่าเป็น สุสานหอย แต่เนื่องจากวันนี้บรรดาชาวบ้านที่ทำอาชีพหาหอยนารม ไปประชุมกันที่อำเภอ เราเลยไม่ได้เจอพวกเขานั่งแกะหอยอยู่ที่นี่ เหลือเพียงซากหอยที่ทับถมกันนานนับปี จนกลายเป็น "สุสานหอย" และต้นแสมดำ ที่มีเพียงต้นเดียวที่นี่แทน

สุสานหอยที่ตายทับถมกันเป็นภูเขาด้วยอาชีพหาหอยนารมของชาวบ้าน

ต้นแสมดำ ต้นเดียวของที่นี่

นกกาน้ำขึ้นมาสยายปีกตากแดดริมน้ำ

เราเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางท่องเที่ยวที่จะต้องผ่านนากุ้งร้างหลาย ๆ ผืน ป่าชายเลนทั้งที่มีอยู่เดิม และที่ปลูกขึ้นมาใหม่ ผ่านโรงเรียนวัดขุนสมุทรจีนทีต้องย้ายหนีคลื่นกัดเซาะมาเป็นหนที่สอง และชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนที่แทบจะเรียกได้ว่าตั้งอยู่ในทะเลโดยแท้

เราได้เห็นนิเวศน์ทางทะเล ป่าชายเลน และบรรดานกน้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะนกกาน้ำ ที่เดียวนี้หาชมได้ไม่ยากแล้วในชุมชนแห่งนี้ ขึั้นมาสยายปีกเพื่อตากแดด นกชนิดนี้มีความสามารถในการจับปลา และสามารถดำน้ำได้เป็นเวลานาน ๆ แม้นน้ำนั้นจะมีคลื่นลมแรงก็ตาม

ปีกดำคลับเป็นมัน สวยงาม

ชายทะเลที่กัดเซาะชายฝั่งเขามาจนหดหายไปหลายตารางกิโลเมตร

ซากเรือมาด ส่วนหนึ่งของการจัดแสดงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง

เราเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ จนได้พบวัดขุนสมุทรจีน แต่สิ่งแรกที่เราคิดถึงกลับเป็นอาหารกลางวัน เพราะเลยเวลาเที่ยงมานานมากแล้ว และจำได้ว่ามีร้านอาหารตามสั่ง และอาหารทะเลพื้นบ้านเล็ก ๆ ตั้งอยูในวัดร้านหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังวันนี้ร้านยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

(ล่าง) พริกแม่ม่าย พริกสีม่วง ใครเคยเห็นบ้างเอ่ย

ที่ว่าเป็นร้านอาหารทะเลพื้นบ้าน เพราะร้านนี้จะขายเฉพาะอาหารทะเลที่หาได้ในชุมชนแถบนี้เท่านั้น เช่น ปูทะเล หอยแครง และหอยนางรม โดยเฉพาะหอยนางรมที่นั่งแคะให้เห็นกันสด ๆ เจ้าของร้านที่เป็นสาวรุ่นทักทายปราศัยเพราะจำหน้ากันได้ พร้อมทั้งเสนอขายอาหารและน้ำดื่มด้วยอัธยาศรัยอันดี

ปูทะเลนึ่งสด ๆ

นอกจากอาหารทะเลต่าง ๆ ที่เราสั่งมาแล้ว ยังมีก๋วยเตี๋ยวหมู ที่แม่ค้าว่ารสเด็ดไม่แพ้อาหารประเภทอื่น แถมยังแนะนำให้เราทานผักพื้นบ้านที่หาได้ง่ายในชุมชน นั่นคือ ชะคราม นอกจากชะครามจะมีรสชาดและลักษณะคล้าย ๆ ชะอม แต่ไม่มีกลิ่นฉุนเหมือนชะอมแล้ว ชะครามยังมีคุณสมบัติทางสมุนไพร และมีรสอร่อยนำมาประกอบอาหารได้ง่ายอีกด้วย

ไข่เจียวชะคราม และไข่เจียวหอยนางรม

หอยนางรมแกะแล้วที่นำมาจำหน่ายที่ร้าน

แม่ค้านั่งแกะหอยนางรม และอธิบายที่มากันสด ๆ เลยทีเดียว

โดยเฉพาะหอยนางรมนั่น แม่ค้าเธอว่าเธอลงไปเก็บเองที่ทะเล เพราะหอยนางรมเหล่านี้จะมาเกาะที่เสาที่เป็นแนวกันคลื่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเก็บมาได้ทุกตัว เธอจะต้องดูด้วยว่ามันมีเนื้อ และมีอายุพอจะเก็บมากิน มาขายได้หรือยัง ที่เห็นกองอยู่ตรงหน้า เมื่อแกะออกมาแล้ว ยังมีน้ำหนักไม่ถึงหนึ่งกิโลด้วยซ้ำไป

เรากินอาหารไปสนทนากับบรรดาแม่ค้าไปเรื่อยเปื่อย เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เราจึงเดินไปชมโบสถ์ของวัดขุนสมุทรจีนที่จมลงไปในน้ำกว่าเมตรแล้ว

โบสถ์จมน้ำ วัดขุนสมุทรจีน

หลวงพ่อปากแดง ในพระอุโบสถ์

ภายในพระอุโบสถ์ของวัดขุนสมุทรจีน ยังคงมีพระประธาน คือ หลวงพ่อปากแดง และยังใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาเป็นปกติอยู่เช่นที่เคยเป็น เราแวะเข้าไปกราบท่านในโบสถ์พร้อมทั้งนั่งดูชีวิตชายเลนในโบสถนั่น

หลวงพ่อโต และหลวงปู่ทวด ที่ศาลากลางทะเล

ปลากระจังสองตัวที่กำลังจะต่อสู้กันแย่งอาณาเขต

เราได้เห็นปลากะจัง ที่คล้าย ๆ กับปลาตีน แต่มีขนาดใหญ่กว่า มันกำลังต่อสู้เพื่อแย่งพื้นที่ครอบครองกัน เริ่มจากตัวผู้สองตัว นอนเคียงกัน และเริ่มขู่ด้วยการพองตัว พองเหงือก และครีบจากนั้นก็เข้าจู่โจมกัน แม้นจะเป็นระยะเวลาต่อสู้สั้น ๆ แต่เรารู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้เห็น จึงบันทึกภาพมาให้ได้ดูกัน

นอนเคียงกันพร้อมสู้

พองตัว พองเหงือก และตั้งครีบ

เจ้าตัวนี้พร้อมสู้เต็มที่แล้ว

การต่อสู้สิ้นสุด โดยเจ้าตัวซ้ายมือยอมจากไปแต่โดยดี

หลังจากนั้นเราจึงเดินลัดเลาะไปยังศาลาริมทะเล เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อโต และหลวงปู่ทวด พร้อมทั้งชมแนวแผ่นดินเดิมที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะไปหลายตารางกิโลเมตร โดยสังเกตุได้จากแนวเสาไฟฟ้าที่เคยเป็นแนวถนนเดิม ซึ่งบัดนี้กลายเป็นท้องทะเลไปหมดแล้ว

แนวกันคลื่นที่ถูกคลื่นซัดจนหักพัง รวมถึงแนวเสาไฟฟ้าที่บอกว่าเคยเป็นแนวถนนที่ถูกกัดเซาะ

จากนั้นเราก็ปล่อยให้เด็ก ๆ หยิบจับจักรยานอันเป็นสมบัติของทางวัดขุนสมุทรจีน ที่มีไว้ให้บริการผู้ที่มาเยียมชมขับขี่เที่ยวชมพื้นที่ป่าชายเลนและดูนก ดูปลาไปจนสุดแนวถนน อันเป็นท่าเรือของวัดขุนสมุทรจีน นำร่มที่ยืมมาไปคืน และโทรตามลุงโก่งมารับ เพื่อเดินทางกลับบ้านกันต่อไป

พร้อมด้วยความประทับใจของชุมชนแห่งนี้ สถานที่ และผู้คนที่มากไปด้วยน้ำใจ แข่งกับเกลียวคลื่นทะเล และคลื่นทางการเมืองที่กำลังกัดกินชุมชนแห่งนี้อย่างเลือดเย็น

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net