วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ คือ วันสำคัญของโลก


avatar พุทธญาณ

 

International Recognition of the day of VESAK(Visakhapuja) at United Nations

ตามที่องค์การหประชาชาติ ได้ประชุมตามที่ประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ระหว่างวันที่ 9-14 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเข้าร่วมประชุม อาทิ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียตนาม ภูฐาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และประเทศไทย ได้ตกลงที่จะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติที่จะประกาศให้ วันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 54 ได้พิจารณาวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ทรงตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรม และขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของสหประชาชาติ ที่ประชุมจึงให้การรับรองโดยฉันทามติว่า

วันดังกล่าวเป็นวันที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ และที่ทำการสมัชชาจะจัดให้มีการรำลึกถึง(Observance)ตามความเหมาะสม

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันเพื่อแสดงความยินดีทุกฝ่าย

คณะกรรมการจัดงาน

สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเทศกาลวิสาขบูชา 2543.....

ผู้ตั้งกระทู้ พุทธญาณ (buddhayan-at-msn-dot-com) กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2012-06-06 11:20:29 IP : 115.87.221.84

     [1]
ความเห็นที่ 1 (3288650)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar ดร.ธรรมะประทานพร

มงคลสมัยวิสาขบูชาโลก

พุทธชยันตี 2600 แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

วันวิสาขบูชา และ หน้าที่ของชาวพุทธ

"วิสาขบูชา" เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากลของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุด ในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ วันคล้ายวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง 3 เหตุการณ์ได้เกิดตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาศ(ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เรียกการบูชาในวันนี้ว่า"วิสาขบูชา" ย่อมาจาก"วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชา ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือ เดือนมิถุนายน

วันวิสาขบูชาในประเทศไทยนั้น เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในสมัยนั้น ได้รับสืบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาจากประเทศศรีลังกา ซึ่งถือเป็นเมืองที่มั่นคงทางพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช โดยชาวศรีลังกา จะมีการจัดพิธีเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่เริ่มรับพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ชาวศรีลังกานั้น ให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่อาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง จนถึงสมัยอยุธยา แม้จะมีการปฏิบัติวิสาขบูชาอยู่ แต่ก็ลดความสำคัญลงมาก จนไม่ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดาร หรือจารึกใด จนกระทั่งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พิธีวิสาขบูชาจึงได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ได้มีพระราชประสงค์ให้ทำการฟื้นฟูการประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้น พระองค์ได้ทรงปรึกษากับสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช(มี) วัดราชบูรณะ(วัดเลียบ) ให้วางแนวปฏิบัติการพระราชพิธีวิสาขบูชา และพระราชพิธีวันวิสาขบูชาครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้จัดขึ้นเป็นการพระราชพิธีใหญ่ 3 วัน 3 คืน นับตั้งแต่วันศุกร์ขึ้น 14 ค่ำ ถึงวันแรม1 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู พศ.2360.....

ผู้แสดงความคิดเห็น ดร.ธรรมะประทานพร (dr-dot-dhammapratanporn-at-gmail-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-06 11:46:08 IP : 115.87.221.84
ความเห็นที่ 2 (3288652)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar ชัย นิพพาน

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ทรงให้มีการเทศน์ปฐมสมโพธิกถา(พระพุทธประวัติ) เพิ่มในวันวิสาขบูชาด้วย และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ตั้งโต๊ะเคื่องบูชารอบระเบียงพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจุดดอกไม้เพลิงถวายเป็นพุทธบูชา และให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการฝ่ายใน และหน่วยราชการต่างๆ มีการเดินเวียนเทียน จุดโคมประทีป และสวดมนต์ที่พระพุทธรัตนสถาน วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมีการจัดพิธีวิสาขบูชาสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

จากความเป็นมาของการจัดพิธีวิสาขบูชาในประเทศไทย จากสมัยสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้พิธีวิสาขบูชาแพร่หลายในหมู่ประชาชน ซึ่งปัจจุบันการจัดพิธีวิสาขบูชาได้แพร่หลายในประเทศไทย และได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันมา วันวิสาขบูชาจึงกลายเป็นวันหยุดราชการโดยพฤตินัย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และคณะสงฆ์ได้เป็นผู้มีส่วนร่วม ในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาพร้อมๆกับชาวพุทธทั่วโลก เป็นการช่วยกันสนับสนุนให้การรักษา และเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปพร้อมๆกันอีกทางหนึ่ง

เหตุที่วันวิสาขบูชาถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญของโลกนั้น เริ่มจากผู้แทนของประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาพุทธ คือ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียตนาม ภูฏาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้ร่างข้อมติร่วมกัน และขอเสียงสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ที่จะประกาศให้วันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ ในการประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก แต่ต่อมาคณะผู้แทนจากศรีลังกา ได้เปลี่ยนเป็นการเสนอข้อมติให้ประกาศวันวิสาขบูชาเป็น"วันสำคัญสากล"แทน เนื่องจากวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรม และขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของสหประชาชาติ ในที่สุดองค์การสหประชาชาติ จึงได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็น"วันสำคัญสากลของโลก"(Vesak) โดยการเสนอของประเทศศรีลังกา ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542......

ผู้แสดงความคิดเห็น ชัย นิพพาน (ChaiNippan-at-gmail-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-06 12:21:27 IP : 115.87.221.84
ความเห็นที่ 3 (3288653)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar พุทธจิตธรรมญาณ

พระครูปลัดมงคลวัฒน์(สุพล ขันติพโล) ผู้อำนวยการสถาบันจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร กรุงเทพมหานคร ได้อธิบายถึงข้อควรปฏิบัติในวันวิสาขบูชาว่า

"หลักของชาวพุทธ คือ ทำบุญให้ทาน ทำบุญตักบาตร ซึ่งการทำบุญตักบาตร ถือเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา นอกจากจะทำบุญตักบาตรแล้ว ยังต้องรักษาศีล การรักษาศีล คือ การรักษาวาจา การรักษากายของตนเองไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น แม้กระทั่งตัวของเราเอง ซึ่งการรักษาศีล นอกจากจะรักษาศีลอยู่ที่บ้านแล้ว ยังสามารถไปรักษาศีลที่วัด หรือตามสถานที่ปฏิบัติธรรมต่างๆ เพื่อให้จิตใจของเราเกิดความสงบมากขึ้น โดยอาจจะรักษาศีล 8 ข้อเพิ่มจากการรักษาศีล 5 ที่รักษาเป็นปกติอยู่แล้วก็ได้

เมื่อรักษาศีล 5แล้ว ก็ทำจิตใจให้สงบด้วยการทำสมาธิ ซึ่งการทำสมาธิ ก็คือ การสวดมนต์ เรียกว่า "สมาธิภาวนา" เมื่อเราสวดมนต์บ่อยๆ มันก็ทำให้จิตของเราสงบ แต่ถ้าเราอยากได้ความละเอียดอ่อนมากขึ้น หรือ ความลึกซึ้ง ก็ให้นั่งสมาธิ เพราะการนั่งสมาธิ จะทำให้จิตของเราสงบลึกซึ้งไปอีกระดับ อันนี้ถือเป็นการทำให้จิตผ่องแผ้ว จิตใส ที่เขาเรียกว่า "จิตใสเป็นบุญ จิตขุ่นเป็นบาป" ซึ่งเข้าหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "สุจิตตปริโยทปนัง-คือ การทำจิตใจให้ใสสะอาด ผ่องแผ้ว"

สำหรับการเวียนเทียนนั้น ช่วงการเวียนเทียน ถือเป็นการสำรวมกาย สำรวมจิต เพราะว่าเราถือไฟอยู่ในมือ ถ้าหากไม่ระวัง อาจไปชนคนข้างหน้าได้ ขณะเดินเวียนเทียน เราควรสวดบทพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณไปด้วย โดยเวียนประทักษิณ คือ เวียนขวา 3 รอบ เพื่อแสดงความเคารพผู้ที่ทำความดี สมัยก่อนคนเคารพกันให้เวียนขวา เวียนรอบพระพุทธเจ้า รอบที่ 1 แล้วก็ไหว้ ว่าท่านนั้นเป็นผู้ที่น่าเคารพศรัทธา ข้าพเจ้านับถือท่าน รอบที่ 2 ก็เหมือนเดิม ข้าพเจ้าเคารพท่าน ศรัทธาท่านด้วยความจริงใจ รอบที่ 3 ก็เช่นกัน......

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธจิตธรรมญาณ (buddhajitdhammayan-at-hotmail-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-06 12:46:15 IP : 115.87.221.84
ความเห็นที่ 4 (3288658)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar ชัย แสงทิพย์ 085-1637455

ปัจจุบัน ได้เปรียบเทียบการเวียนประทีปโคมไฟ ว่าบ่งบอกถึงการจุดประกายให้เกิดความรู้ ความเข้าใจว่า มืดอยู่ที่ไหน เมื่อมีแสงประทีปเข้าไปก็เกิดความสว่างไสวที่นั่น เราจะปฏิบัติตามรอยผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ก็เลยจุดประทีปเพื่อให้เกิดความสว่างในที่มืด เมื่อเกิดความสว่างไสวภายนอก ก็ให้ย้อนกลับมาดูตัวเรา แม้ประทีปจะดวงเล็กๆ มันยังสว่างไสวเท่านี้ ถ้ามีมากก็สว่างไสวมาก หมายถึงสติปัญญาของเรา ว่าทำไมเราไม่รู้ เพราะว่าประทีปในใจของเรามันปกคลุมด้วยกิเลสต่างๆ หรือว่าสิ่งสกปรก มันจึงสว่างไสวน้อย

ฉะนั้น เราต้องเร่งปฏิบัติว่า ทานเราให้มากหรือยัง? ศีลเรารักษามากหรือยัง? สมาธิเราทำมากหรือยัง ? สวดมนต์เราทำมากไหมในแต่ละวัน? ถ้าเราทำมาก ก็เหมือนประทีปโคมไฟที่จุดมากๆ มันก็สว่างไสว การปฏิบัติมากๆ มันก็ย่อมทำให้ใจของเราเกิดความสว่างไสวขึ้นมาได้ ดังนั้น การเวียนเทียนจึงให้สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ถ้าสวดไม่ได้ก็ให้ว่า พุทโธ ในรอบแรก รอบที่ 2 ก็ ธัมโม รอบที่ 3 ก็สังโฆ เพื่อให้มีสติรู้ว่าอยู่รอบไหน? หรือจะสวดอิติปิโสฯก็ได้ จึงอยากให้เราหมั่นสร้างบุญบารมี(บารมี 10)เอาไว้ คือ

1.ทานบารมี-คือ ให้รู้จักการแบ่งปันซึ่งกันและกัน

2.ศีลบารมี-คือ ให้รู้จักรักษาศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 หรือ ศีล 8 (ศีล 10-227-311...Admin)

3.อธิษฐานบารมี...(Admin)(ภาวนา)-คือ รู้จักสวดมนต์ นั่งสมาธิ อธิษฐานจิต ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ปฏิบัติมาเช่นกัน

4.เนกขัมมบารมี-คือ การออกไปปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆที่วัด หรือที่สถานที่ปฏิบัติธรรม(หรือที่บ้านเราเอง...Admin)ก็ได้ตามโอกาส

5.ปัญญาบารมี-คือ ให้ให้พิจารณาดูว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีทั้งคนหนุ่มคนสาว คนสูงอายุ แม้กระทั่งคนตาย ทุกอย่างล้วนมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไปเช่นเดียวกับปัญญา ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

6.วิริยบารมี-คือ ให้พิจารณาบ่อยๆว่า เราได้ทำบุญทำทานบ้างหรือยัง? สวดมนต์บ่อยๆหรือยัง?

7.ขันติบารมี-คือ ทำความดี หรือ ทำสมาธิ สวดมนต์ มันก็ต้องมีความอดทน เพราะร่างกายเราประกอบขึ้นมาด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ มีวิญญาณเป็นธาตุรู้ มันก็เจ็บก็ปวด เพราะฉะนั้น เราต้องรู้จักประมาณ มีความอดทนเท่าที่ทำได้

8.สัจจบารมี-คือ มีความจริงในการประพฤติปฏิบัติ ว่าวันนี้เราจะรักษาศีลข้อไหน? นั่งสมาธิกี่นาที? สวดมนต์กี่ครั้ง? กำหนดไว้แล้ว ทำให้ได้

9.เมตตาบารมี-คือ ปรารถนาดีต่อตนเองและผู้อื่น

10.อุเบกขาบารมี-คือ ย้อนมาทบทวนดูว่า ทานเราทำหรือยัง? ศีลเรารักษาหรือยัง?

ทั้ง 10 ข้อนี้ ถือเป็นการทบทวนดูว่า เรานั้นได้ทำบุญกุศลมากน้อยแค่ไหน? เพื่อที่จะให้มันบริบูรณ์ สิ่งไหนยังบกพร่องก็เพิ่มเติมสิ่งนั้นให้เต็ม แม้กระทั้งพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงทำอย่างนั้น เรียกว่า "บารมี 10 ข้อ" เมื่อทำบ่อยๆมันก็บริบูรณ์......

จากคมชัดลึก 3/6/2555

ผู้แสดงความคิดเห็น ชัย แสงทิพย์ 085-1637455 (chaisangthip-at-www-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-06 13:29:19 IP : 115.87.221.84

จาก www.buddhapoem.com /

ชัย กรุงศรี คนดีศรีอยุธยา

โดย ชัยแสงทิพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net