วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บุญผ่อง ณ ปากแพรก...ผณี หมอเวรี่และมิโยชิ


 

จากละครบุญผ่อง ในฉากที่ผณีกำลังทำการบ้านอยู่แล้วระเบิดลงตูมๆ...มะจาเรตูม...มะจาเรตูมมมมม... สุรัติก็ให้ไปหลุมหลบภัย ผณียังจัดสมุดหนังสือให้เรียบร้อยก่อนไป พอกลับมาหนังงสือกระจัดกระจายหมดด้วยแรงสั่นสะเทือนของระเบิด ผณีก็ยังกลับมาเก็บหนังสือเป็นสิ่งแรก

ตรงนี้เรามองว่าผณีเป็นคนมีระเบียบ แล้วใครสอนมาหละถ้าไม่สุรัติผู้เป็นแม่ สอนอะไรไม่รู้หละละครเขาสือหมดแล้ว ถ้าพ่อแม่คนไหนกลับมาดูซ้ำพร้อมๆกันตรงนี้ก็คงจะสอนกันได้บางตามที่เขาว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัว”

คราวนี้ผณีกับแม่ก็ต้องตัดสินใจย้ายมาอยู่ถาวร ณ ปากแพรก เพราะคนมีกะตังค์สมัยนั้นจะหนีออกไปอยู่นอกเมืองกันหมด เรื่องอารายยยยยยยยยยยจามาอยู๋รอรับระเบิดฟระ เพราะใครจะไปคาดหละว่าภายหลังญี่ปุ่นจะมาเมืองกาญจน์....

ทีนี้การเดินทางก็คงมาทางรถไฟอยู่พระนครจะมาราชบุรีแล้วต่อไปเมืองกาญจน์ ก็ต้องมาขึ้นที่สถานี”คู่กรรม” หรือสถานีบางกอกน้อยสมัยนั้น ปัจจุบันก็สถานีรถไฟธนบุรี แต่ถ้าซวยระเบิดลงพอดีตอนจะขึ้นรถไฟก็ต้องหลบตามท้องร่องสวน ก็ญี่ปุ่นอยู่ซะเต็มสถานีรถไฟ...มันก็เย้ายวนให้ระเบิดลงอะดิ ...

สมัยก่อนเวลาเดินทางเค้าก็หอข้าวไปกินเองทั้งนั้นไม่มานั่งเหนียมอายเหมือนสมัยนี่ นี่ก็ข้าวเหนียวหน้าอะไรไม่รู้ห่อใบตอง...น่าทาน ในขณะที่เชลยบนตู้ขนส่งไม่มีแม้แต่น้ำจะดื่ม...

ทั้สองแม่ลูกก็ลงที่สถานีบ้านโป่งราชบุรี ทีนี้จะไปต่อรถเมล์บ้านโป่งไปเมืองกาญจน์สมัยนั้นก็มีเพียงสองคัน หรือจะต่อเรือไปเมืองกาญจนบุรี ก็่ยอมทำได้ แต่ผณีกับแม่ มีคุณบุญผ่องมารับ เราต้องเดาว่ามาต่อเรือ เพราะคุณบุญผ่อง...ชอบล่องเรือ...แฮะๆๆ..ความเห็นเราเองแหละ...เพราะฝรั่งเชลยบางคนเห็นคุณบุญผ่องล่องเรือค้าขายธรรมด้า...ธรรมดาตามลำน้ำแควอยู่บ่อยๆ ไม่มีใครนึกว่าคนนีี้หละฮีโร่ที่แอบส่งของส่งยาเสี่ยงตายมาช่วยเชลย

พอสงครามเลิกเพิ่งมารู้...อ่าวววววว...ที่พวกตรูมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะพ่อค้าเรือคนนี้นี่หว่า!!! ก็เลยยกย่องให้เป็น " BOONPONG...THE KING OF THE RIVER (KWAI) " หรือที่โด่งดังจนเอามาสร้างเป็นสารคดีก็ " BOONPONG...LEGEND OF THE RIVER KWAI "อีกซะยี่ห้อหนึ่ง

***และหากสังเกตุให้ดี...ในแทบทุกฉากจะเห็นคนไทยใส่หมวก!!! โดยเฉพาะผู้ชาย ด้วยคำสั่งของจอมพลป.และขณะนั้นก็เปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย..เพื่อให้ทัดเทียมอารยประเทศ...อ้อ!!!เปลี่ยนเพลงชาติด้วยนะ..ฮึๆๆ

 

เอ๋!!!จำได้ว่าบ้านคุณบุญผ่องมีรถ หรือจะขับรถมารับนะ??? 

แต่กว่าจะมาถึงก็ค่ำมืดพอดี...

 

ในขณะที่ผณีกับแม่ย้ายมาอยู่เมืองกาญจนบุรี ขณะนั้นญี่ปุ่นยังไม่่เขามาในเมืองกาญจน์นะ แต่หลังจากนั้นไม่นานหมอเวรี่และมิโยชิก็ตามมาพร้อมๆกับความวุ่นวายของเมืองกาญจนบุรี...แต่ลงที่สถานีรถไฟหนองปลาดุกเพื่อเดินเท้าต่อไปยังกาญจนบุรี 

เรื่องจริงที่ละครไม่ได้ใส่ไว้แต่ผู้ชมควรรู้คือ

ปี 1942 ญี่ปุ่นยึดเมืองร่างกุ้งสำเร็จ   5 กรกฎาคม ญี่ปุ่น ได้ลงมือปักหลักหินบอกเลขกิโลเมตรที่ 0 ก็เริ่มสร้างทางรถไฟ หนองปลาดุกโดยเชลยถูกอัดแน่นมาเป็นปลากระป๋องปุ้มปุ๋ยในตู้ขนส่งและมากันก่อนหน้านั้นคือ...

ปลายเดือนมิถุนายน ทางการไทยมีหลักฐานทางราขกาลที่บ้านโป่งราชบุรีแจ้งว่าญี่ปุ่นลักไก่ ได้นำเชลยนำเชลยผิวขาวมาจากสิงคโปรก่อนเซ็นต์สัญญาขอผ่านทาง  ... ชาวผิวขาวที่ว่าก็คงมาจากอังกฤษและออสเตรเลีย ไม่รวมอเมริกาที่บอบช้ำจากการถูกถล่มที่เพิร์ลฮาร์เบอร์เพราะทำตัวเป็นกลางกลวง...ประมาณว่าข้าไม่ยุ้งงงงงงงงงงงง...ไม่ยุ่ง

แต่พอญี่ปุ่นเค้าจะยึดจีน ประธานาธิปดีรูสเวลท์ก็โวยวายสั่งไม่ให้ส่งออกน้ำมันกับเหล็กไปญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็เลยถล่มซะ..เมกาเพลียเลย...

เส้นทางที่มาคือผ่านทางมลายู ลงที่สถานีหนองปลาดุก ราชบุรี เพื่อพาเดินไปยังจุดหมายเมืองกาญจนบุรี โดยแบ่งเชลยไปก่อสร้างต่ายตามจุดต่างๆ เชลยชุดแรกมี 3,175 คน นี่แหละจุดเริ่มต้นแล้วของทางรถไฟสายมรณะ

จากละครเชลยถูกใส่รถไฟมาอย่างแน่น แต่หากเรื่องจริงต้องแน่นกว่านี้ เคยมีเชลยเล่าว่ามีแค่ที่ยืนก็เต็มแล้วใครจะนั่งต้องสลับกันนั่งเพราะพื้นที่ไม่พอแน่นขนาดไหนก็นึกเอาในละครก็ชี้อย่างชัดเจน...ส่วนที่ละครไม่ต่อความยาวสาวความยืดมีเรื่องราวดังนี้...

ในช่วงเวลาปีเดียวกัน...26 กุมภาพันธ์ 1942 หมอเวรี่อยู่ในกรีซ ได้รับเลื่อนตำแหน่งให้เป็นนายพัน และในปีเดียวกัน หมอเวรี่ ถูกญี่ปุ่นจับในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย ขณะที่เขาเป็นผู้บัญชาการในโรงพยาบาล ไม่นานเขาก็ถูกส่งไปที่ชางยี สิงคโปร

มกราคม 1943 หมอเวรี่และเพื่อนเชลยชาวออสเตรเลียถูกส่งมาที่กาญจนบุรีพร้อมกับเชลยคนอื่นๆเพื่อมาสร้างทางรถไฟสายมรณะ

ส่วนเรื่องราวความเป็นมาของหมอเวรี่มีเพียบบบบบ แต่มิโยชิมีความเป็นมาอย่างไร ไม่มีระบุในภาคภาษาอังกฤษ คงมีแต่คุณผณียืนยันพร้อมรูป ก็เลยเชื่อถือได้ เรามารู้ว่าคุณมิโยชิเป็นเรื่องจริงก็ตรงสัมภาษณ์คุณผณีในสารคดีไม้หมอนนี่หละ...

ต่อมาเราก็สังเกตุเห็นภาพคุณมิโยชิและเพื่อนที่ถ่ายในร้านนายบุญผ่องโดยบังเอิญ พร้อมทั้งวันนี้เราก็มีภาพในอ่างอาบน้ำญี่ปุ่นจากมือถือของฮิโระ ซาโนะมายื่นยัน ฉะนั้นคุณมิโยชิทหารชาวญี่ปุ่นมีตัวตนจริง...จิงจิงด้วยจร้า...ขออภัยป้าผณีด้วยนะที่เราเดาผิด...แฮะๆๆ

จากละครระบุว่าร้านน้องคุณบุญผ่องที่ชื่อแผน ขายเครื่องเขียน ร้านบุญผ่องแอนด์บราเดอร์ก็คงทำกับน้องคนนี้  ส่วนสุรัติจะเปิดขายของกินหน้าร้านน้องแผนนี่หละ และสุรัติยังบอกว่า"ยังไงเมืองกาญจน์ก็ห่างไกลระเบิดมากกว่าพระนคร"  แต่ขอโทษนะคุณสุรัติ...เดี๋ยวตูม...เดี๋ยวตูมมมมมมมมม หนีไม่พ้นหรอก...

และทั้งหมดนี้จากละคร...เป็นเรื่องจริง...ฟันธง!!!

อาจจะยกเว้นตอนใก้ลจบที่พยายามสอดแทรกความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทย หรือปูทางถึงปัญหาที่จะตามมาภายหลังก็ไม่รู้ 

ฉากนี้อยู่ตอนท้ายๆช่วงกลางคืน คนในบ้านร้องรำกันซึ่งคนท้องถิ่นเขาร้องกันเรียกกันว่า " รำโทน " พอเคลื่อนตัวเวียนกันเป็นวงก็เรียกว่า " รำวง " แต่บุหงาไม่ร้องด้วยทำท่าเหมือนกับไม่ชอบ สุรัติเข้าไปถาม บุหงาก็ตอบด้วยสีหน้ากังวลว่า

"ชอบค่ะพี่สุรัติ ...แต่แม่ร้องไม่เหมือนกับที่หลวงสั่ง...รำวงมาตรฐานร้องอีกอย่าง"

เพราะสมัยนั้นท่านจอมพลป.คลั่งชาติ อยากให้สยามเป็นอารยประเทศ พยายามบังคับให้คนสยาม..เอ๋ยยย!!!คนไทย...ทำนั้นทำนี่ตามมาตรฐานที่ตนตั้งขึ้นมา...และเพลงชาติที่เราร้องทุกวันนี้ก็มาจากการเปลี่ยนครั้งนี้ด้วย...สังเกตุให้ดีนี่คือรูปแบบของฝ่ายอักษะมุสโสลินี ฮิตเลอร์และ...ฮิโรฮิโต ผู้นำเผด็จการในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2...

อย่างรำวงของชาวบ้านก็สั่งให้ร้องรำตามแบบมาตรฐานกรมศิลปากรซึ่งแต่ง 4 เพลง และที่ภรรยาจอมพลป.แต่งอีก 6 เพลง มี 14 ท่ารำ ใครไม่ร้องรำตามเพลงที่ท่านผู้ยิ่งใหญ่ตั้งชื่อว่า " รำวงมาตรฐาน " ถือว่ามีความผิด...เวงกำประเทศสยาม!!! เอ๋ยยย!!!ประเทศไทย...

แหม่!!!ก็ท่านผู้นำเพิ่งเปลี่ยนชื่อประเทศ ใครจะไปจำได้หละ...ฮึๆๆ...เวงกำ!!!

...

 

 

 

 

***

210556

เรียนท่านผู้อ่าน

ความจริงเป้าหมายในการทำบล๊อกของเราอยู่ที่การบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนปากแพรก 180 กว่าปี เพราะหมั่นไส้ภาครัฐที่ไม่ค่อยทำอะไรจริงจังเกี่ยวกับปากแพรกซะที... เราก็มองหาบล็อกไทยดีๆที่เหมาะสมกับความรู้ของผู้อ่าน ก็มีที่นี่หละ มีให้ทำได้ 3 บล็อก ผนวกกับเราเห็นเรื่องจริงของคุณบุญผ่องน่าสนใจมาก เรื่องลับๆก็มีแต่เราลบออกซะ และเรื่องของคุณบุญผ่องก็เกี่ยวข้องกับชุมชนปากแพรกโดยตรง ละครบุญผ่องก็มาแล้วคงนำพาชุมชนปากแพรก กาญจนบุรีให้เป็นที่รู้จักโดยไม่ต้องพึ่งภาครัฐ และเพื่อบันทึกไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง. 

ส่วนใครอยากรู้ว่าแปลมาจากไหน ก็ต้องถามอาจารย์กรูเกิ้ลในชื่อ boonpong dead railway ทีลอกภาษาไทยก็มี...

 

ที่นี่...เราใช้วิจารณญาณแบ่งเรื่องเป็นบล๊อกๆให้ชัดเจนดังนี้

http://www.oknation.net/blog/boonpong  บอกเล่าเรื่องราวจริงๆบุญผ่องในมุมมองของชาวต่างชาติอันนี้ส่วนใหญ่แปลและสรุปความเพื่อให้ได้อรรถรสโดยจะอยู่ใน ศิลปะวัฒนธรรม

http://www.oknation.net/blog/boonphong  วิพากษ์ละครบุญผ่องกับการอิงเรื่องจริงและเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง ในละครภาพยนต์

http://www.oknation.net/blog/pakprak  บอกเล่าเรื่องราวปากแพรกในท่องเที่ยว

แล้วก็จะเชื่อมโยงกันสู่ปากแพรกในภายหลัง...

 

ตอนนี้รู้จักหรือยัง.... " บุญผ่อง ณ ปากแพรก " อะ เราว่าหลายคนรู้แล้วนะ... นี่หละการตลาดโบราณ ณ ปากแพรก

บางคนก็ตั้งข้อสังเกตุว่า...เราเป็นคนของไทยพีบีเอสมาช่วยโปรโมทละครบุญผ่อง...

ใช่!!!...โปรโมทละครบุญผ่องอะใช่!!! มันเป็นเรื่องดีๆที่ทุกคนควรดู ... อย่างน้อยก็ชี้ให้ลูกหลานดูได้ว่านี่!!!คนทำความดีเค้าทำกันอย่างนี้นะ...และเราไม่ได้เป็นอะไรกับไทยพีบีเอสจ๊ะ

เรื่องราวของบุญผ่องอาจจะทำให้ปากแพรกกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง...น่าเสียดายไม่มีใครช่วยโปรโมท...แต่...เอาหูไปนาเอาตาไปไร่....เอายายไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ...ฮึๆๆ

อย่างคุณมะอึกเค้าก็เคยสงสัย!!! เผอิญเค้าไปเจอในบทความแรกๆที่เราระบายออกไปเค้าถึงเข้าใจ...อย่างพี่สุภาพสตรีรายหนึ่งในโอเคนี่แหละ อยู่อเมริกาก็คิดว่าเราเป็นลูกหลานคุณบุญผ่อง สุดท้ายพอรู้ที่มาที่ไป...ก็จะยกที่ดินให้..."ตั้งป้าย"...แฮะๆๆ

.. เค้าบอกว่า " ถ้าหากต้องการเขียนเป็นป้ายเล่าประวัติฯคุณบุญผ่อง สามารถไปตั้งได้ อยู่ทางด้านศาลเจ้าเเม่กวนอิมค่ะ " ให้เบอร์โทรคนที่นั่นมาเสร็จสรรพ ..ก็คิดอยู่...แล้วเราจะไปให้ใครทำหละ...

 

เราเอกชนทำคนดียวไม่เกี่่ยวกับใคร...เพียงแต่อยากกระชากคอคนภาครัฐออกมา !!!แล้วถามว่า .."ทำปากแพรกทิ้งไว้อย่างนี้ได้ไง??? ทำไมไม่ดูดำดูดี??? "..เฮอ!!! 

แล้วแบบนี้เราต้องโพสชี้แจงทุกหน้ามั้ยเนี่ย???แต่มันก็ได้การตลาดแบบโบราณด้วยนะ... เฮอ!!! เมื่อยงะ...อะน่านะ!!!เพื่อปากแพรก...

โดย pakprak

 

กลับไปที่ www.oknation.net