วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวลาที่หายไป - บทที่ 2


ร่าง ของชายแปลกหน้าถูกอุ้มขึ้นมาบนตึกหลังใหญ่ ซึ่งขณะนี้หน้าต่างบานสูงใหญ่ทุกบานในห้องโถงด้านหน้าเปิดกว้างออกหมด ปล่อยให้อากาศเย็นเฉียบสดชื่นจากเทือกเขาในภาคเหนือสุดของประเทศ พัดกรูเกรียวกันเข้ามา ร่างของเขาถูกนำไปวางลงบนตั่งตัวใหญ่ ที่มีฟูกสีขรึมสวยปูลาดอยู่ ยังไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไรกับเขาต่อไป

ประมุข ของเวียงพุกามปรากฏตัวเข้ามาในห้อง ในมือมีกล้องยาเส้นที่ยังไม่ได้จุด เขาเดินช้าๆแต่ผึ่งผายมาหยุดตรงหน้าตั่ง ในขณะที่บริวารของเขา ถอยออกไปยืนค้อมตัวเพื่อรับคำสั่งอยู่ห่างๆ เขาก้มลงมองร่างหนุ่มแน่น แต่ขมุกขมอมเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดแห้งๆ ที่นอนนิ่งเหมือนตายอยู่ตรงหน้าอยู่อึดใจหนึ่ง

“ ถ้ายังไม่ตายก็ต้องตามหมอมาดูอาการ เฮ้ย...หนานคำ ลองค้นตัวดูซิว่าเป็นใครมาจากไหน ” ในที่สุดเขาออกคำสั่งด้วยเสียงที่ห้วนสั้น

หนาน คำรีบรุดเข้ามาตามคำสั่ง สอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้านข้างของชายแปลกหน้า พลิกตัวเขาขึ้น ค้นไปตามกระเป๋าด้านหลัง แต่ไม่พบอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งกระเป๋าสตางค์ บนข้อมือก็ไม่มีนาฬิกา ไม่มีหลักฐานใดๆทั้งสิ้น ที่จะบ่งบอกถึงที่ไปที่มาของเขา

“ไม่มีอะไรเลยขอรับ ท่าน ”

หนาน คำเลิกชายเสื้อของคนเจ็บขึ้น เผยให้เห็นบาดแผลตรงสีข้าง ซึ่งขณะนี้มีเลือดสีเข้มไหลซึมออกมาอีก ซึ่งคงจะเกิดเพราะการกระทบกระเทือน จากการเดินทางที่ทุลักทุเลบนรถจิ๊ป ตรงใกล้กกหูใต้เส้นผมดกหนาก็มีรอยเหมือนถูกฟันหรือกระแทกด้วยของมีคม ตอนนี้เลือดแห้งกรังไปแล้ว

เจ้านายของเขาก้มลงพิจารณาบาดแผลตรง สีข้าง แล้วพึมพำออกมาว่า “ แผลจากมีดนี่ สงสัยจะถูกใครทำร้ายแล้วเอามาทิ้งน้ำ ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ ท่าทางคงไม่ใช่ชาวบ้านแถวนี้หรอก หนานคำ...ส่งคนไปรับหมอที่อำเภอมาที แล้วตอนนี้ก็จัดการห้ามเลือดทำแผลให้เขาก่อน ”

พอสั่งเสร็จเขาก็ เดินออกจากห้องนั้นไปอย่างหมดความสนใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริวารที่จะช่วยกันจัดการ เวลาของเขามีค่าเกินกว่าจะมาเสียไปกับคนแปลกหน้า ที่ไม่มีความสำคัญอันใดต่อเขา

หลังจากออกไปโทรศัพท์ถึงนายแพทย์คน หนึ่งที่คุ้นเคยกันดี ให้เตรียมตัวมาดูอาการคนเจ็บ และสั่งการให้บริวารคนหนึ่งไปรับแล้ว หนานคำก็กลับเข้ามาในห้อง เขามองร่างของชายแปลกหน้า ที่นอนหมดสติอยู่ตรงหน้าอย่างค่อนข้างกังวล ไม่แน่ใจว่าชายผู้นี้จะตายลงไปเสียก่อนที่หมอจะมาถึงหรือไม่ เพราะระยะทางจากสถานที่แห่งนี้จนถึงอำเภอที่ใกล้ที่สุดต้อง ใช้เวลาไปกลับหลายชั่วโมง อย่างไรก็ตามเขาทำตามคำสั่งของเจ้านาย ด้วยการเรียกเด็กสาวชาวพื้นเมืองที่รับใช้อยู่แถวนั้น ให้เอาน้ำร้อนและเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่มีติดบ้านอยู่ประจำมาให้ หนานคำเคยเป็นทหารเสนารักษ์มาก่อน จึงรู้เรื่องเหล่านี้ดีพอสมควร

เขา ถอดเสื้อยืดที่เปื้อนเลือดและขาดกะรุ่งกะริ่ง ออกจากตัวของชายที่นอนแน่นิ่ง เห็นแผงอกและต้นแขนที่มีมัดกล้ามกำยำสวยงาม แล้วตรงบริเวณต้นแขนข้างหนึ่งนั่นเอง ที่หนานคำสังเกตเห็นบาดแผลที่เกิดจากกระสุนปืน เมื่อตรวจดูโดยละเอียดก็พบว่า กระสุนยังฝังอยู่ข้างใน ซึ่งเขาทำอะไรไม่ได้ ต้องรอให้หมอมาจัดการผ่าเอากระสุนออก หลังจากนั้นหนานคำใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น ชำระล้างหน้าตาและร่างกายส่วนที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน หาเสื้อผ้าพื้นเมืองมาเปลี่ยนให้ แล้วลงมือจัดการกับบาดแผลที่ศรีษะและสีข้างเท่าที่จะทำได้

เขาจับ ขาข้างขวาที่บวมเป่งของชายหนุ่ม แล้วลองใช้มือกดเบาๆ กระดูกขาบางจุดคงจะหัก ตอนนี้หนานคำสังเกตจากการสัมผัส ว่าร่างกายของชายแปลกหน้าผู้นี้เริ่มเปลี่ยนจากเย็นเป็นร้อนขึ้นเรื่อยๆ เขาคงจะเป็นไข้จากบาดแผลที่อักเสบและการแช่อยู่ในลำธารที่น้ำเย็นเฉียบ โดยไม่มีใครรู้ว่านานแค่ไหน หนานคำเรียกหาผ้าห่มจากหญิงรับใช้ มาคลุมร่างกายของเขาเอาไว้ ตั้งแต่คอลงมาจนถึงปลายเท้า

เมื่อชำระ ล้างสิ่งสกปรกแปลกปลอม ที่ติดมาออกไปจากใบหน้า เสยผมเส้นหนาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ให้พ้นจากหน้าผากของเขาขึ้นไปแล้ว หนานคำก็จ้องมองหน้านั้นนิ่งอยู่ แม้ว่าใบหน้าของเขาบางส่วนจะมีรอยแตกรอยฟกช้ำและบวมปูด เหมือนถูกซ้อมมาอย่างหนัก แต่เขาก็เป็นผู้ชายหน้าตาคมสัน หน้าผากกว้าง สันคิ้วหนาเป็นปื้นสีน้ำตาลเข้มยาวไปจนจรดหางตา จมูกโด่งเป็นสันโหนกแก้มสูง ริมฝีปากซึ่งขณะนี้เริ่มมีสีแดงระเรื่อจากพิษไข้หยักลึกเป็นรูปงาม มุมปากทั้งสองข้างยกขึ้นทำให้หน้าของเขาดูอ่อนโยน ขัดกันกับหนวดเครารกครื้มและเครื่องหน้าส่วนอื่นที่คมเข้มจนเกือบดุ มองแล้วหนานคำก็คิดในใจว่า

“ หมอนี่มันหล่อไม่เบา หน้าตาดูแปลกๆ แขกหรือฝรั่งก็คงไม่ใช่ คนไทยก็ไม่เชิง ”

ต่อ จากนั้นเขาพยุงศรีษะคนป่วยขึ้น ป้อนยาแก้ไข้ชนิดน้ำที่มีอยู่ให้ นั่งดูอยู่ครู่หนึ่ง จึงออกไปเรียกเด็กรับใช้คนเดิมให้มาเฝ้าดูอาการ

“ ถ้าสังเกตว่าไข้เปิ้นยังไม่ลด ตัวยังร้อนจัดอยู่ เจ้าก็เอาผ้าขนหนูผืนเล็กนั่น ชุบน้ำเช็ดตัวให้ด้วยเน้อ ตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ต้องรอให้หมอมาจัดการเอง ” แล้วเขาก็เดินออกจากห้องนั้นไป

นายแพทย์ประสพชัยมาถึงในอีกเกือบสาม ชั่วโมงต่อมา เขาคุ้นเคยกับคนหลายคนในบ้านนี้เป็นอย่างดี เพราะเคยถูกรับตัวมารักษาอยู่บ่อยๆ หลังจากตรวจอาการของคนเจ็บ ซึ่งขณะนี้ไข้เริ่มลดลงบ้างแล้วเล็กน้อย เขาก็บอกกับหนานคำซึ่งกลับเข้ามายืนดูอยู่เงียบๆว่า

“อาการของเขา สาหัสมาก เป็นตายเท่ากัน แผลตรงสีข้างนี่ก็ลึกเอาการ ไม่แน่ใจว่าจะกระทบถึงอวัยวะภายในหรือเปล่า แล้วยังแผลที่หัวนี่อีก ขาก็คงต้องเข้าเฝือก อีกจุดที่สำคัญก็กระสุนที่ฝังในนั่นแหละ ที่จะต้องผ่าเอากระสุนออกโดยเร็ว ”

เขาหยุดพิจารณาคนเจ็บอยู่ครู่ หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “ เขาเป็นไข้เพราะแผลอักเสบและมีโอกาสที่จะเป็นนิวโมเนียได้ ตอนที่คุณหนูไปพบน่ะเขาแช่อยู่ในน้ำไม่ใช่หรือ แช่อยู่นานแค่ไหนก็ไม่รู้ ”

หนานคำถามว่า “ คุณหมอจะรักษาเขาได้ไหมครับ ”

“อาการ เขาหนักมาก ผมรับรองไม่ได้ว่าเขาจะรอดหรือไม่ เดี๋ยวผมจะเย็บแผลให้ก่อนแล้วพาไปโรงพยาบาล หนานคำช่วยจัดรถให้ด้วย ไม่เอารถจิ๊ปนะเพราะมันจะกระเทือนเกินไป สภาพของเขาตอนนี้เปราะบางมาก ผมเห็นที่นี่มีรถตู้อยู่คันหนึ่งนี่ ”

หนานคำมีท่าทางอึดอัดเล็กน้อย “ รถคันนั้นท่านเก็บไว้ใช้รับแขกของท่าน ผมไม่แน่ใจว่า...”

ประสพ ชัยพูดขัดขึ้นว่า “ คงไม่เป็นไรหรอกน่า คุณดนัยไม่ใช่คนใจแคบ เราจำเป็นต้องช่วยชีวิตเขาเอาไว้ก่อน ถ้าใช้รถจิ๊ปจะทำให้อาการของเขาหนักมากขึ้นเพราะมันกระเทือน เอาเถอะเดี๋ยวผมจะพูดกับคุณดนัยเอง ”

“ ตอนนี้ท่านคงไปที่ไร่แล้วละครับ ” หนานคำตอบ

นาย แพทย์หนุ่มหยุดตรองอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดบทว่า “เอาเถอะ ผมรับผิดชอบเอง อาการของคนเจ็บรอไม่ได้ ถ้าไม่รีบส่งโรงพยาบาลเขาอาจจะตายที่นี่ก็ได้ หนานคำช่วยจัดรถให้ด้วย พอผมเย็บแผลเสร็จก็ช่วยให้ใครอุ้มเขาไปนอนในรถด้วย ”

หนาน คำยังมีทีท่าอึดอัดอยู่ เขาถามเบาๆว่า “ เอ้อ...คุณหมอครับ ถ้าส่งเขาเข้าโรงพยาบาลจะไม่มีปัญหาหรือครับ เขามีบาดแผลที่เกิดจากการถูกทำร้าย คุณหมอต้องแจ้งตำรวจด้วยไม่ใช่หรือครับ ท่านคงไม่ชอบให้ตำรวจมาวุ่นวาย เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เราเพียงแต่ช่วยเขาด้วยมนุษย ธรรมเท่านั้น ”

นายแพทย์หนุ่มอึ้งไปชั่วขณะแล้วก็พยักหน้า “ ไม่เป็นไรหรอก หนานคำ ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง เอาละรีบไปจัดการเรื่องรถเถอะ ”



เมื่อ แยกทางกับบิดาทิพย์สุรางค์ก็ขึ้นไปที่ห้องส่วนตัวของเธอบนชั้นสอง ห้องส่วนตัวที่ไม่ควรจะเรียกว่าห้องนี้ เป็นห้องชุดที่ประกอบด้วยห้องนอนขนาดใหญ่ ตบแต่งอย่างสวยงามเลิศหรูมีห้องน้ำในตัว ถัดไปเป็นห้องทำงานเล็กๆ และห้องนั่งเล่นที่มีหน้าต่างกระจกรอบด้าน ในห้องนี้มีอุปกรณ์เกี่ยวกับความบันเทิงอยู่ครบครัน ตั้งแต่โฮมเธียเตอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง สเตอริโอ โทรทัศน์ วิทยุ แม้บ้านหลังนี้จะอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมาก แต่ก็มีไฟฟ้าใช้ตลอดเวลา เพราะมีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพสูงสุด เท่าที่เงินของคุณดนัยจะสรรหามาให้ได้ รวมทั้งเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีจานรับสัญญาณดาวเทียมอีกด้วย ทำให้การติดต่อกับโลกภายนอก เป็นไปได้โดยไม่ขาดตกบกพร่องไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ข่าวสารจากทุกมุมโลก

จากห้องนั่งเล่นนี้ ทิพย์สุรางค์สามารถเดินออกไปได้ถึงระเบียงกว้างรูปครึ่งวงกลม ซึ่งเป็นที่ส่วนตัวของเธอโดยเฉพาะ จากระเบียงนี้เธอสามารถมองเห็นต้นไม้ดอกไม้สวยงามข้างล่าง และมองได้ไกลออกไปถึงป่าและลำห้วยเล็กๆที่ไหลคดเคี้ยวผ่านที่ดินปลงนี้ ไปจนถึงเทือกเขาสลับซับซ้อนปกคลุมไปด้วยหมอกที่อยู่ไม่ไกลนัก ในตอนเช้าเธอมักจะออกมายืนดูและสัมผัสละไอหมอกที่เย็นชื่น ปกคลุมไปทุกหนทุกแห่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

กรมักจะเรียกห้องหรูชุด นี้ว่า ‘ วิมานของเจ้าหญิง ’ ด้วยสุ้มเสียงที่แสดงถึงความอิจฉาอย่างโจ่งแจ้ง เพราะห้องส่วนตัวของเขาซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่งของตึก เป็นเพียงห้องเล็กๆไม่มีการประดับตกแต่งอะไรมากมาย มีก็แต่ของส่วนตัวที่เด็กชายได้รับเป็นของขวัญจากคนในบ้านในโอกาสสำคัญๆ หรือสิ่งของที่เขาไปเที่ยวเก็บหามาจากที่ต่างๆ แล้วนำมาสะสมไว้ในห้อง สิ่งของเหล่านี้ถูกคุณหนูของเขาเรียกว่า ‘สมบัติบ้าของนายกร’ แล้วนานๆทีเวลาขยันหรือเกิดความหมั่นไส้อยากจะจับผิดเด็กชายขึ้นมา เธอก็จะเข้าไปตรวจห้องของเขาโดยพลการ แล้วสั่งให้บริวารคนใดคนหนึ่งเอาของที่เธอตัดสินแล้วว่ารกทกเกะกะออกไปจาก ห้อง ทำให้เด็กชายกรโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เที่ยวไปติดตามเอากลับคืนมาสะสมไว้ในห้องเช่นเดิมแทบทุกครั้ง

ทิพย์ สุรางค์เปลื้องเครื่องแต่งกายชุดที่สกปรกเลอะเทอะจากการลุยน้ำออก สวมเสื้อคลุมอาบน้ำยาวครึ่งน่องแทน แกะกิ๊บฝอยเล็กๆที่ยึดตรึงผมของเธอ ให้พันทบขึ้นไปและแนบกับศรีษะออก เมื่อเครื่องพันธนาการดังกล่าวหลุดออกไปผมสีดำสนิทเส้นหนาก็ทิ้งตัวกระจายลง มา ผมของเธอยาวมาก มันยาวเกือบถึงกลางหลัง เส้นผมดำเป็นมันปลาบนั้นมีรอยหยักเป็นคลื่นน้อยๆตามธรรมชาติ นานๆครั้งเมื่อเธอปล่อยผมลงมาแบบนี้ กรจะเรียกเธออย่างล้อเลียนแกมชื่นชมว่า ‘เจ้าหญิงเงือกน้อย’ แต่หญิงสาวก็รู้ว่ายามใดที่เธออารมณ์เสียใส่เขา เธอก็จะกลายเป็น ‘นางยักษ์พันธุรัตน์’ เวลาลับหลังไปทันที

ต่อจาก นั้นทิพย์สุรางค์เข้าห้องน้ำ อาบน้ำสระผมจนสะอาดแล้วลงนอนแช่ในอ่างน้ำหอมกรุ่น ที่ผสมน้ำร้อนและน้ำเย็นในสัดส่วนที่ทำให้อุ่นสบาย ระหว่างนั้นก็อ่านนิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่งไปด้วย แต่อ่านไปได้เพียงครู่เดียวก็วางมันลง ครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แล้วมาหยุดคิดถึงชีวิตตัวเองว่าจะทำอะไรต่อไป เธออาจจะขอบิดากลับไปสวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนที่คุ้นเคยอีกสักครั้ง

ทิพย์ สุรางค์ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำที่นั่นตั้งแต่อายุสิบขวบ เรียนจนจบฟินิชชิ่งคอร์ส ซึ่งเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับแม่บ้านการเรือนสำหรับเด็กสาวในสังคมชั้นสูง หลังจากนั้นก็เรียนวิชาเลขานุการเสริมอีกหลักสูตรหนึ่ง แล้วก็เรียนหลักสูตรสั้นๆเพิ่มเติมอีกสองสามหลักสูตรเพราะยังไม่อยากกลับ บ้าน

ความจริงทิพย์สุรางค์ไม่ใช่คนโง่ เธอมีสติปัญญาดีพอที่จะเรียนอย่างอื่นได้ แต่บิดาของเธอไม่เห็นความจำเป็น เขาไม่คิดว่าบุตรสาวของเขาจะต้องคร่ำเคร่งเรียนวิชาพวกนั้นให้เหนื่อยยากไป ทำไม เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีโอกาสได้ออกไปทำงานที่ไหนอยู่แล้ว ทรัพย์สมบัติที่เขามีอยู่มากมายเป็นหลักประกันอย่างดี ให้เธอและวุฒิเลิศพี่ชายคนเดียวของเธอ ซึ่งตอนนี้สมรสกับสตรีสาวในตระกูลเก่าคนหนึ่งมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีทายาท

วุฒิ เลิศแก่กว่าเธอสิบสามปี เขาเรียนจบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากต่างประเทศ ขณะนี้บริหารกิจการร่วมทุนระหว่างประเทศในกรุงเทพฯ ซึ่งคุณดนัยเป็นหุ้นส่วนใหญ่ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ นานๆครั้งเขาและสิริมาผู้เป็นภรรยาจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนบิดาและน้องสาว และพำนักอยู่ด้วยคราวละหลายวัน บางครั้งก็จะมีเพื่อนฝูงของเขาหรือญาติพี่น้องของสิริมาติดสอยห้อยตามมา เที่ยวด้วย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเวียงพุกามที่เงียบสงบแห่งนี้ ก็จะครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

แล้วจู่ๆทิพย์สุรางค์ก็ตระหนัก ว่าตลอดชั่วชีวิตยี่สิบสามปีของเธอ เธอไม่เคยเป็นอิสระและมีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบหญิงสาวคนอื่นๆเลย เธออยู่โรงเรียนประจำที่ต่างประเทศจนจบไฮสกูล เมื่อเข้าเรียนหลักสูตรฟินิชชิ่งคอร์สและเลขานุการที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งใน ประเทศนั้น แม้จะย้ายไปพำนักอาศัยในอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้เธอมีอิสระมากขึ้นกว่าเดิม แต่กลับปรากฏว่าคุณดนัยส่งแม่บัวศรีไปอยู่กับเธอที่โน่นด้วยปีละสองสามเดือน แม่บัวศรีผู้ที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่เพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายทุกอย่าง ในการดำเนินชีวิตในต่างแดนให้แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้คุมกลายๆของเธออีกด้วย

ทิพย์สุรางค์ไม่ เคยได้มีโอกาสออกเดทกับใคร ไม่ว่าคนไทยด้วยกันหรือชาวต่างชาติ เมื่อเรียนจบกลับมาอยู่ที่นี่เธอก็ไม่มีเพื่อนฝูงที่จะไปมาหาสู่ เพราะเธออยู่ต่างประเทศเกือบตลอดเวลา นอกจากนี้เวียงพุกามก็อยู่ห่างไกลจากชุมชน การเดินทางไปมาหาสู่กันย่อมไม่สะดวก เพื่อนหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันที่พอจะหาได้ในตอนนี้ก็มีเพียงสุวรรณี ธิดาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบัน และระวิพร บุตรสาวของนักธุรกิจใหญ่ในตัวจังหวัด ซึ่งสนิทสนมคุ้นเคยกับบิดาของเธอเป็นอย่างดีเท่านั้น แต่ก็นานๆทีที่จะมีโอกาสได้พบปะกันสักครั้ง แถมเธอยังไม่ค่อยสนิทสนมกับหญิงสาวทั้งสองมากนัก เพราะเพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ หลังสำเร็จการศึกษากลับมาอยู่บ้าน

ตอนกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ หญิงสาวเคยขออนุญาตบิดาไปช่วยพี่ชายทำงาน ที่บริษัทในกรุงเทพฯสักปีครึ่งปี แต่คุณดนัยไม่เห็นด้วย เขาอ้างว่าอยากให้เธออยู่เป็นเพื่อนเขาที่นี่ ความจริงวุฒิเลิศพี่ชายของเธอไม่เห็นด้วยกับบิดา เขาเห็นว่าเธอยังอายุน้อยเกินกว่าที่จะมาหมกตัวอยู่ในที่ห่างไกลสังคมเช่น นี้ เธอยังอยู่ในวัยเลือกคู่เธอก็ควรมีโอกาสได้พบปะสมาคมกับชายหนุ่มรุ่นราวคราว เดียวกัน ที่มีฐานะทางสังคมใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใจคุณดนัยได้ แล้วในที่สุดหญิงสาวก็เลยต้องติดตังอยู่ที่นี่

ตลอดเวลาสิบสามปีของ การศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ ทิพย์สุรางค์จะกลับบ้านที่นี่ทุกครั้งที่โรงเรียนปิดภาค เธอเกิดที่นี่ รักที่นี่และผูกพันกับมันมาก ตอนนี้เธอเรียนจบกลับมาอยู่บ้านได้เกินครึ่งปีแล้ว แม้ว่าจะรักบ้านหลังนี้มากเพียงไร แต่การอยู่ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือนโดยไม่มีอะไรใหม่ๆให้ทำมากมาย และขาดการติดต่อสมาคมกับเพื่อนฝูงหรือคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้หญิงสาวเกิดความเหงา รู้สึกว่าอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต บิดาของเธอก็วุ่นวายอยู่กับคอกม้า ไร่ยาสูบรวมทั้งกิจการและกิจกรรมต่างๆอีกมากมายในตัวจังหวัด แม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงมือบริหารเองก็ตาม

บริวารในบ้านถึงจะมีอยู่หลาย คนที่อายุไล่เลี่ยกับเธอ ก็ไม่อยู่ในวิสัยที่ทิพย์สุรางค์จะลดตัวลงไปพูดคุยกันได้เหมือนคนในสังคม เดียวกัน มีก็แต่เด็กชายกรคนเดียวเท่านั้นที่พอจะพูดคุยกันได้บ้าง เพราะแม้จะยังเด็กแต่เขาก็ฉลาดเฉลียวเกินวัย เขารู้อะไรมากมาย แต่เรื่องสำคัญที่ทำให้เธอหมั่นไส้คือเขามักจะรู้เท่าทันเธอ แถมยังไม่พยายามที่จะเก็บงำความรู้เท่าทันนี้เอาไว้ในใจเสียอีก มีแต่จะคุยโอ่ไปทั่วว่าเขาเป็นคนเดียวเท่านั้นในบรรดาหมู่เฮา ที่รู้ใจคุณหนูมากกว่าใคร

อันที่จริงแล้วเด็กชายผู้นี้ไม่ได้มีความ สัมพันธ์ทางสายโลหิตกับเธอและบิดาเลย คุณดนัยรับเขามาอุปการะตั้งแต่เขาอายุประมาณสี่ขวบ หลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรบางอย่างที่ทิพย์สุรางค์ไม่รู้ชัด เกิดขึ้นกับพ่อแม่ของเขา ที่ทำให้เด็กชายกลายเป็นลูกกำพร้าที่ไร้ญาติขาดมิตร

นานมาแล้วหญิง สาวเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่ในบ้านซุบซิบกันว่า พ่อของกรเคยเป็นคนสนิทของบิดาเธอ เขากับภรรยาถูกลอบฆ่าโดยพวกที่เป็นอริกับคุณดนัย บางเสียงก็อ้างว่าเขาเป็นบุตรชายลับๆของคุณดนัยที่เกิดกับหญิงชาวบ้าน บ้างก็ว่าพ่อของกรมีบุญคุณต่อบิดาของเธอ เพราะเขาช่วยปกป้องคุณดนัยจากเรื่องร้ายแรงอะไรบางอย่าง

ทิพย์ สุรางค์ไม่เคยซักถามบิดาในเรื่องนี้ เธอไม่สนใจว่าเด็กชายผู้นี้จะเป็นใครมาจากไหน สำหรับเธอเขาก็เป็นเพียงเด็กผู้ชายบ๊องๆบวมๆที่ชอบเพ้อเจ้อ หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ วันๆก็ชอบทำเรื่องวุ่นวายให้เวียนศรีษะ ถ้าเขาไม่เที่ยวกวนประสาท ต่อล้อต่อเถียงกับศรีวรรณหรือคำหล้า เขาก็มักจะหายตัวจากตึกใหญ่เข้าไปในรกในพงในอาณาเขตของเวียงพุกาม ซึ่งกว้างใหญ่ไพศาล บางครั้งก็จะเถลไถลออกนอกเขตเวียงพุกาม ซอกซอนไปถึงหมู่บ้านเล็กๆสองสามหมู่บ้านที่อยู่ไม่ห่างไกลนัก

ถ้า เขาเข้ามาพัวพันอยู่ใกล้ๆในเวลาที่เธออารมณ์ดี เธอก็พยายามอบรมสั่งสอนเคี่ยวเข็นเขาเรื่องการเรียนและกิริยามารยาท แต่ถ้าเธอทำดีกับเขามากเกินไปเขาก็จะเริ่มล้น ทำให้ทิพย์สุรางค์ต้องกราดเกรี้ยวใส่เขา แล้วเขาก็จะรีบถอยห่างจากเธอ หรือไม่ก็รีบทำท่าสำรวมบีบเนื้อบีบตัว แต่พอเธอหายโมโหเขาก็จะกลับเป็นเหมือนเดิมอีกอยู่เช่นนี้เรื่อยไป

แต่ อย่างไรก็ตาม กรก็จัดว่าเป็นเพื่อนแก้เหงาที่ดีสำหรับทิพย์สุรางค์ บางครั้งเธอกับเขาก็ขี่ม้าวกวนเที่ยวไปในป่าที่อยู่ไม่ห่างบ้าน หรือลัดเลาะไปตามลำห้วย บางครั้งก็ขึ้นไปถึงสันเขาสูงที่อยู่ห่างออกไป กรขี่ม้าได้เก่งไม่แพ้เธอ และบางครั้งอย่างเช่นเมื่อเช้านี้ เธอก็จะขับรถจิ๊ปเก่าบุโรทั่งที่ไม่มีใครสนใจแล้วไปตามที่ต่างๆในแถบนั้น ที่มีทางให้รถวิ่งโดยมีกรนั่งไปด้วย ทำหน้าที่ไกด์หรือผู้นำทาง แน่นอน..ที่ผู้เป็นบิดาไม่รู้เรื่องการออกไปนอกเวียงพุกามของเธอ

 

 

 

โดย ม่อนหินไหล

 

กลับไปที่ www.oknation.net