วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

3 days in Hong Kong กับการดูงานของชาวหอสมุด


 

วันที่สองบนเกาะฮ่องกง วันนี้เป็นวันดูงาน และวิชาการ ทุกคนพร้อมที่จะเดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงและติดอันดับโลก 2 แห่งของฮ่องกง ก่อนไปถึงมหาวิทยาลัย เราทานข้าวเช้าที่ภัตตาคาร ด้วย เมนูอาหารติ่มซำ  อร่อยและอิ่มมาก (อิ่มทุกมื้อเลย)  โจ๊กของเค้าขึ้นชื่อ ดูน้ำโจ๊กธรรมดามาก แต่ทานเข้าไปแล้วอร่อยจริงๆ สังเกตว่าตอนเช้า คนจีนสูงอายุชอบมานั่งทานอาหารเช้า ข้าวต้มโจ๊ก ปาท่องโก๋ ที่ร้านอาหาร ตามภัตตาคาร นั่งไปจิบน้ำชาไป ไม่เร่งรีบ  ดูวิถีชีวิตของคนที่นี่ มีสองขั้ว คือเดินทางแบบเร่งรีบ สำหรับวัยรุ่นหนุ่มสาววัยทำงาน  แต่งตัวดูสมัยใหม่คล้ายตะวันตก และอีกส่วนจะเป็นคนจีนดั้งเดิมที่ยังคงวัฒนธรรมแบบตะวันออกไว้  บางครั้งเวลาเดินทางบนถนนหนทางในเมือง จะเจอคนจีนอีกแบบ เสียงดังและพร้อมจะขากถุยได้ตลอดเวลา


มีแต่ตึกสูง และเนินขึ้นๆลงๆ พื้นที่ค่อนข้างจำกัด

มีอุโมงค์ลอดใต้ทะเล ข้ามไปฝั่งเกาลูน ทันสมัยดีเนาะ

เค้าบอกว่ามีอุโมงค์เก่า อุโมงใหม่ ตอนที่ไปลอดหลายรอบ เพราะมหาวิทยาลัยที่ 2  HKUST อยู่อีกฝั่ง


เหลือบไปเห็นป้ายโฆษณา เหมือนจะเป็นรถไฟความเร็วสูง ไม่รู้คันที่เท่าไหร่ของเค้า

 

มหาวิทยาลัยแห่งแรกภาคเช้าที่เราไปดู คือ University of Hong Kong เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของฮ่องกง ที่ติดอันดับ 35 ของโลก ปี 2013  จากนิตยสาร Time Higher Education  และเป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย รองจาก University of Tokyo และ National University of Singapore  (เราตัวลีบๆ ยังไงไม่รู้) 

บริเวณพื้นที่ในแคมปัสของ HKU  จะจำกัดหน่อย และพื้นที่จะเป็นเนินขึ้นลงคล้ายบนภูเขา  ถนนบางช่วงที่เป็นไฟเขียวไฟแดง มีรถจอดรอสัญญาณไฟ ไม่รู้จอดกันได้อย่างไง ชำนาญมากๆ  ถ้าเป็นเราคงจะไหลเป็นแน่

 

ฟังบรรยายสรุปจากผู้บริหารห้องสมุด HKU

สำหรับบรรยากาศของห้องสมุดมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่เราไปดูงานและเยี่ยมชม จะดูวิชาการมาก แต่ก็พร้อมไปด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัยไว้ให้บริการ  เนื่องจากเวลาค่อนข้างน้อย  เราได้เดินดูตามจุดต่างๆในห้องสมุด แล้วหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของ HKU ก็พาเราเข้าห้องบรรยาย ฟังบรรยายสรุปจากผู้บริหารห้องสมุด และทีมงานฝ่ายต่างๆ  ใช้เวลาเต็มที่จนเกือบเที่ยง  บุคลากรของห้องสมุดที่นี่ จะมีทั้งที่เป็นคนจีน (ดูจากหน้าตา) และมีส่วนหนึ่งเป็นฝรั่งต่างชาติ  และแน่นอนเค้าใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

            ส่วนภาคบ่ายจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดริมทะเล วิวและบรรยากาศดีมากๆ คือ The Hong Kong University Science & Technology  เป็นมหาวิทยาลัยติดอันดับ 65 ของโลก และอันดับ 9 ของเอเชีย บรรยากาศจากต่างจากมหาวิทยาลัยแรกเลย โดยจะมีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างทันสมัยกว่า มีห้องให้บริการเยอะมาก พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน ทั้งพื้นที่รวม และพื้นที่ใช้งานส่วนบุคคล  สามารถใช้เสียงได้ในพื้นที่ใช้เสียง หรือถ้าต้องการความสงบที่ต้องใช้สมาธิก็มีพื้นที่ให้ใช้บริการ  แถมสามารถจะมองเห็นวิวทะเลสีครามได้ด้วย  น่าอยู่มากๆ

 และบุคลากรที่ให้บริการก็ดูทันสมัย และแอคทีฟ  ไม่เห็นป้าแก่ๆ ใส่แว่นหนา มองผู้ใช้ลอดแว่นสายตา อิอิ  มี staff ของห้องสมุดเป็นผู้ชายหลายคน และดูเป็นคนรุ่นหนุ่มสาว วัยทำงาน อ้อ ตอนเค้านำเข้าฟังบรรยายสรุป ผู้บริหารห้องสมุด HKUST บอกว่าทีมจากห้องสมุด ม นเรศวรมีแต่ Young staff ทั้งนั้นเลย ฮ่าๆๆๆ (แหม ก็ที่มานี่ก็คัดมาแต่วัยรุ่นอ่ะนะ  อีกอย่างผู้บริหารเราก็ยัง Young generation อยู่น่ะ)

 

 มหาวิทยาลัยติดทะเล

            หลังจากดูงานวิชาการไปแล้วเต็มวัน พร้อมด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น บวกกับความรู้สึกทึ่งในหัว คงจะมีไฟและแรงบันดาลใจเกิดขึ้นกับ staff รุ่นใหม่ๆ ของหน่วยงานเราบ้างละนะ

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญของทริปแล้ว เราได้ไปรับประทานอาหารเย็น ที่เอร็ดอร่อยเหมือนเดิม  แต่ละมื้อเค้าจะจัดไว้ สองโต๊ะ โต๊ะละ 8 คน และ 9 คน เพราะทั้งทริปเราทั้งหมดมี 17 คน  แต่ละมื้อก็จะนั่งไม่เหมือนกัน บางวันเราจะนั่งโต๊ะเจ้านาย  แต่บางวันก็ได้นั่งอีกโต๊ะ ซึ่งก็ไม่มีปัญหาเลย เพราะนั่งโต๊ะไหน ก็มีเรื่องฮาให้เม้ากันตลอด   

            หลังจากอิ่มหนำกันจนแน่นพุงแล้ว เค้าก็พาเราไปที่ อ่าววิคตอเรีย เพื่อชม Avenue of Star ที่มีรอยประทับมือของบุคคลที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่เป็นดาราฮ่องกง ที่เรารู้จักและโด่งดังไปไกลถึงฮองลีวู้ด แต่เดินๆหาดู หายากจัง 555 ขนาดว่าเรานี่ร่วมสมัยกลางเก่ากลางใหม่ ยังเจอไม่กี่คน เด็กรุ่นหลังๆ บอกไม่รู้จักเลย อย่างเช่น บรูซ ลี  เดวิด เจียง หลิน ชิง เสีย หลิวเต๋อหัว เลสลี่จาง ฉีเคอะ เหลียงเฉาเหว่ย ฯ  เรากรี๊ด เจอลายมือของอาหลิว  สมัยเราวัยรุ่น ดูภาพยนตร์เรื่อง ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ หลายรอบเลย ชอบมากๆๆ เท่ ระเบิด  

ลายประทับนิ้วมือของเดวิด เจียง 

อันนี้ลายประทับนิ้วมือของ หลิว เต๋อ หัว

 ทิวทัศน์อ่าววิคตอเรียยามเย็น 


           แสงสียามค่ำคืนริมอ่าววิคตอเรีย 

เมื่อพวกเราเดินตามหาลายมือดาราในดวงใจ และถ่ายรูปวิวยามค่ำคืนของอ่าววิคตอเรียแล้ว ใกล้สองทุ่มเรามานั่งรอมุมดีๆ สำหรับเตรียมดูการแสดงแสงสีที่โชว์การยิงแสเลเซอร์ประกอบเสียง เค้าว่าสุดอลังการ ขนาดยังไม่ได้เริ่มแสดง เราก็ว่าแสงไฟตามตึกสูงๆ ของอีกฝั่งอ่าว ก็สวยงามแล้ว  ไกด์บอกว่า เมื่อก่อนตอนฮ่องกงได้รับการคืนเอกราชจากการปกครองของอังกฤษแล้ว  เค้าก็หาวิธีการโปรโมทการท่องเที่ยว จึงคิดวิธีดึงดูดความสนใจด้วยการจัดแสดง Symphony of Lights 

 แต่วันนี้เทพเจ้าฮ่องกงไม่เป็นใจเลย  พอใกล้เวลา เมฆขาวๆ ก็เริ่มลอยมา ไม่กี่นาทีที่การแสดงจะเริ่ม เราเริ่มนั่งและเตรียมกล้อง น้ำอะไรหยดแมะ เฮ้ย อีกแมะ ไม่ได้ท่าละ … ส่วนอีกกลุ่มดิ ขำมากๆ  มีคนเล่าว่า เสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าเอ๊ ! เมฆมันชักหนาขึ้นแฮะ  เสียงสาวหนึ่งก็ดังขึ้นมาว่า  “เอฟเฟค ๆ ” ( แหม เหมือนจริงมากเลยนะ)  บ้างก็ว่า "ดรายไอซ์"  เอาเข้าไป  ..  ทีนี้หยดน้ำหล่นลงมา แมะ แมะ ถี่ขึ้นๆ  .. ฝนตกแล้วมั๊งอ่ะ  -- เอ้ย  ทีนี้ล่ะ เหมือนจริงมากๆ หล่นจั๊กๆๆ เป็นสาย เม็ดใหญ่ด้วย  วิ่งงงงงงงง !!! .. ตัวใครตัวมันละทีนี้ 

ไม่รู้กลุ่มใครมั่ง กระจัดกระจายริมอ่าว ใกล้จุดไหน หลบจุดนั้น เรากับอีกสองคนไปหลบตรงตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ หลบก็ไม่พ้นหรอก เปียกปอนละอองฝนจนต้องเข้าไปซุกใต้ก้นหมี ฮ่าๆๆๆ ข้างนอกจะมีคนมายืนรอบๆเต็มไปหมด เหอๆๆๆ อดกัน  รอนานเกือบครึ่งชม กว่าฝนจะเริ่มซา  ฟอฝนซาเลยทีนี้ทั้งกึ่งวิ่งกึ่งเดิน กลับไปที่จุดนัดพบพอมาถึงรถที่จอด พรรคพวกมารอกันแล้ว เปียกม่อล่อกม่อแลกยิ่งกว่าเราสามคนอีก  ต่างคนต่างเล่าว่าอยู่จุดไหนกันมั่ง ฮากันซะไม่มี  สรุปคือ อดชมแสงสีเสียงโดยปริยาย 

หลังจากเปียกกันพอสมควร เราก็เลยเดินทางกลับโรงแรมกันเลย เพื่อพักผ่อน และมีบางส่วนไปรวมตัวกันห้องนึงเพื่อเม้าเรื่องที่ผ่านมากันอย่างสนุกสนาน

 

 

อันนี้เอามาให้ดูเล่น เพราะหลังจากกลับมาอาทิตย์เดียว ก็มีเจ้าเป็ดยักษ์ตัวเหลืองนี้มาลอยในอ่าว แหม เสียดาย คลาดกันนิดเดียวเอง 

วันสุดท้าย 25 เมษายน 

            วันนี้จะเป็นวันที่เที่ยวทั้งวันจริงๆก่อนกลับ  ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าแบบติ่มซ้ำ (ซ้ำกับติ่มซำเมื่อวาน 555)  แล้วรถบัสเล็กก็มารับเราไปชมวิวบนเขา ณ จุดชมวิว วิคตอเรียพีค (Victoria Peak)  ถ่ายรูปวิวของตึกสูงๆอีกฝั่งของเกาะ บรรยากาศวันนี้ดีมาก ไม่ร้อนเลย มีฝนลงมาประปราย พอถ่ายรูปจุดชมวิวเสร็จ เค้าก็พาเราไปไหว้เทพเจ้ากวนอิม หรือพระโพธิสัตว์กวมอิม เพื่อขอพรท่าน เค้าว่าถ้ามาขอลูก แล้วจะได้ลูกตามปรารถนา หรือจะขอพรเรื่องอื่นๆตามใจเรา  


วิวเกาะฮ่องกง ณ จุดชมวิว วิคตอเรียพีค 

ไหว้ขอพระเจ้าแม่กวนอิม

 น้องดรีม นี่เอง นึกว่านางงามมาเก็บตัว  

 

 วิวริมทะเล ไกด์บอกว่าตรงวัดนี้ ละครเรื่อง กี่เพ้า ที่แอนเล่นก็มาถ่ายด้วยล่ะ 

เทพเจ้าแห่งท้องทะเล

จากนั้นเมื่อเวลารับประทานอาหารเที่ยง เราก็ได้ไปทานอาหารจีนมื้อสุดท้ายที่ทัวร์จัดให้  ซึ่งเป็นห่านย่าง มื้อสุดท้ายทานเสร็จพร้อมกับเตรียมค่ารูปที่น้องไกด์หนุ่มน้อยน่ารักชาวฮ่องกงมาถ่ายให้เมื่อตอนเช้า  เป็นการส่งเสริมรายได้ให้กับนักศึกษาที่มาหารายได้ด้วยการถ่ายรูปนักท่องเที่ยว  จ่ายไปคนละหลายร้อยเหรียญเหมือนกัน  ตากล้องที่มาเป็นหนุ่มชาวฮ่องกงที่สาวๆ พี่ๆ น้าๆ ตั้งฉายาให้ว่าน้องเป้  (เรียกน้องเป้ เพราะทรงผม รูปร่างหน้าตา คล้าย เป้ อารักษ์ จนน้องเค้าแอบมาถามไกด์ ว่าเป้คือใคร ? 5555)


 ตากล้องท้องถิ่นชาวฮ่องกง เหมือนเป้ไหมอ่ะ 

 

รีบควักกล้องมาถ่าย เจอดาราขวัญใจในอดีต "หลิว เต๋อ หัว"

 

สุดท้าย ตอนบ่ายก่อนกลับวันนี้ เราได้ไปร้านสมุนไพรยาจีน และชมร้านเครื่องประดับจิเวลลี่ ที่สวยงาม ทำเป็นรูปเครื่องรางด้วย  ว่ากันว่า คนจีนเชื่อเรื่องดวง ฮวงจุ้ย และเครื่องรางที่ช่วยเสริมกำลังใจ  ก็มีน้องหลายคนอุดหนุนเงินดอลลาร์ฮ่องกง ด้วยกำไล สร้อย ไปเหมือนกัน 

และรายการที่หลายคนรอคอย เก็บตกก่อนกลับเมืองไทย คือการไปช้อปปิ้งย่านธุรกิจที่ถนนนาธาน ห้าง Ocean Terminal และ Harbour City  ซึ่งจะมีร้านค้าสินค้าแบรนด์เนมที่เป็นที่รู้จักมากมาย อาทิ Gucci, Prada, Louis Vutton, Coach, Dior  ทั้งที่เราพอรู้จัก และไม่รู้จัก ฮ่าๆๆๆ ไม่ค่อยสันทัดแบรนด์อ่ะนะ  สมาชิกในทัวร์หลายคนบ่นว่าแพงจัง

 

ร้าน 7-11 เหมือนจะมีน้อยกว่าเมืองไทยนะ ฮ่าๆๆ  

มีเรื่องเล่าขำๆ  จากอีกกลุ่มเล่าว่าไปยืนต่อแถวหน้าร้านหลุยส์ วิตตอง ที่เค้ากำลังต่อคิวยาวเลย เรียกว่าแซงคิวเลยล่ะ  คนในแถวงงมาก ชะโงกตั้งแต่ปลายแถวมาดู เตรียมจะด่าแล้วล่ะ  คนที่ไปยืนทำท่าเข้าคิว ต้องกวักมือเรียกเพื่อน เฮ้ยๆๆ มาถ่ายรูปให้ก่อน  แล้วก็แอคท่าถ่ายรูป  ครานี้คนในแถวเริ่มยิ้ม  อิอิ คงจะรู้และ ว่ากระเหรี่ยงไทยพวกนี้ ไม่ได้มาต่อคิวซื้อกะเค้าร้อก  มาแค่ทำท่าถ่ายรูปเล่น ขำๆ อ่ะเนอะ  


 ขอแอ้คหน้าร้าน ESPRIT นิดนึง  


โฉมหน้านางงาม ?

แต่ในที่สุดก็สรุปกันว่า ฮ่องกงไม่เหมาะกับเราๆเท่าไหร่หรอก เพราะซื้ออะไรแทบไม่ลง  เหอๆๆ  แค่ได้ไปสัมผัสและรู้เห็น ก็เป็นประสบการณ์แล้ว


             เดินช้อปปิ้งกัน บางทีก็เจอคนไทยนะ แสดงว่าคนไทยไปเที่ยวฮ่องกงเยอะ บางร้านพนักงานพูดไทยได้  แถมบางคนเป็นคนไทยด้วยซ้ำ  ตอนไปทานอาหารมื้อนึง ผ่านร้านค้าคนจีนในห้าง เค้าเห็นน่าจะเป็นคนไทยแน่ เค้าพูดไทยทักเลยนะ ยิ่งบางที่เค้าเห็นน้องดรีม ที่สูงปรี๊ด หุ่นดี หน้าสวย เค้าคงนึกว่าเป็นดารา  เราเลยเรียกว่า น้องอั้ม ซะเลย (อ้ำอึ้ง ฮิฮิ) 


 หลังจากช้อปสินค้าตามสไตล์ผู้หญิงกันแล้ว ไกด์ให้เวลาไม่มากนัก พอได้เวลาต้องรีบมายังจุดนัด เพื่อเตรียมเดินทางไปสนามบิน  ก่อนจะถึงเวลา ต้องหาอะไรทานก่อน มื้อสุดท้ายผอ ได้บอกไว้ก่อนแล้วว่า จะพาไปกินก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ เค้าว่าของเค้าอร่อย  ผอได้แผนที่มาจากไกด์ ก็ต้องกางดูเพื่อหาที่หมาย  แต่สมาชิกต่างแยกย้ายไปเป็นกลุ่มย่อยๆไปซะแล้ว  กลุ่มเราหกเจ็ดคนโชคดีที่เดินช้อปไปช้อปมา ท่านคงจะเป็นห่วงพวกนักชอปไม่ทันนัด  เลยบอกให้รีบช้อปแล้วรีบตามมา  ทั้งรีบซื้อ รีบจ่าย กึ่งเดิน กึ่งวิ่งตามผอ  ฮ่าๆๆๆ น้องรัชรูมเมท บอก หนุกว่ะๆๆ แต่ก็บ่นว่า โอ้ย เหนื่อย วิ่งตามผอ ไม่ทัน 

 

ผอ นำทีมเปิดแผนที่ เตรียมพาไปทานก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ฮ่องกง

 

และแล้วมื้อสุดท้ายเราก็ได้กินบะหมี่เกี๊ยวฮ่องกงสมใจ  ประมาณ 6-7 คน มากลุ่มแรก ผอ สั่งมาดูตัวอย่างก่อน ด้วยภาษาจีน รู้สึกจะแต้จิ๋ว ที่ผอ บอกว่า มิเสียแรงได้เรียนตอนเด็กๆ  เค้าให้เยอะมาก และเกี๊ยวก็ลูกใหญ่ เนื้อและกุ้งแน่นมาก  ที่สังเกตได้จากลักษณะของอาหารคนจีนที่นี่คือ ใส่เครื่องเนื้อต่างๆ เต็มที่จริงๆ และอร่อยทุกอย่าง (ยกเว้นพวกผัดผัก ที่มักเลี่ยนๆ เหมือนจะผัดด้วยแป้งมัน หรือไงไม่รู้)  ทานไปอย่างเร่งรีบ เพราะว่าเงยหน้าขึ้นมา มีคนยืนรอคิวจ้องเขม็งอยู่  โหย อะไรวะ นึกในใจ เพิ่งเคยเจอนี่แหละ  ยังกับเก้าอี้ดนตรี  โต๊ะเราทานเสร็จก็รีบออกเลย  (มื้อนี้ท่านผอ เลี้ยง อิอิ)  รู้ไหมว่าก๋วยเตี๋ยวชามเท่าไหร่ ใส่สองอย่าง ปาเข้าไป ร้อยกว่าบาทอะ

            สิ่งที่เราชอบอีกอย่างคือ ไม่ว่าจะไปที่ไหน พอเปิด iPad ใช้อินเทอร์เน็ต  สามารถพบสัญญาณ wifi ได้ง่ายมาก และฟรีด้วย  ตั้งแต่ที่โรงแรมเลย  ตามสถานที่สาธารณะมีแทบทุกจุด จะมีป้าย wifi 100 m ติดไว้

เปิดสัญญาณ wifi ที่มือถือและแทบเล็ตเรา จะเจอเพียบ  และน้องๆส่วนมากที่ไป จะมี  ID line กัน ก็จะเปิด line ด้วย wifi และใช้เรียกหากันเวลาแยกย้ายกันช้อป  เอาไว้คุยทับกันว่า ตอนนี้อยู่ตรงไหน ทำอะไร  สะดวกมากๆ เลย  เพราะว่าไม่ได้เปิดบริการ Roaming ไว้ไปใช้ที่โน่นเลย กลัวเสียตังเยอะ มีบางคนที่ใช้โทรศัพท์โทรกลับบ้านบอกข่าวสองสามนาทีเท่านั้น   เรื่องระบบการสื่อสาร ของที่นี่เป็นอีกเรื่องทันสมัย ก้าวหน้าไปกว่าเรามาก

 

สิ่งที่ชอบมากคือ มี Free Wifi แทบทุกที่ หาง่ายและเข้าใช้ได้สะดวกมาก

            เมื่อได้เวลามาถึงสนามบิน เราต่างแยกกันแพคกระเป๋าใหม่ ที่เริ่มใหญ่ขึ้น บ้างก็มีกระเป๋าน้อยงอกเพิ่มขึ้นมา  เปลี่ยนเครื่องทรงเล็กน้อยเพื่อความคล่องตัวสำหรับการเดินทางกลับ ที่ต้องนอนบนเครื่องและบนรถบัส

กำลังส่งไฟล์ ทาง line กันเหรอ

ขากลับเค้าให้เราไปรอขึ้นเครื่องตั้งนาน  ตอนเราเข้าไปเดินดูหาของฝากที่ร้านใน Duty free นานจนเลยเวลาไกด์นัด ต้องรีบวิ่งมาที่ Gate กับน้องอีกสองคน เหนื่อยหอบแฮกๆ  ปรากฏว่ามีเวลาเหลืออีกตั้งนาน  วิ่งจนจบทริปเลยวุ้ย  ขากลับเมืองไทยเราก็นั่งกับคนอื่นอีกและ คราวนี้เป็นคนจีนผู้ชาย ผุดลุกผุดนั่ง เข้าๆออกๆ อยู่นั่นแล้ว  มารยาททางสังคมคนจีนแท้ๆนี่ ไม่ค่อยได้เรื่องเลยแฮะ 

มีน้องเล่าว่านั่งใกล้คนจีน นั่งเรอเอิ๊กอ้าก ขากเสลทดังซะลั่นไม่เกรงใจคนรอบข้างเลย  นี่ก็เป็นวัฒนธรรมของคนจีน ที่เราได้ศึกษาและเรียนรู้อีกอย่าง  แต่สิ่งที่เรายอมรับคือ ความพยายามและศักยภาพของคนจีน ที่รู้จักพัฒนาตนเอง  มิน่าเล่า ฝรั่งตะวันตกถึงกลัวนักกลัวหนาในคู่แข่งชนชาตินี้

 

 

เราเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิราวเที่ยงคืนได้  ช้ากว่ากำหนดไป และเดินทางโดยรถบัสของมหาวิทยาลัย ที่พี่เยี่ยมโชฟอร์ของมหาวิทยาลัยมารอรับที่สนามบินแล้ว บวกระยะเวลาจากกรุงเทพฯ มาถึงพิษณุโลกอีก 6 ชม ถึงมหาวิทยาลัยนเรศวรประมาณ 7 โมงกว่าๆ  โดยสวัสดิภาพ   …  จบการเดินทางที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ  แต่ยังไงอยู่เมืองไทยบ้านเรา ก็ดีกว่าเป็นไหนๆ เนอะ

           

 

โดย ว่านแสงจันทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net