วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พะเนินทุ่ง (2)..ภัตตาคารบ้านบ้านพะเนินทุ่ง..มื้อเที่ยงในม่านหมอก


 

พะเนินทุ่ง (2)..ภัตตาคารบ้านบ้านพะเนินทุ่ง..มื้อเที่ยงในม่านหมอก

       

              จากจุดที่รถเราพบกับ บก.ชาลี บลูฮิลและบล็อกเกอร์ชายสามหยด.. กำหนันขับรถไต่ขึ้นเขาไปอย่างช้าๆ อีกราวสองกิโลเมตรก็จะถึงจุดหมาย..เราปล่อยให้รถของนักเดินทางตัวเขื่องกับน้องกุ้งมุ่งหน้าไปก่อน...

               ลมยอดภูเขายามเช้าที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างรถ ช่างเย็นสดชื่นนัก เราสี่คนพากันเงี่ยหูฟังเสียงนกหลายตัวคุยกันจุ๊กจิ๊กๆ ในพุ่มไม้ไปตลอดทางจากหน้าต่างด้านขวาของรถ ซึ่งเป็นด้านริมเหว บางตัวร้องเสียงดัง คงจะเป็นนกตัวใหญ่ กำหนันเงยหน้ามองหาที่มาของเสียงนกเป็นระยะๆ แล้วก็บอกว่า

                “เฮ้ย เสียงนี้เป็นเสียงนกไอ้นั่น” ส่วนสามีของฉันก็เริ่มอ้าปากเอ่ยชื่อนกเมื่อได้ยินเสียงร้องของนกบางตัว แม้แต่ศรีสอางค์ฟังเสียงนกแล้วก็ยืนยันว่า “เสียงนกไอ้นั่นแหละ พี่สาวเหอ” ..ฉันยอมรับว่าบนยอดเขาพะเนินทุ่งมีนกเยอะจริงๆ พวกเราเริ่มสนุกกับการหาที่มาของเสียงนก..สงสัยว่าเราคงได้รับรังสีดูนกจากบก. ชาลี ที่แผ่กระจายมาถึงเราอย่างอ่อนๆ โดยไม่รู้ตัวเข้าให้แล้ว

                 “ไชโย..เย้.. ถึงแล้วพะเนินทุ่ง” ฉันร้องเสียงดัง เมื่อรถแล่นขึ้นมายังลานจอดรถหน้าเรือนไม้ที่ทำการอุทยานพะเนินทุ่ง..สุดทางแล้ว

                 ทุกคนรีบออกจากรถ เดินไปดูสิว่า “พะเนินทุ่ง” เป็นอย่างไร

               จากบนเนินที่เราจอดรถมองลงไป..เบื้องล่างต้องเดินลงจากเนินไปตามขั้นบันไดราวสิบสามขั้น เป็นสนามหญ้านวลน้อยนุ่มเท้าน่าเดิน พื้นที่ราบบนยอดเขากว้างราวสนามฟุตบอล 1 สนาม ตามชายขอบสนามมองลงไปเป็นหุบเขาที่ลึกชัน รอบขอบสนามมีต้นไม้ใหญ่ๆ ขึ้นอยู่บ้างไม่กี่ต้น

                 “กลางวันคงร้อนน่าดู ไม่มีร่มไม้แบบนี้” ฉันนึกในใจ

                 นักเดินทางตัวเขื่องลงไปหาจุดยุทธภูมิที่จะให้กองทัพลูกเสือและอนุกาชาดของเรากางเต็นท์ก่อนเป็นอันดับแรก

                 “เอาตรงนี้แหละ พี่เจ้าหญิง มองไปเห็นวิวทะเลหมอก” น้องรัตบอก

                 “ฮืม..เอาตรงนี้แหละดี.. ใกล้กับศาลา ยังไงเวลาร้อนเราก็หลบเข้าในศาลา อาศัยชายคาของศาลาได้ส่วนหนึ่ง” ฉันมองแล้วเอาศาลาเป็นที่พึ่ง ทว่าในศาลามีเต็นท์ของนักท่องเที่ยวกางครอบครองศาลาอยู่แล้วสองเต็นท์ อีกที่หนึ่งมีร่มไม้เล็กน้อย แต่ดันเป็นทางลงไปหน้าห้องน้ำ..เอ้อ..ไม่เอาดีกว่า

                 เมื่อตัดสินใจเลือกจุดยุทธศาสตร์ได้แล้ว ลำดับต่อไปก็เป็นการช่วยกันขนของทุกลัง ทุกอย่าง ทุกถุงที่เอามาลงจากรถ ยกเว้นรองเท้าผ้าใบของฉันและสามียังฝากไว้ในรถกำหนัน..เราช่วยกันขนอุปกรณ์ต่างๆ ลงบันไดเดินไปยังจุดกางเต็นท์กองบัญชาการทันที..

ศรีสอางค์ ยิ้มหวาน..ขวัญใจของกำหนัน

น้องกุ้ง..ขวัญใจน้องรัต นักเดินทางตัวเขื่อง  กล่องสีน้ำเงินใส่อุปกรณ์เครื่องทำครัวพร้อมทุกอย่าง

กำหนันขนทุกอย่างแข็งขัน..ในภาพนี้เป็นกล่องใส่เครื่องนอนทั้งหลาย หมอน..ผ้าห่ม

                 เมื่อนำกล่องลัง ถุง เตาแก็ส ทุกอย่างลงมาแผ่กระจายและจัดให้เข้าที่เข้าทางเพื่อสะดวกแก่การหยิบหามาใช้ .. บรรยากาศเริ่มสนุกเร้าใจมากขึ้น

                 เราปูเสื่อผ้าใบน้ำมันผืนใหญ่ ..ฝ่ายชายมุงหลังคาเป็นเพิงผ้าร่ม น้องกุ้งสามีน้องรัตชำนาญการเป็นพิเศษในเรื่องกางเต็นท์ พักเดียวก็กางเต็นท์สองหลังให้ตัวเองและฉันด้วย ส่วนกำหนันทำหน้าที่กองลาดตระเวนยังไม่กางเต็นท์เพราะยังเดินสำรวจบริเวณไม่เสร็จ

                 กำหนันตะโกนมายังฉันที่ยังสาละวนกับการจัดครัวอนุกาชาด

                 “พี่สาว..ไปแลทะเลหมอกแล้วม่ายง่ะ อยู่ตรงโน้นที่เราขึ้นมา แขบไปแลตะ เดี๋ยวแดดร้อนแล้ว หมอกจะหายไป”

                 ฉันรีบวิ่งตามไปดูวิวทะเลหมอกที่บริเวณหน้าอาคารที่ทำการอุทยาน..ต้องเดินขึ้นบันไดไปทางที่รถจอดรถ..สามีของฉันเดินเตร่ๆ อยู่แถวนั่นแล้วเหมือนกัน

เวลาประมาณเกือบเก้าโมงเช้าแล้ว เห็นหมอกยังปกคลุมยอดภูเขา สวยงามจริงๆ

                 สักครู่..ฉันกลับมาที่กองบัญชาการของเรา..เสียงกำหนันดังมาอีกว่า

                 “ผมเนือยแล้วนิ ไม่ได้กินข้าวเช้าที..ปกติผมกินข้าวหัวเช้า”

                 “โอเค..งั้นหุงข้าว ทำกับข้าวเลย กินข้าวมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงทีเดียวเลย” ฉันบอกแล้วก็ประกาศรายการเมนูมื้อเที่ยงให้ทุกคนทราบ

                 “แกงคั่วพริกหมู ไก่ต้มขมิ้นเอาไว้ซด ทำน้ำชุบโลกม่วง (น้ำพริกมะม่วงซึ่งเก็บมาจากไร่น้องรัตตรึมเลย) ผัดยอดเขลียง (กำหนันเอามาจากกระบี่) กับไข่ แล้วก้อไข่เจียว”

                 “กำหนัน เติ้นก่อไฟก่อนเลย หน้าที่เติ้น เดี๋ยวฉานหุงข้าวก่อนอื่น” ฉันบอกกำหนันผู้ชำนาญการก่อไฟ ทุกขั้นตอนของการหุงต้มฉันคิดคำนวณไว้ในหัวหมดแล้ว

                  กำหนันเมื่อก่อไฟเสร็จก็ออกลาดตระเวนต่อใกล้ๆ เต็นท์ ได้ยินเสียงฟุดฟิดฟอไฟลอยลมมา เพราะเต็นท์ในศาลาเป็นของฝรั่งไม่ปรากฏสัญชาติสองนาย

โชคเข้าข้างพวกเราแล้ว เมื่อสองฝรั่งถอนทัพกลับไปเพชรบุรี..พวกเราเข้ายึดพื้นที่..ในศาลาทันที

               ศรีสอางค์นั่งพัดเตาอั้งโล่สุมไฟด้วยก้อนถ่านที่เผาเองจากไร่น้องรัตให้ลุกโชน ฉันบัญชาการให้สามีช่วยเอาถังพลาสติกที่ฉันใส่รถมาด้วย ไปตักน้ำมาจากก๊อกหน้าห้องน้ำของอุทยาน ซึ่งเดินไกลออกไปราวสิบแปดเมตร ที่หน้าห้องน้ำมีก๊อกน้ำสำหรับล้างจานด้วย มีน้ำไหลซึ่งปั๊มขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง เปิดปิดเป็นเวลา

                 จากนั้น..สามแม่ครัว.. ศรีสอางค์แม่ครัวมือวางอันดับหนึ่ง นักเดินทางตัวเขื่องมือรอง และฉันมือโปร..ต่างไม่รอช้า..ฉันล้างข้าวสารสองน้ำ แล้วเก็บน้ำซาวข้าวสารเอาไว้..(ตามสไตล์แม่ครัวบ้านๆ เวลาที่น้ำหายาก ต้องเก็บน้ำซาวข้าวสารไว้ล้างอย่างอื่นได้อีก เช่น เนื้อหมู ไก่ เป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดที่แม่สอนไว้)  น้องกุ้งขวัญใจนักเดินทางตัวเขื่องผู้รอบคอบได้นำข้าวกล้องหอมมะลิแดง ข้าวกล้องขาวมาด้วย

                “เอาหละวะ..ทั้งสองข้าวนี่แหละผสมกัน” ฉันนึกในใจ “ไม่ดิบก็เปียกงานนี้ต้องเสี่ยง.. แต่ข้าวแฉะก็ดีกว่าดิบ ยังไงแฉะก็กินได้” ว่าแล้วก้อวางหม้อบนเตาอั้งโล่ ที่ศรีสอางค์สุมถ่านพัดอย่างแรงจนไฟร้อนแดง ในไม่ช้าก็เดือดล้นหม้อ

               เสร็จจากหุงข้าว..พอราไฟ..เราต้องใช้เตาถ่านสองเตาเพื่อความรวดเร็ว กำหนันเดินไปยกเตาอั้งโล่ที่นักท่องเที่ยวตั้งทิ้งไว้ ยังอยู่ในสภาพพอใช้ได้ แม้อิฐด้านหนึ่งจะหักพัง แต่เอามาทำก้อนอิฐสามเส้า...ก็วางกระทะทำแกงคั่วพริกได้สบายมาก

               ฉันเอาน้ำจากขวดเทใส่กระทะ เอาเครื่องแกงคั่วพริกผสมกะปิแล้ว ซึ่งน้องก้อยส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษมาให้จากตรังก่อนวันเดินทาง (เนี่ย..หากครูชบาตานีมาด้วย คงจะทิ่มเครื่องเอง) ฉันบอกน้องกุ้งช่วยควานหาเนื้อหมู เนื้อไก่มาวางไว้ ..ฉันหั่นหมูแดงและหมูสามชั้นมีหนังติดมาด้วย “อย่างนี้แหละแกงคั่วทั้งหนัง หรอยนักแล” แล้วโยนเนื้อหมูทั้งหมดลงในกระทะ..

ศรีสอางค์นั่งหน้าเตาไม่ยอมลุก คอยกวนคนให้แกงสุก

หอมฉุยแล้วโรยใบมะกรูด เป็นอันเสร็จไปหนึ่งอย่าง

               เมนูที่สอง..ต้มไก่ขมิ้นเอาไว้ซดให้คล่องคอ..ทุบขมิ้นและตะไคร้ที่น้องปลูกเองแล้วส่งมาให้อีกเช่นกัน โยนใส่หม้อน้ำต้มให้เดือดพร้อมหัวหอมบุบ.. ปรุงรส..ฉันทำเป็นสองถ้วย ถ้วยหนึ่งไก่ต้มขมิ้นธรรมดาจืดๆ อีกถ้วยทำเป็นไก่ต้มขมิ้นต้มยำรสแซ่บ ..โดยตำพริกขี้หนูปลูกเองและบีบมะนาวของแม่ลงไปสองซีก พร้อมโรยใบผักชีที่ซื้อมา..แค่นี้ก็เสร็จไปอีกเมนู

ระหว่างทำอาหารอดคิดถึงเชฟดงละคอนไม่ได้..

มานั่งคอยให้กำลังใจตลอดเวลา...จากต้นไม้ไม่ไกลนัก..มากันหลายตัว

               เมนูที่สาม.. “น้ำชุบโลกม่วง”...น้องรัตทำหน้าที่ปอกมะม่วง 3 ลูกแล้วสับๆ สำหรับทำน้ำชุบมะม่วง..ได้เคย(กะปิ) ชั้นเยี่ยมมาจากกระบี่ ..ฉันบิเคยให้แบนๆ แล้วเอาใบกล้วยน้ำว้า ซึ่งตัดมาจากหลังบ้านที่กรุงเทพฯ ติดตะกร้ามาด้วย เห็นไหมว่า..ได้ใช้งาน..ฉันห่อกะปิด้วยใบกล้วยแล้วปิ้งบนเตาอั้งโล่ โดยมีน้องกุ้งนั่งมองเคยปิ้งอย่างน้ำลายไหลด้วยกลิ่นหอมของเคยกระบี่ หอมโชยโหยหวนชวนกินยิ่งนัก..แล้วโยนเคยปิ้งลงครกหินจากอ่างศิลาใบเล็กๆ น่ารักซึ่งมีกุ้งแห้งนอนรออยู่..ตำๆ โขลกๆ..ชิม..อร่อยอย่างแรงเป็นอันว่า..เสร็จอีกหนึ่งอย่าง

               เมนูที่สี่..เป็นผักเขลียงผัดไข่..ศรีสอางค์เด็ดใบเสร็จแล้ว ฉันไม่ลืมที่จะล้างผักให้สะอาด วางใส่ถาดสะเด็ดน้ำเตรียมไว้..ต่อยไข่ไก่..ใส่ถ้วย..จากนั้นเหยาะน้ำมันหอย น้ำปลา น้ำตาล (งานนี้ปลอดผงชูรส) โยนลงกระทะ ผัดฉ่าๆ กลิ้งไป กลิ้งมา สักสามสี่ที ใส่ไข่ แล้วผัดอีกที เป็นอันเสร็จพิธี..ผัดผักเหมียงเมนูนี้ ฉันได้ครูสอนวิธีผัดจากร้าน “เลตรัง” รับรองอร่อยกว่าทุกแห่งที่เคยกินมา

               สุดท้ายเมนูที่ห้า.. “ไข่เจียว” ซะหน่อย เผื่อใครกินอะไรไม่ได้ กินไข่เจียวก็แล้วกัน...(ฉันไม่วายนึกถึง บก. ชาลี สั่งไว้ว่า เอาไข่เจียวกรอบๆ)

               ของหวาน..เป็นผลไม้..ศรีสอางค์ปอกสับปะรดภูเก็ตหวานกรอบอร่อยที่ซื้อมาจากระบี่ใส่จานทันใด

               อาหารเสร็จ..นำขึ้นวางบนโต๊ะเหลาชั้นสูง...ปูเสื่อกับพื้นศาลา..  นั่งล้อมรอบวง..

ท่ามกลางอ้อมกอดของม่านหมอกแห่งยอดเขาพะเนินทุ่ง..หกหัวใจป่า..กินอย่างเอร็ดอร่อยอย่างน้อยคนละสองชาม

กินไป..ชื่นชมธรรมชาติ..ม่านหมอก เบื้องหน้าที่ระเบียงศาลานั่น..นกเงือกสองตัวบินผ่านไปยังโพรงต้นไม้ใหญ่

..ระหว่างสนทนา เรานินทาถึง บก. ชาลี.. ฉันว่า

               “ป่านนี้ บก. กับคุณชาย ยังไม่มา..สงสัยหลงน้องนกซะลืมกินข้าวเที่ยง”

               พูดไม่ทันขาดคำ..โอ้พระเจ้า..บก. ชาลีและชายสามหยด..เดินมาถึงศาลาว่าการภัตตาคารบ้านบ้านพะเนินทุ่งของเราพอดี... “โอ๊ะ..ตายยากแฮะ”

ทั้งสองไม่พูดพล่ามทำเพลง ตักข้าวใส่ปากทันใด..ฉันเจียวไข่กับผัดผักเขลียงเพิ่ม...บก. ชาลีถึงกับเอ่ยปากว่า...

                “ตั้งแต่ผมกางเต็นท์พักแรมดูนกมา..ไม่เคยเห็นกับข้าวที่ไหน เยอะเท่านี้มาก่อน..”

                  ฮิๆ จริงๆ ด้วย เพราะเราขนมาเยอะมาก สำหรับกินได้ทั้งกองทัพและอยู่ได้เป็นอาทิตย์..

ผัดผักเขลียงนี่ ..หรอยแรง...นิ ...ผักอะไรไม่รู้ ยิ่งเคี้ยว ยิ่งมัน..

หรอยจังหู..ไหมคะ บก.

อิ่มมากครับผม..

ผีเสื้อที่อ่างล้างจาน หน้าห้องน้ำ..มายั่วเย้ายวน

(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..หลังอาหารเที่ยง..เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร..)

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net