วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พะเนินทุ่ง(3) จากยอดภูผา..สู่ท้องธารา..ทอทิพย์..ป่าสวยด้วยสองเท้าเรา


พะเนินทุ่ง(3) จากยอดภูผา..สู่ท้องธารา..ทอทิพย์..

ป่าสวย..ด้วยสองเท้าเรา

 

        หลังจากรับประทานอาหารเที่ยง ราวบ่ายโมงกว่าๆ..บก. ชาลี บลูฮิล ขอตัวไปเดินดูนกต่อกับชายสามหยด นักเดินทางตัวเขื่องจัดของอยู่ในเต็นท์ให้เข้าที่ ส่วนน้องกุ้งสามีนั่งจิบเบียร์เย็นๆ หลังอาหารพักผ่อนอิริยาบถบนเก้าอี้ผ้าใบ..ศรีสอางค์ปูสาดจูด (เสื่อกระจูด) ในศาลานอนอ่านหนังสือเรื่อง “สารพัดผี..ทางคุณชี..ของครูถัด” ซึ่งฉันจัดนำมาให้กำหนันอ่านที่พะเนินทุ่งตามคำขอ ..แดดยามบ่ายร้อนอบอ้าวขึ้น ฉันเปรยว่า

        “น่าไปอาบน้ำตก ถ้าอยู่แค่ๆ” ฉันไม่รู้หรอกว่าน้ำตกที่ชื่อ “ทอทิพย์” อยู่ที่ไหน ไปทางไหน จะมีผีเสื้อที่ฉันอยากเห็นหรือเปล่าน้อ

        กำหนันเดินมาชวนฉันไปเดินเที่ยว เพราะศรีสอางค์ไม่มีท่าทีจะลุกไปไหน กำลังสนใจกับการอ่านหนังสือครูถัด

         “มาป่า..นอนอยู่เฉยๆ ทำไหร บก. ไปแลนก เราก้อไปเดินเล่นๆ กันดีหวาพี่สาว” กำหนันว่ามาเที่ยวป่าแล้วนั่งรถชมวิว จะได้อรรถรสอะไร ต้องเดินสิ ฉันเห็นด้วยว่า..มาป่าทั้งที เราต้องเดินในป่า จึงถามกำหนันว่า

         “ไปไกลม่ายง่ะ หากไปไกลจะได้เปลี่ยนเกือกผ้าใบ อยู่ที่ในรถเติ้น”

         “ไม่ต้องเปลี่ยนแหละ ใส่เกือกแตะเนี่ย เบาตีนดี เดินแถวๆ นี้ไม่ไปไกล” กำหนันบอก

         ฉันชวนสามีไปเดินด้วย เราสามคนเดินลงจากเนินสนามที่กางเต็นท์ไปตามทางถนนเล็กๆ ที่เป็นทางจะไปน้ำตก “ทอทิพย์” ซึ่งอยู่ไกลออกไปจากจุดที่เราพักอีกราว 20 กิโลเมตร แต่เราไม่ได้คิดที่จะเดินถึงหรอก

         บนเส้นทางถนนเล็กๆ ซึ่งเป็นดินปนหินกรวด บางช่วงเราเห็นหินภูเขาสีเหลืองที่แตกเป็นก้อนหินเล็กๆ ยังมีคมมีเหลี่ยม เนื่องจากไม่ค่อยมีรถแล่นบดผ่านสักเท่าไหร่ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ที่เขียวสดชื่น

(ขอยืมภาพนี้จากชายสามหยดนะคะ)

โดยเฉพาะต้น “ดอกเหมรย” สีม่วง ที่ต้นสูงท่วมหัว ฉันไม่เคยเห็นต้นเหมรยที่ไหน สูงแบบนี้มาก่อน มาเห็นที่พะเนินทุ่งนี่แหละ ที่บ้านฉันภาคใต้ในสวนยาง ต้นเหมรย ก็เตี้ยเป็นพุ่มๆ

..เราชี้ชวนกันดูต้นไม้หลายชนิด โดยเฉพาะไผ่ที่ขึ้นหลายแห่ง ลำปล้องใหญ่เท่าขา สามีถึงกับเอ่ยว่า “ต้นสูงใหญ่ ลำต้นตรง งามมากขนาดนี้ น่าจะตัดไปใช้ทำประโยชน์”

         ฉันแย้งว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ หากให้ตัด เดี๋ยวตัดเพลิน หมดป่า ปล่อยให้ขึ้นอย่างนี้แหละ”

 

         นอกจากไม้ไผ่แล้ว ยังมีเฟินปกคลุมยอดเขา แสดงว่าอากาศบนเขาพะเนินทุ่งนี้เย็นตลอดปี

มีทั้งเฟินและตะไคร่มอสขึ้น เรายังเห็นต้นไม้แปลกๆ หายาก เช่น ต้นทัง ต้นพ้อ ..

.

ฉันถ่ายได้นกตัวหนึ่ง กำหนันบอกว่า..มันกำลังเอาเหยื่อคาบอยู่ในปาก ไปให้ลูกมันที่ในรังใกล้ๆ นั้น

         ฉันและกำหนันมีหัวใจป่าที่ชอบทางเดินเล็กๆ เป็นดิน ไม่ใช่ลาดยาง มีต้นไม้คลุมสองข้างโน้มเข้าหากัน..กำหนันถึงกับถอดรองเท้าแตะเดิน แล้วบอกฉันว่า “บล็อกเกอร์ยามเสาร์งั่น แกบอกในบล็อกว่า ให้เดินตีนเปล่าเสียมั่ง ทำให้สุขภาพดี ก้อนหินมันนวดเท้า”  ว่าแล้วกำหนันก็เดินลิ่วตัวปลิว นำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ราวกับปล่อยเสือหิวกระหายเข้าป่า..ฉันตามไม่ทันแต่เดินตรงกลาง  สามีเดินตามรั้งท้ายเป็นกองหลัง

         สักพัก..เราเดินมาเจอกับ บก. ชาลีและชายสามหยดกำลังส่องนกอยู่พอดี เราดีใจมากที่เจอ บก.และชายสามหยด เพื่อนเราบนเส้นทางเดียวกัน แต่เราก็จะเดินต่อไปข้างหน้า ในขณะที่บก. ชาลี มาเพื่อส่องนกแถวๆ นั้น

เรามาดูมาดนักส่องนกมืออาชีพกันเถอะ ..อ้าว...ตามมาทำไม

กำหนันสนใจมาก ถึงกับมองทางกล้องของคุณชาย อยากดูว่า มันเป็นยังไง

ถ่ายมั่งได้ไหม ขออยู่นิ่งๆ ข้างหลังมืออาชีพ

มาดคุณชายสามหยด..นักร้องเพลงเพื่่อชีวิต..หรือเขาเป็นใครกันแน่ กำหนันถอดเกือกหิ้วไว้

ก็กำหนันสนใจง่ะ..ทำไงได้

เราสามคนหยุดดูนกด้วยครู่หนึ่ง เราเกรงว่าจะเป็นการรบกวนสมาธิของ บก. และชายสามหยด ..เราจึงเดินหน้าต่อไป บก. เมื่อเห็นว่า เราเดินมาไกลพอสมควรแล้ว และเรายังจะเดินต่อไปอีก ก็เตือนด้วยความเป็นห่วงว่า

         “กำหนัน คุณจะไปน้ำตกเหรอ มันเดินไกลมากเลยนะจากนี่ราว 17 กิโลเมตร แล้วพอถึงสุดทาง คุณต้องเดินลงไปยังที่น้ำตกอีก 4.5 กิโลเมตร แล้วคุณต้องเดินกลับขึ้นมาอีก 4.5 กิโลเมตร แล้วเดินกลับไปที่พักเนี่ย มันไกลมากๆ คุณจะเหนื่อยหมดแรงเลยนะ”

         ดูเหมือนเราจะไม่เห็นภาพที่บก. เตือน..กำหนันและฉันยังรู้สึกอยากลองเดินดู “ด้วยป่ามันยั่ว เลยหลวมตัวเดินเสียไกล” ..เราจึงเดินต่อไป กำหนันเปรียบเหมือนรถที่มีกำลังเครื่องยนต์สามพัน จึงนำหน้าไปไม่เห็นหลัง ส่วนฉันเปรียบเหมือนรถเครื่องยนต์พันสาม ก็เดินตามไปเรื่อยๆ สามีเดินตามหลังคอยบอกฉันให้เดินกลับเป็นระยะๆ แต่ไร้ผล

         “เดินกลับได้แล้วหละ เนี่ยเดินมาไกลมากแล้วนะ ไหนจะเดินกลับอีก” สามีบ่นด้วยสีหน้าไม่ยิ้ม ฉันบอกว่า

         “น่า..เดินอีกนิดเดียว เดี๋ยวพอเห็นกำหนัน ก็จะบอกกำหนันให้เดินกลับแล้ว” ฉันคะยั้นคะยอให้สามีเดินอีกนิด เพราะตอนนั้นกำหนันเดินหายไปข้างหน้าแล้ว จะตะโกนเรียกให้กลับก็ไม่ได้ยิน..เราจึงเดินต่อ

         เส้นทาง..ลาดลงเรื่อยๆ..ก้อนหินคมๆ ทำให้พื้นขรุขระ..ฉันใส่รองเท้าแตะคีบเหยียบลื่นถลาเล็กน้อย ทันใดนั้น..รองเท้าแตะคู่ใจ “รองเท้าแก่” ของฉันที่คีบหัวแม่เท้าด้านซ้ายขาดผึง ฉันเดินเขย่งๆ ได้สองสามที

         “เป็นไงหละ บอกให้เดินกลับ แล้วทีนี้จะเดินยังไง” เสียงสามีขรึมเข้มกว่าเดิม

         “ไม่เป็นไร เดินได้ ไม่มีปัญหา” ฉันยิ้มตอบ ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่า ใส่รองเท้าแตะเดินไม่ได้แล้ว ได้เดินเท้าเปล่ากลับแน่ๆ

         ทันใดนั้น..สวรรค์โปรด..ฉันเห็นรถสีดำสตราด้าแล่นมาช้าๆ ฉันโบกมือให้จอดตรงที่ฉันกับสามียืนอยู่..ราวกับพระเจ้าจะรู้ว่าฉันรองเท้าขาด เดินไม่ได้ จึงได้ส่งชายสามหยดขับรถมารับ..เรารีบขึ้นรถทันที ไปอีกหน่อยก็เห็นกำหนันเดินอยู่อย่างเมามัน..บก. ชาลี คงจะเห็นว่า

         “ไอ้บล็อกเกอร์ดื้อสองคนเนี่ย..คงจะเดินไปน้ำตกแน่ๆ หากปล่อยให้เดินไปเอง..ไม่ไหวแน่ จึงมารับและขับรถไปส่งตรงทางลงน้ำตก”

         “เฮ้ย..ผมส่งตรงนี้ แล้วกลับ พวกคุณเดินกลับเองหละกันนะ” บก. บอก

         ฉันรู้ว่า บก. ล้อเล่นและไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก คงจะเดินส่องนกแถวๆ นั้นรอพวกเราเดินลงและเดินกลับมาจากน้ำตก ฉันบอกกำหนันว่า รองเท้าฉันขาด กำหนันบอกว่า “ใส่เกือกผมกะได้ ผมเดินตีนเปล่า ไม่ปรือ เติ้นใส่ตะ” เห็นไหมว่ากำหนันเพื่อนฉันน่ารักเพียงใด

         ก่อนเราจะเดินลงไปในป่าด้านล่าง..ชายสามหยดไม่ลืมที่จะบอกฉันว่า

         “พี่เจ้าหญิงเอาน้ำไปด้วยนะครับ ขวดน้ำอยู่เบาะหลังรถนั่น”  ฉันเห็นน้ำขวด 1 ลิตร นึกในใจ “หนัก ขี้เกียจถือ”  มองขวดน้ำชาเขียวที่เหลือครึ่งค่อนขวดที่ถือมา คิดว่า “คงพอ” และแล้วเราสามคนก็พากันเดินลงไปตามเส้นทางที่จะไปยังน้ำตก “ทอทิพย์” ทันที เรารีบไป เพราะไม่รู้หนทางยาวไกลแค่ไหน

        ทางลงลาดชันลงไป..เริ่มต้นเป็นทางดินแคบๆ เดินได้แค่คนเดียว หญ้าสูงท่วมถึงเอว..เย้ เย้ นี่แหละทางที่โดนใจฉัน...เรารีบเดินหัวทิ่มเบรกไม่ทัน ไล่หลังตามกันไปด้วยความเร็วเท่าที่ทางลาดชันจะส่งขับเคลื่อนเราลงไป..แล้วเราก็ค่อยเดินในสปีดธรรมดาเมื่อถึงทางราบ..ทางลาดลงๆ ไต่ระดับลงไปเรื่อยๆ ..เพราะนี่คือ การเดินจากยอดภูเขาลงสู่เบื้องล่างที่เป็นลำธารน้ำตก..ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร

        ทางเดินในป่า..สวยงาม โดนใจ ทางดินที่ปูลาดด้วยใบไม้ทับถม เดินนิ่มเท้า รากไม้ที่กั้นเป็นขั้นบันได กำหนันคงได้รากไม้นวดเท้าสมใจ

 

เถาวัลย์ที่คดเคี้ยว ต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบ

ต้นปาล์มขึ้นเป็นดงคล้ายจูราสสิคปาร์ค

ป่าที่พะเนินทุ่งสมบูรณ์มาก..และนี่คือทางเดินที่ฉันฝันหา..กำหนันเดินนำหน้าไปก่อน ราวกับ “แงซาย” ในเรื่องเพชรพระอุมา.

.บ่อยครั้งที่เราหยุดพิเคราะห์ดูต้นไม้และผลไม้ที่ร่วงหล่นลูกนี้ผลคล้ายกระท้อนป่า

หอมเหมือนกระท้อนจริงๆ ด้วย

ลูกมะลวนยืมจากบล็อกกำหนัน

ลูกมะลวนคล้ายๆ เงาะป่า กลิ่นหอมเหมือนเงาะบ้าน รสเปรี้ยวจี๊ดกำหนันและสามีรู้จักชื่อผลไม้เหล่านี้ บางชนิดก็เดาๆ เอา..ฉันอยากให้พ่อฉันอยู่ด้วยจังเลย เพราะพ่อจะรู้จักชื่อต้นไม้ทุกชนิดเวลาที่ฉันไปในป่ากับพ่อ...

รูตัวอุ้ง..กำลังบินเข้า บินออกกันวุ่น..ทำขี้ชันไง

        ระหว่างทาง..กำหนันเดินอยู่ข้างหน้า สามีเดินตามไป ฉันอยู่รั้งท้าย...ฉันเห็นทากตัวหนึ่งชูงวงควงสว่าน ว่าจะกระโดดเข้าหาใครดี แต่มันตัดสินใจช้า สองหนุ่มเดินเลยไปก่อนแล้ว..เมื่อมาถึงฉัน..ฉันเดินฉากซ้ายหลบทัน..มันเลยอด..กำหนันบอกว่า “ทำไมพี่สาว ไม่ถ่ายรูปมันไว้หละ”

        “จะบ้าเรอะ..หากฉานถ่ายรูปมัน เดี๋ยวมันก็กระโดดใส่ฉานแหละ” ฉันตอบ เราคุยสนุกกันไปตลอดทาง เพื่อให้ไม่เหนื่อยมาก ทั้งๆ ที่ขาเริ่มเมื่อยแล้ว

        ทางลาดชันลดเลี้ยวลงเรื่อยๆ จนกระทั่ง..ถึงน้ำตกแล้ว ไชโย..

        น้ำตก “ทอทิพย์”..เรามาถึงแล้ว..ลำธารเล็กๆ ไหลเป็นชั้นๆ

ฉันกับสามีอยู่ที่ชั้น 5 กำหนันเดินลงไปดูชั้นน้ำตกที่ต่ำลงไป

และแล้ว..ฉันก็เห็นกำหนันอาบน้ำตกอย่างเริงร่าในสายชล ฉันซูมเต็มที่กล้องตัวใหม่ทำแสบหรือเทวดาเจ้าป่าไม่เป็นใจเซ็นเซอร์ภาพที่ฉันถ่ายกำหนันให้เบลอเสียนี่..แต่กิ่งไม้เห็นชัดแจ๋วเชียว

ดูกิ่งไม้หละกัน..สวยดี

        ฉันอยากอาบน้ำเหมือนกัน แต่เมื่อนึกถึงว่าต้องเดินใส่ผ้าเปียกขึ้นเขากลับ ฉันต้องหนักกว่าขามาแน่ๆ ฉันจึงแค่เอาเท้าจุ่มน้ำและล้างหน้า

        ฉันเห็นผีเสื้อแค่ 2 ตัวเอง..ผีเสื้อเจ้าไปอยู่ที่ไหนหนอ..

ฉันถ่ายภาพผีเสื้อสองตัว กับแมงปอหนึ่งตัว ได้ 4-5 ภาพ พลัน..สิ้นแสงแดดทันใด..

ท้องฟ้ามืดเร็วมาก..ฝนทำท่าเหมือนจะตกได้ยินฟ้าครืนๆ ฉันมองไม่เห็นกำหนันที่น้ำตกเบื้องล่างนั่น..กำหนันหายไปแล้ว ฉันตะโกนเรียกก็ไม่ได้ยิน เราจะกลับแล้วก่อนที่จะมืด มองทางไม่เห็น และฝนจะตก

ฉันแหงนหน้ามองทางที่เราเดินลงมา.. “โอ้วพระเจ้า..บก. ชาลีพูดถูก” ...เราจะต้องเดินขึ้นกลับไปยังยอดภูเขาอีก 4.5 กิโลเมตร..คราวนี้ เป็นทางชันขึ้นอย่างเดียว..ไม่เหมือนกับทางลงขามา…ในขณะที่ฉันกำลังจะหมดแรง

         ฉันออกเดินกับสามี คิดว่าเดี๋ยวกำหนันคงตามมาทัน เพราะกำหนันเดินเร็ว..แต่เดินไปได้ครึ่งทาง ก็ไร้วี่แววของกำหนัน ฉันชักเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกำหนัน บอกกับสามีว่า “เป็นห่วงกำหนัน ไซป่านนี้แล้ว ยังไม่มา”

        ฉันเดินขึ้นๆ พยุงตัวกับต้นไม้ หันไปยิ้มให้สามีเป็นระยะๆ แล้วหยุดพักรอกำหนันไปด้วย หัวใจฉันเต้นแรงมาก ฉันบังคับให้หายใจเข้าออกลึกๆ ได้ แต่ฉันไม่สามารถบังคับหัวใจให้เต้นช้าๆ ได้..บึบ บึบ บึบ..โอย..ขอนั่งพักก่อน ฉันจิบน้ำชาเขียวหยดสุดท้ายในขวด...คอแห้งผาก..ฉันนึกถึงคำพูดของชายสามหยดที่ให้ฉันถือขวดน้ำมาด้วย ฉันนึกถึงหน้า บก. ชาลี เป็นที่ตั้ง..แล้วก็อึดใจยันเท้าลุกขึ้นเดินต่อ ฝูงลิงกลางป่าที่เราเดินผ่านเมื่อสักครู่ขย่มกิ่งไม้ไหวๆ คล้ายเสียงป่าแตก มันอยู่กันหลายตัว ลมป่าพัดกรรโชก ฉันเหงื่อไหลย้อยรู้สึกร้อนมาก เอาหมวกมาพัดวีลม ส่วนสามีเหงื่อท่วมตัวจากคอเสื้อยืดถึงกลางลำตัวแล้ว

        สามียกเท้าขึ้นดูเห็นรู้สึกเจ็บ..โอ้ ทากตัวป่อง..กัดเข้าให้แล้ว ก็บี้มันให้หลุดตายไป ฉันมองดูที่เท้าของฉันบ้าง เห็นเลือดแดงซึมๆ ..โอ้..ทากหรือเปล่าจะบี้ให้ดู..โอ้..ไม่ใช่ทาก แต่รองเท้ากำหนันกัดฉัน

        “โหว.. โหว ..พี่สาว” เสียงดังขึ้นพร้อมกับกำหนันวิ่งมา..ฉันดีใจมากกำหนันบอกว่า “ผมแขบ หันมาไม่เห็นเติ้นสองคน ทั้งเดินทั้งแล่น กลัวไม่ทันพี่สาว” ฉันอุ่นใจขึ้นเยอะ ฉันไม่ได้กลัวป่า แต่ฉันกลัวมืดและหมดแรง

           เราสามคนเจอกันแล้ว เดินต่อ..กำหนันเดินนำหน้าไปอีกเหมือนตอนขามา ได้อาบน้ำตกแล้วท่าทางจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นหละสิ..

            “อีกนิดเดียวแล้ว” ฉันบอกตัวเองเมื่อเห็นทางเดินเล็กๆ ที่หญ้าสูงเทียมเอวแล้ว...เสียงกำหนันตะโกนบอกอยู่ข้างบนโน้น ว่า “พี่สาว ถึงแล้วนิ” แต่ฉันก้าวขาไม่ออกแล้ว

         “กำ-หนัน-ช่วย-ฉาน-ด้วย ไม่ไหวแล้ว” ฉันตาลาย..พร่า

         กำหนันวิ่งกลับลงมาพร้อมส่งเสื้อคลุมเปียกน้ำให้ฉันประคบเช็ดหน้าให้เย็นๆ “โอ้ ค่อยยังชั่วแฮะ..เสื้อชุบน้ำได้กลิ่นยาทาขี้เต่าอ่อนๆ ของกำหนัน” ทำให้ค่อยยังชั่วขึ้นหายตาลายราวกับได้ดมกลิ่นแอมโมเนีย..เมื่อพาตัวเองขึ้นมาถึงด้านบน..คำแรกที่เห็นหน้าชายสามหยด..ฉันตะโกนว่า

         “ขอน้ำหน่อย”

         กำหนันส่งน้ำให้ฉันหนึ่งขวด และให้สามีฉันหนึ่งขวด..โอเค..เนชั่น..เราไม่รอช้ารีบขึ้นรถกลับที่พัก ฉันไม่ลืมหิ้วรองเท้าแตะแก่ๆ เพื่อนยากที่ขาดกลับไปด้วย บก. ชาลี รอพวกเราไม่ไหว ออกเดินส่องนกไปเรื่อยๆ เรามารับที่กลางทางแล้วกลับสู่เนินเขาพะเนินทุ่ง..ที่พักกางเต็นท์

แล้วเราจะมาเยือนใหม่..นะจ๊ะ..น้ำตกทอทิพย์..วันนี้ไปหละ

ชายสามหยดจอดแวะกลางทางให้เราถ่ายรูป..ยังไม่เจอ บก. ชาลี หรือว่าขึ้นรถคันอื่นไป

         เมื่อจอดรถที่เชิงเขา..ฉันเดินขึ้นบันได..ไปที่ลานกางเต็นท์ ตอนเย็นแล้ว โอ้ มีคนอื่นๆ มากางเต็นท์เต็มไปหมดทั้งสนามหญ้า ผิดกับตอนกลางวันที่มีแต่คณะเราสามเต็นท์ พลันฉันได้กลิ่นบางอย่างโชยมาแตะจมูกอย่างจัง..

         “กลิ่นปลาร้า..ใครนะ มาต้มปลาร้า บนพะเนินทุ่ง” ฉันนึกในใจ แล้วเดินขึ้นบันไดตามกลิ่นมาเรื่อยๆ จนถึงที่พักเต็นท์เรา

โอ้พระเจ้า..กลิ่นเคยปลา..นั่นเอง..ศรีสอางค์กำลังแกงเคยปลาตามคำขอของน้องกุ้ง สำหรับมื้อเย็น ฉันรีบทำผักเขลียงต้มกะทิแล้วไปอาบน้ำ

         อาหารค่ำพร้อมแล้ว..

แกงเคยปลา..แกงคั่วพริกหมูเมื่อกลางวัน..ยอดผักเขลียงต้มกระทิ..ผัดคะน้าปลาเค็ม ไข่เจียว ต้มแซ่บไก่ น้ำชุบมะม่วงอร่อย ผักเหนาะ สะตอเผา ปลีกล้วย..และผลไม้มื้อค่ำ มีมะม่วงน้ำปลาหวานและสับปะรดหวานกรอบอร่อย

ทานข้าวค่ำ เคล้าไวน์ เบียร์..บทสนทนาที่ออกรสชาติ..บก. ชาลีเล่าเรื่องปลาวาฬบรูด้า..พวกเราฟังกันหูห้อย นับเป็นค่ำคืนที่มีความสุข สนุกสนานอีกคืนหนึ่ง..ลืมความเมื่อยล้าที่เดินขึ้นเขามาเสียสิ้น...  มิตรภาพชาวโอเคเนชั่น..ชีวิตโอเค..สายสัมพันธ์กลมเกลียว ประทับใจ ยากที่จะลืม..คืนหนึ่งบนพะเนินทุ่ง

 

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net