วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การจัดการน้ำชุมชน เซราะกราว


"บุรีรัมย์ ตำน้ำกิน"กลายเป็นตำนานไปเลยเมื่อได้มีโอกาส

เรียนด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาได้มีโอกาสทำงานวิชาการด้านนี้

แล้วยังได้นำพามาพบกับ ผู้ใหญ่ทองคำ ยิ้มรัมย์ แห่งบุรีรัมย์

บ้านโนนขวาง ตำบลโนนขวาง อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์

เป็นผู้นำหลักคิดการจัดการน้ำ จาก"ปลักควาย"

ที่อุ้มน้ำ

มาเป็นวิธีการขุดบ่อน้ำแล้วให้สัตว์น้ำต่างๆ ทั้งปู ปลา กุ้ง หอย

ได้เอื้อประโยชน์ในการทำให้บ่อนั้นได้ใช้ทั้งปี

เห็นแล้วดีใจว่ามีชาวบ้านธรรมดา

แต่ก็ได้อาศัยความจำ ความช่างสังเกต จนตกผลึกทางความคิด

นำมาสู่การปฏิบัติ จัดการน้ำแล้งจนทำนาได้ทั้งปี ในเนื้อที่ 15 ไร่

จากที่ดินดานกลายเป็น"สวรรค์บนดิน สำหรับสรรพสิ่ง"

การจัดการน้ำของภาครัฐในอดีตที่ยังมองเห็น

มีทั้ง ฝาย ทำนบ เขื่อน ประตูระบายน้ำ แล้วแต่จะเรียก

เกิดประโยชน์เพื่อเกษตรกรรมบ้าง

อ้างว่านำมาปั่นไฟฟ้าบ้าง

ก็ยังตั้งค้างตามลำน้ำขนาดใหญ่และจะก่อสร้างเขื่อนเพิ่มอีก

ลองหันมาสนใจการจัดการน้ำภาคชุมชนกันบ้างสิครับ

เพราะ

เค้าอยู่กับน้ำตามธรรมชาติที่บ้านมาตั้งแต่เกิด(แต่ปุดแต่ปู้)

ชาวนารู้ว่าน้ำท่วมจะตรงใหนในหน้าฝน

หน้าแล้งมาก็รู้ว่าจะขุดมุม(แก)ใหนของนา

แวะไปชม ค้นไปดูบ้าง รัฐมนตรี เจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลาย

งบสามล้านล้าน ที่ว่ามามีคำว่า"ประชาชน"บ้างหรือเปล่า!!

เสิร์ช คำว่า ผู้ใหญ่ทองคำ, น้าน้อย, หรือพ่อจันที ใน Google

มีมั๊ยที่จะให้ท่านเหล่านี้ไปช่วยคิดในด้านการจัดการน้ำหรือจะรอแค่ให้งบไป"ตามน้ำ"

ผมได้ไปฟัง ไปเห็นแล้ว"ทึ่งกับความคิดอ่าน"และยอมรับว่า

สามารถนำความรู้ที่ได้นำไปใช้ประโยชน์ได้มากกับ"นโยบายน้ำแห่งชาติ"ได้เลย

แต่กลับตรงกันข้าม

กลายเป็นบริษัทต่างชาติมาสัมปทาน"การจัดการน้ำ"ไทย

ได้ยินแล้ว ผมก็ได้แต่ทำตา ปริบๆ

เผลอๆรางวัลต่างที่ชาวบ้านได้มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

กลับกลายเป็นความดีความชอบของหน่วยงานภาครัฐไป

ก็เท่านั้น(หรือ)

ชมภาพ การจัดการทรัพยากร น้ำ ดิน ไปพลางๆครับ^^

 ไม่อยากสาธยายมาก

 ปากเปียกปากแฉะ รัฐบาลก็ไม่ฟัง

 เพื่อนๆใน"กรรมาธิการน้ำในสภา" ก็ไม่สน

หวังว่าท่านที่มาแวะอ่านคง"เข้าใจ"ที่ผมหมายถึงนะครับ

 รางวัลชนะเลิศ

การประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริฯ ปี 2550

 รางวัลต่างๆมากมาย

 

 

พื้นที่นา 15 ไร่ มี 3 ฤดู 

ตอนบนกำลังต้นข้าวเขียว ตอนกลางที่นาถัดจากบ่อน้ำไถดะเพื่อเตรียมดิน พร้อม

แปลงถัดไปเป็นแปลงข้าวโพด

ตอนท้ายปลายนาข้าวเกี่ยวเสร็จหมาดๆ(ตอนไปเยือนครั้งที่ 2)

 

 

 

ไปแระ

ไม่ปฏิเสธรถไถ แต่ก็หาใช่ละทิ้ง"ควาย"

 

 ปลูกพืชเศรษฐกิจ ให้ทั้งคน ทั้งสัตว์

โอ๊ยยย ผมหล่ะงึด ลาว 

 ต่อสายปั่นน้ำจากคลองเหมือนสาธารณะ

เครื่องปั่นใช้ภูมิปัญญา ฝีมือช่างซ่อม ต่อกับแผงโซล่าเซลล์มือสอง

อีกด้านหนึ่งก็ใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก เพื่อช่วยประหยัดเวลา 

 

 

 

ปลักควาย หรือ บวกควย ในภาษาอีสาน 

แผงโซล่าเซล

ซื้อของเก่ามือสองมาปรับใช้เป็นพลังงานทางเลือกเพื่อสูบน้ำเข้านา 

 

 

 

             บทพิสูจน์ความสำเร็จบ้านโนนขวาง

               สภาพปัญหาของชุมชน

             ชุมชนบ้านโนนขวางตั้งอยู่บนที่ดอน พื้นที่ร่องน้ำแห้งขอด เส้นทางน้ำอยู่ห่างไกลออกไปกว่า

           ๑๐ กิโลเมตร มีน้ำไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าว และทำการเกษตรอื่นๆ ประกอบกับสภาพดิน

      เป็นดินเค็มดินดาน ดินเป็นกรดปลูกพืชอะไรก็ไม่ขึ้น เมื่อขาดทั้งน้ำ และมีปัญหาดินทำให้

       คนในชุมชนต้องละทิ้งถิ่นฐานมารับจ้างแรงงานแต่ยิ่งทำกลับยิ่งจน รายได้ไม่พอกินพอใช้

 

 

                จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง

     ผู้ใหญ่ทองคำ ยิ้มรัมย์ (อดีตผู้ใหญ่บ้านโนนขวาง) ผู้นำชุมชนบ้านโนนขวาง เห็นว่าการละทิ้งถิ่นฐาน

ไปรับจ้างแรงงานนั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้กับคนในชุมชน แต่กลับยิ่งทำให้จนมากขึ้น

จึงตัดสินใจว่าต้องกลับถิ่นฐานบ้านเกิด เพราะถึงแร้นแค้นอย่างไรก็ไม่อดตาย ชาวบ้านยากจนแต่

    ไม่จนน้ำใจเมื่อกลับสู่บ้านเกิดก็ได้เรียนรู้จากปัญหาค้นหาสาเหตุที่บ้านโนนขวางทำการเกษตรไม่ได้ผล

    พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่งอกงาม ไม่ใช่เพียงเพราะดินไม่ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือน้ำไม่มี ด้วยเหตุนี้ผู้ใหญ่ทองคำ

จึงได้เริ่มต้นสร้างแหล่งน้ำด้วยตนเอง 

การจัดการของชุมชน

เริ่มต้นสร้างแหล่งน้ำด้วยตนเอง

         ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ผู้ใหญ่ทองคำ ยิ้มรัมย์ ได้ทดลองน้อมนำแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ในการบริหาร

จัดการแหล่งน้ำและที่ดิน มาพัฒนาผืนดินอันแห้งแล้งให้พลิกฟื้นความสมบูรณ์ขึ้นมาโดยเริ่มต้นจากการ

ขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นาขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ลึก ๓ เมตร ขุดด้วยสองมือของตัวเอง

ใช้เวลาหลายปี

         กระทั่งจอบบิ่นทื่อด้วย ดินแข็ง เหนื่อยเท่าไหร่ก็ต้องสู้ ว่างจากทำนาทำไร่จะมาขุดสระใช้หยาดเหงื่อ

แรงกายแรงใจเพื่อให้มีสระขึ้นมาเพราะผู้ใหญ่ทองคำรู้ซึ้งดีว่า“ไม่มีน้ำก็ไม่มีชีวิต”เมื่อแรกพอขุดสระเสร็จ

สระเก็บน้ำไม่ได้น้ำไหลซึมลงดินหายหมด ผู้ใหญ่ทองคำหาทางแก้ปัญหาดินอุ้มน้ำไม่ได้โดยการสังเกต

ธรรมชาติให้ควายตีแปลง หรือลงไปนอนก้นสระ เกิดปลักโคลนสามารถอุดช่องว่างของพื้นดิน สระ

จึง สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ 

แก้ปัญหาดินด้วยธรรมชาติ

จากนั้นแก้ปัญหาสภาพดินดาน ด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่ว กล้วย หญ้าแฝก พืชผัก และไม้ยืนต้นต่างๆ

บนที่ดิน ๑๕ ไร่ของตนเอง แปลงผืนดินแล้งให้เป็นสวนป่า ปลูกให้เต็มพื้นที่ แรกเริ่มชาวบ้านต่างคิดว่า

ผู้ใหญ่เป็นบ้าไปแล้ว ปลูกพืชบนดินแล้ง พืชพันธุ์มีแต่ล้มตาย แต่ด้วยความอุตสาหะ ผู้ใหญ่ไม่หยุดยอม

ต่อแรงต้านทาน

ปลูกแล้วตายก็ปลูกซ้ำใหม่ เรียนรู้ธรรมชาติว่าต้นไม้ใดงอกงามอดทนได้ดีในสภาพภูมินิเวศของท้องถิ่น

สู้ด้วยสองมือหยาบกร้านนับสิบปีกระทั่งต้นไม้สามารถหยั่งรากให้ความร่มรื่น ระบบนิเวศธรรมชาติได้ฟื้นฟู

สภาพดินและสิ่งแวดล้อม เป็นการให้ธรรมชาติเยียวยารักษาธรรมชาติ

อ่านต่อให้จบได้ที่...

http://www.haii.or.th/thailandwaterchallenge/drought/155-2010-06-23-04-29-14.html

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่างน้ำ

ที่ผู้ใหญ่เก็บไว้ตั้งแต่เริ่มขุดบ่อ จนหลายปีผ่านมาน้ำเริ่มมีสีเปลี่ยนไป จากน้ำขุ่นเป็นเป็นน้ำดี 

 

 

 

 

 

 

 

รางวัลชนะเลิศ ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐

.

.

ฟังเอาเถิด..บางช่วงบางตอน... 

 จาก

ยูทูป http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=bYuJ4pxdXW8#action=share

 

เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน

.

.
เสี่ยวไทบ้าน^^

 

สวัสดี

 

 

โดย ไทบ้าน

 

กลับไปที่ www.oknation.net