วันที่ พุธ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อัญมณีมีปีก แห่ง ป่าฮาลา บาลา


อัญมณีมีปีก แห่ง ป่าฮาลา บาลา

 

จากเช้าวันแรกแห่งการเยือน “ฮาลา บาลา” เมื่อหลายปีที่แล้ว … จนถึงเช้าวันนี้ ผ่านระยะทางแห่งกาลเวลามาสู่ช่วงหน้าร้อน ก่อนฤดูฝนอีกครั้งหนึ่ง

นกที่ฮาลา บาลา ในปีนี้ ดูเหมือนจะมีนกหลากหลายมากกว่าปีที่ผ่านๆมา จึงดึงดูดให้ใครหลายคนปักหมุดในการเดินทางมาที่นี่ ...

วิญญาณองนักผจญภัยและความภาคภูมิใจของการเป็นผู้พิชิตอาจจะเป็นแรงบันดาลใจอีกอย่างหนึ่งให้กับนักดูนกโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ตั้งใจจะทำ Year List และผู้ที่เข้าแข่งขัน Big Year 2013 … ซึ่งว่ากันว่า หากใครพลาดการมาดูนกที่ฮาลา บาลา ในปีนี้ เป็นอันว่าเตรียมตัวม้วนเสื่อแพ้ไปเลย แน่นอน ไม่ต้องให้ใครมาฟันธง

ฉันเดินทางไปเยือนดินแดนฝนแปด แดดสี่ บ้านของนกเงือกอีกครั้งเมื่อกลางเดือนเมษายน และต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา … เป้าหมาย คือ ขอโอกาสลุ้นภาพนกชนหินที่ ใครหลายคนโพสมายั่วอยู่บ่อยๆทาง Facebook

การเขียนบทความครั้งนี้ก็ได้รวบยอดนำประสบการณ์ทั้งสองทริปมารวมกัน นำมาถ่ายทอดในแบบของฉัน เพื่อแบ่งปันท่านที่ยังไม่มีโอกาสไปเยือนบ้านของนกใต้ … ตามมาชมกันนะคะ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ความสูงจากระดับน้ำทะเลต่ำสุด 100 เมตร สูงสุด 1,466 เมตร ป่าฮาลาและป่าบาลา เป็นป่าดงดิบชื้น หรือป่าฝนเขตร้อน มีความชื้นสูงตลอดปี ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้สุดของประเทศไทย มีแนวป่าต่อเนื่องกับป่าเบลุ่ม ทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย เมื่อรวมพื้นที่เข้าด้วยกันจัดได้ว่าเป็นป่าฝนเขตร้อนที่พื้นที่ใหญ่ที่สุดบนคาบสมุทรมาลายาพื้นที่มีฝนตกชุกปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 2000 มิลลิเมตรต่อปี

ที่นี่ มีรายงานว่าพบว่ามีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 54 ชนิด เป็นสัตว์ที่ไม่เคยรายงานว่ามีการพบมาก่อน (new record) 1 ชนิด คือ Siamang หรือ ชะนีดำใหญ่ (lobat sndactlus) ตามรายงานเป็นสัตว์ในตระกูลไพรเมท ที่มีการแพร่กระจายอยู่ในมาเลเซียและสุมาตรา

มีนก 232 ชนิด และเป็นที่อยู่อาศัยของนกเงือกถึง 10 ชนิด จากจำนวน 12 ชนิด ที่มีในประเทศไทย สัตว์เลื้อยคลาน 69 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 29 ชนิด ในจำนวนนี้มีสัตว์ป่าสงวน 4 ชนิด คือ เลียงผา สมเสร็จ แมวลายหินอ่อน และกระซู่

เราเดินทางมาถึง Hala Bala Wildlife Research Station ในช่วงบ่ายมากแล้ว … หลังจากนำสัมภาระเก็บเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว เราเดินทางไปยังจุดชมนกเงือกที่ยังพอมีลูกไทรสุกอยู่บ้าง แต่วันแรกนี้ไม่มีนกเงือกปรากฏกายให้เห็น

คืนแรก … ฝนตกหนักมาก ชวนให้นึกไปว่า พรุ่งนี้สถานการณ์การดูนกของเราจะเป็นอย่างไร?

เช้าวันต่อมา … ก่อนเวลาอาหารเช้า เราเดินตามถนนที่มุ่งลงมายังหน่วยรวบรวมพันธุ์ไม้ด้านล่าง … ตั้งความหวังเล็กๆว่า อาจจะได้เจอกับนกหายากอีกชนิดหนึ่งคือ “นกกระปูดนิ้วสั้น” ที่เชื่อกันว่าสามารถพบเจอได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น

 น้ำค้างเกาะพราวบนใบหญ้า … ป่ารอบๆบริเวณที่ปรากฏในสายตายังสมบูรณ์ ในยามเช้าปุยหมอกมักห่มคลุมดั่งผืนผ้านุ่มหนา

อิครีรีรี .. อิครีรีรี” … เสียงนกกระจิบหญ้าท้องเหลืองตัวเล็กๆสีเหลืองสลับขาวและสีคล้ำสดใส ทั้งตัวผู้และตัวเมียบินไปมา ปากคาบใบแห้งๆของหญ้าหายลับไปในพุ่มหญ้า

บางครั้งมันบินมาเกาะพักบนกิ่งไม้ สอดส่ายสายตาไปมา เหมือนกับระแวง ระวังไพร … แต่ก็เปิดโอกาสให้เรากดชัตเตอร์เก็บภาพให้ไหลช้าๆผ่านเลนส์กล้อง

ฉันหันกลับมายังทิศทางของทุ่งหญ้าใกล้ๆอีกครั้ง … บางสิ่งสะดุดตาเกาะอยู่บนกิ่งไม้

“นกกระปูด” … เป็นข้อความที่ส่งผ่านเข้ามาในสมอง พร้อมๆกับที่ฉันสาวเท้าเข้าไปยังทิศทางที่นกกระปูดตัวนั้นเกาะกิ่งตากปีกบนเรือนยอด

“กระปูดนิ้วสั้น” … เป็นหนี่งในนกเทพของที่ ที่ใครหลายคนเดินทางมาดู มาเก็บภาพ แต่เนื่องจากที่นี่มีทั้งกระปูดใหญ่ และกระปูดนิ้วสั้นอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน จึงค่อนข้างยากที่จะฟันธงลงไปเมื่อพบเจอมันในช่วงเวลาที่ต่างกัน แม้ว่ากันว่าขนาดจะแตกต่างกันพอสมควร

เช้านี้ ฉันเจอนกกระปูด 2 ตัวเกาะอยู่บนกิ่งแห้งของต้นไม้ต้นเดียวกัน … ตัวแรกมีขนาดใหญ่มาก เห็นได้ชัดเจนเมื่อเทียบกับนกกระปูดที่ฉันนำภาพมาให้ดู

เราเชื่อว่านี่คือ “นกกระปูดนิ้วสั้น” … ด้วยขนาด และสีของชุดขนใต้ปีก ว่าจะมองเห็นเล็บของนกไม่ถนัด … เซียนและเกจิ หากฟันธงว่าไม่ใช่ ก็บอกด้วยนะคะว่าเพราะเหตุผลอะไร

 

ศูนย์รวบรวมพันธุ์ไม้ภาคใต้ เป็นแหล่งรวบรวม “ต้นดาหลา” ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งฝนประเทศไทย … ดอกดาหลาสีสันจัดจ้านสดใส เป็นแหล่งอาหารสำคัญของ “นกปลีกล้วย และนกกินปลี” …

ที่นี่ จึงเป็นสวรรค์ของนักถ่ายภาพนกสวยงาม ที่นี่สามารถพบนกปลีกล้วยไก้เกือบทุกชนิด ทั้งปลีกล้วยปากยาว ปลีกล้วยหูเหลืองใหญ่ ปลีกล้วยหูเหลืองเล็ก รวมถึงนกกินปลีบางชนิด

 

“เหยี่ยวแมลงปอขาดำ” … เกาะอยู่บนสายไป รับสายลมและแสงแดดยามเช้า …

นกกินปลีปากยาว เจ้าถิ่น คอยบินจิกและไล่โดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีนักล่าไซด์จิ๋ว ... เราคาดเดาว่า ในดงดาหลาคงเป็นพื้นที่ทำรังของมัน จึงพยายามที่จะขับไล่ผู้ที่อาจจะเป็นศัตรูให้อยู่ห่างจากบ้านและอาณาเขตที่มันครอบครอง

ในพื้นที่เดียวกันนี้ภูมิประเทศที่เป็นลานกว้างที่ด้านหลังติดกับป่าทึบ … มีต้นไม้สูง เช่นต้นยวนยืนต้นแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่รอบๆ ที่นี่จึงเป็นสวรรค์และบ้าน เป็นแหล่งทำรัง วางไข่ของเหยี่ยวหลายชนิด รวมถึง เหยี่ยวบ้านๆอย่างเหยี่ยงรุ้ง และเหยี่ยวสีดำท้องขาวในภาพด้านบน รวมถึงเหยี่ยวที่พบเห็นที่อื่นได้ยากอีกหลายชนิด

ภาพด้านบน เป็นรังของ “เหยี่ยวดำท้องขาว” ที่ลูกนกขนปุกปุยอาศัยอยู่

ทริปนี้เราโชคดีมากมายที่ได้เจอเหยี่ยวค้างคาว ซึ่งไม่มีรายงานการพบมานานหลายปีแล้ว …

การเจอครั้งแรกก็ค่อนข้างจะตลกมาก ด้วยฉันคิดว่าเป็นนกแอ่นที่บินสูงๆ แต่เพื่อนร่วมทริปได้ช่วยแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้อง พร้อมเก็บภาพด้านบนมาได้

ณ พื้นที่เดียวกันนี้ หากมาเฝ้าดูนกในช่วงเวลาเย็น อาจจะได้เห็นนกหัวขวานหลายชนิดบินมาเกาะต้นไม้ หรือบินผ่าน เช่น หัวขวานหลังสีส้ม หัวขวาน หัวขวานลายคอแถบขาวหัวขวานด่างแคระ …

รวมถึงมีนกกาเขาหรือนกเงือกปากดำบินผ่านและเกาะพักบนต้นไม้

นกในบริเวณที่พัก และโรงอาหาร ...

ในบริเวณนี้ มีนกหลากหลายชนิดบินมาจับสายไฟ เกาะตามต้นไม้ เช่นบั้งรอก พญาปากกว้างเล็ก นกปลีกล้วย

ในช่วงที่ต้นไม้บางชนิดออกลูกที่นกใช้เป็นอาหาร ... ที่นี่จะเป็นสวรรค์น้อยๆของนักดูนกเลยทีเดียว

คุณจะพบนกปรอดหลากหลายชนิดบินเข้าๆออกๆ จิกกินลูกไทรสุก ไอเด็นกันไมีทันเชียวค่ะ

รวมถึงมีสัตว์อื่นๆ อยู่ในสวรรค์ของนกด้วย

ไม้ดอกพุ่มเตี้ยๆที่ออกดอกบานสะพรั่งตลอดทั้งปี เป็นที่ชื่นชอบของนกเล็กๆ

ที่เราจะเห็นการปรากฏกายของนกกาฝากหลายชนิดมาก โดยเฉพาะชนิดที่เป็นสายพันธุ์ทางใต้

 

จุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเทือกเขาหลังฟ้าสาง  … เช้านี้ธรรมชาติมอบรางวัลให้อย่างงดงาม ไอหมอกปกคลุมผืนป่าที่ด้านหนึ่งเป็นเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน แต่อีกด้านหนึ่งเป็นหุบเขาลึก … ท้องฟ้าเปิดพร้อมกับหมู่เมฆสีฟ้าใส แต่งแต้มเช้าวันใหม่ให้สดชื่น ภูเขาเบื้องหน้ากว้างไกลยิ่งกว่าพาโนรามา จนภาพที่อยู่ในใจกลายมาเป็นภาพจริงตรงหน้า … เป็นการเริ่มต้นวันใหม่อย่างรื่นรมย์มากมาย

ฤดูกาลแห่งความรัก … นกเงือกจับคู่กันแล้ว เป็นภาพที่น่าดู น่ามองในขณะที่มันคลอเคลียกันไม่ห่าง นกทั้งคู่บินตามกันไปเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเลิศ … เวลาสำหรับการฮันนิมูน ที่นี่เป็นสถานที่สมบูรณ์แบบสำหรับงานวิวาห์ของนกเงือก

ใครบางคนเล่าว่า ปกติ นกเงือกจะเริ่มจับคู่กันในเดือนกุมภาพันธุ์ … จากนั้นก็จะออกไข่ เลี้ยงลูก โดยนกเงือกตัวเมียจะเข้าไปกกไข่เลี้ยงลูกอยู่ในโพรงไม้ขนาดใหญ่ แม่นกจะนำมูลของตัวเองผสมกับเศษอาหารจำพวกลูกไทรที่มันสำรอกออกมาปิดปากโพรง เหลือไว้เพียงช่องเล็กๆ โผล่เพียงปากออกมาเท่านั้น

แม่นกจะกกลูกราว 3-4 เดือนอยู่ในโพรงรัง โดยพ่อนกคอยนำอาหารมาป้อน … ภาพของพ่อนก ที่นำอาหารมาส่งให้แม่นก และใช้จะงอยปากสัมผัสซึ่งกันและกัน ราวกับจะให้กำลังใจและปลอบประโลมในการทำหน้าที่สืบสานเผ่าพันธุ์นั้น น่าประทับใจมากมายต่อผู้พบเห็น

ปีนี้นกเงือกไม่เข้ารัง เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก … เหตุผลไม่อาจจะฟันธงลงไปแน่นอนว่าด้วยจากสาเหตุใดกันแน่

 

ฤดูร้อนแล้งเพิ่งจะผ่านไป เปิดทางให้กับฤดูฝนที่สดใสและเย็นชื้น … ช่วงต้นฤดูร้อนอย่างนี้ฉันเข้ามาที่นี่ด้วยความหวังเล็กๆว่า “อาจจะ” ได้พบเจอร่องรอยของ “นกชนหิน” …

ปีที่ผ่านมา ในฤดูที่ลูกไทรสุก หลายคนได้พบเจอเจ้านกหายากชนิดนี้มากขึ้น ..

ฉันยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีช่องว่างโล่ง เปิดสู่หุบเขาที่มีลูกไทรจำนวนหนึ่งคงเหลืออยู่ … จินตนาการไปว่า ต้นไม้เบื้องหน้าจะงดงามเพียงใดหากมี “นกชนหิน” แสนสวยเกาะพักบนกิ่งไม้

และแล้วลมฝนมาพร้อมกับสายหมอกขาวขณะที่เราเฝ้ามองการปรากฏตัวของนกชนหิน

 

นกกินปลีผูกพันกับดอกไม้อย่างแนบแน่น … มันจะใช้ปากเรียวยาวและลิ้นเป็นหลอดในการดูดดื่มกินน้ำหวาน นกกินปลีที่พบที่นี่ มีอาทิเช่นน กินปลีสีเรียบ กินปลีคอสีม่วง และกินปลีคอแดง

นกกินปลีสีแดง ณ ป่าฮาลา บาลา ก็เช่นกัน … มักจะแวะเวียนมากินน้ำหวานจากเถาดอกรางจืดสีม่วงที่บานสะพรั่ง แต่ความปราดเปรียวของมันที่บินร่อนไปมาอย่างรวดเร็ว ทำให้มองเห็นยากมาก  และยิ่งลำบากมากมายเมื่อฉันเองไม่ใช่ช่างภาพตาเหยี่ยว มีแต่ตาแชแหม การกดชัตเตอร์เก็บภาพแต่ละครั้งจึงช้า … แม้จะเห็นทุกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ภาพเลยค่ะ ส่วนภาพในบทความนี้เป็นฝีมือของเพื่อนร่วมทริป นำมาฝาก เผื่ออาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคนตามไปเก็บภาพบ้าง

 

ใกล้ๆกับดงของเถารางจืด มีโพรงของนกโพระดกหน้าผากดำ … ลูกนกโผล่หน้าออกมาช้าๆ มันยังตื่นไม่เต็มที่

หน้าตาของมันเหมือนพ่อแม่มากๆ เหมือนย่อส่วนมาจากผู้ให้กำเนิด นับเป็นความสำเร็จในการสืบสายพันธุ์ของมัน … เมื่อเราเล็งกล้องเพื่อเก็บภาพ เหมือนกับมันส่งรอยยิ้มมาให้เราอย่างเป็นมิตร … สังเกตจากขนาดตัว คงอีกไม่นานมันจะอำลารังของพ่อแม่ เรียนรู้ที่ใช้ชีวิตในป่า จับแมลง และเอาชีวิตรอดในโลกกว้าง

ลูกนกเกือบจะพร้อมที่จะใช้ชีวิตในป่า ช่วงเวลาที่สำคัญกำลังจะมาถึง แต่คงใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อรวบรมความกล้าในการโผบินออกจากรังไปใช้ชีวิตในโลกกว้าง เยี่ยงบรรพบุรุษของมันที่ใช้ชีวิตในที่แห่งนี้มาเนิ่นนาน … วันยิ่งใหญ่แห่งการบินครั้งแรกอยู่ไม่ไกลจากนี้

 

ต้นเดือนพฤษภาคม ... ป่ายังเขียว อากาศเย็นสบายๆ นกหลายชนิดยังคงมีให้เห็น หากคุณตื่นแต่เช้า เดินเงียบๆ เลาะเลียบไปตามพุ่มไม้ไปเรื่อยๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะเจอนกหลากหลายชนิด

 

นกในเทรล … ฉันเลือกที่จะไปตั้งบังไพรในเทรลพันห้าอยู่หลายวัน

หากคุณมาที่ลำธารในตอนเช้าๆ อาจจะเห็น นกกระเต็นน้อยแถบอกดำ (Blue-banded Kingfisher) บินไปมา หรือเกาะเถาวัลย์รอจังหวะในการโฉบจับปลาเล็กๆมาเป็นอาหาร

หลังจากข้ามลำธาร ผ่านดงทากตองแล้ว … ณ จุดนี้ มีนกปรอดที่เป็นนกประจำถิ่น พบเห็นได้เฉพาะที่ฮาลา บาลา คือ ปรอดสีคล้ำใต้คอเหลือง … ส่วน นกกินแมลงสีน้ำตาลแดง และกินแมลงป่าโกงกาง ก็เป็นนกที่พบได้บ่อยๆ

ในวันที่คุณโชคดี … อาจจะพบนกในตระกูลนกขุนแผน (Trogon) ชนิดที่พบเห็นได้ทางใต้บินมาเกาะกิ่งไม้ เป็นโอกาสให้เก็บภาพประทับใจไปบอกเพื่อนๆนักดูนกว่า ....

.: .: .: มาเถอะ ฮาลา บาลา ไม่มีอันตรายใดๆที่น่ากลัว มีแต่นกสวยๆที่รอต้อนรับและทักทายอยู่ที่นี่ :. :. :.

ลึกเข้าไปในเทรล … คุณอาจจะพบเจอ “นกคอสามสี” และ “นกพรานผึ้ง” รวมถึง “นกแซงสวรรค์หางดำ” …

ใครหลายคนได้ยินเสียงแต้วแล้วยักษ์ แต้วแล้วแดงมลายู … เราได้ยินเสียงเช่นกัน แต่ไม่สามารถดึงนกให้ออกมาได้

 

นกที่จุดชมสัตว์ … ดาราของจุดนี้คือ “กระเต็นแคระ” ซึ่งเป็นนกลูกครึ่งจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างนกกระเต็นน้อยสามนิ้วหลังดำ กับนกกระเต็นน้อยสามนิ้วหลังแดง

กระเต็นลูกครึ่งตัวน่ารักมาก … สีที่หลังจะเข้มกว่าชนิดที่พบที่เขาประ บางคราม ท้องสีเหลืองสด สวยมากๆ นกตัวนี้มีห่วงขา แสดงถึงการลงทะเบียน เพื่อรายงานความเป็นอยู่ ความสมบูรณ์ของพวกมัน

 

ลมโบกโบยผ่านยอดไม้ ... ฉันเริ่มเพลิดเพลินกับการส่งสายตาไปกับบรรยากาศรอบตัว ... โลกของฉันในเวลานี้ คล้ายกับย่อส่วนเหลือเพียงสิ่งที่เห็นตรงหน้า ... เวลาคล้ายไม่มีอยู่จริงๆ .. โลกเล็กลง ทว่าชัดเจนในดวงตา

เราพบนกกินแมลง และนกขนาดเล็กหลายชนิดที่แวะเวียนกันออกมาเล่นน้ำ …

มุ่นรกสีน้ำตาล กินแมลงป่าหางสั้น กินแมลงหัวสีน้ำตาล กินแมลงคอเทา จาบดินหัวดำ ระวังไพรหลังแดง จับแมลงจุกดำ

“นกกระจิบกระหม่อมแดง” … แวะมาทักทายกันทุกวัน บางวันพานกปีกล้วยใหญ่มากินน้ำหวานดอกไม้แถวนี้ด้วย

 

“นกจับแมลงอกสีส้ม” … นกเทพ ที่หลายคนตามหามานาน

ครั้งนี้เพื่อนร่วมทริปตามไปเก็บมาจนได้ ... หากแต่วันที่ฉันไปนั่งรอไม่มีนกออกมาโชว์โฉมเลย แบกแห้วกลับบ้านเป็นกอบ เป็นกำ …

ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปใจดี ที่ส่งรูปมาให้ใช้ในการเขียนบทความ Thanks a lot !!

 

“โตะโมะ” … ในอดีตเป็นเส้นทางที่ใครก็ตามที่มาดูนกที่นราธิวาส ในเขตป่าฮาลา บาลา ต้องไม่พลาดในการมาเยือน

 ที่นี่เป็นบ้านของ “นกขุนแผน” ทั้งสี่ชนิดที่เป็นสายพันธุ์นกใต้

แต่... ในการไปเยือนครั้งล่าสุดเราไม่พบนกชนิดนี้ที่โตะโมะเลยทั้งสองทริปที่เราไปเยือน

แม้ไม่มีนกขุนแผน ... แต่การเดินช้าๆ สอดส่ายสายตาเพื่อค้นหานกอื่นก็รื่นรมย์ไม่น้อยเลย

นกที่เราพบ ประกอบด้วย … นกสวยๆ เช่น แซวสวรรค์ทั้งชุดชนสีน้ำตาล และสีขาว ... นกกางเขนน้ำหลังแดงในลำธาร กระเต็นลาย กระเต็นแคระ กระเต็นน้อยหลังสีน้ำเงิน กระเต็นหลังสีน้ำเงิน

นกอื่นๆที่พบในเทรลโตะโมะ มีอาทิเช่น นกเขียวปากงุ้ม นกเขียวคราม

นกกินแมลงปากหนา จับแมลงปีกสีน้ำตาลแดง จับแมลงสีคล้ำ จับแมลงสีน้ำตาล และอีกมากมาย

 

สำหรับนกกลางคืน … ที่นี่มีนักล่ายามราตรี เช่นนกแสกแดง นกเค้าแดง ทึดทือมลายู นกตบยุงพันธุ์มลายู และนกปากกบพันธุ์ชวาให้ได้ออกไปซุ่มดู และเก็บภาพ

 

เราแวะไปดูนกที่ “ป่าพรุโตะแดง” หรือ “ป่าพรุสิรินธร” ซึ่งเป็นป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในประเทศไทย ในเส้นทางกลับสู่สนามบิน

ป่าแห่งนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ซึ่งหลายชนิดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาความเป็นมาและประวัติเรื่องราวของผู้ที่เคยเข้ามาตั้งหลักแหล่งที่นี่

ป่าพรุแห่งนี้ยังเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญเช่นนกเงือกดำ โดยภายในศูนย์ฯมีเส้นทางเดินศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าผ่าใจกลางป่าพรุ มีหอคอย และศูนย์บริการข้อมูล ตลอดจนซุ้มแสดงประวัติและข้อมูลขอลพืช พันธ์ และสัตว์ต่างๆในพื้นที่ป่าพรุโดยรอบ ใช้เวลาเดินประมาณ 45 - 60 นาที

ทางเดินบนสะพานไม้ที่ทอดยาวลดเลี้ยวไปบนเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินั้นร่มรื่น ครึ้มเขียวปกคลุมด้วยร่มเงาของต้นไม้พันธุ์ต่างๆ และต้นสาคูที่เป็นต้นไม้ที่มนุษย์นำมาเป็นอาหารในแบบดั้งเดิม

ที่ี่นี่ เราพบ นกจับแมลงป่าพรุ นกกินแมลงหลังฟู แต้วแล้วธรรมดา นกกินแมลงป่าโกงกาง

 

“บ้าน” มีความหมายต่อสรรพสัตว์ รวมถึงมนุษย์ และทุกคนในคณะของเรา … แม้หัวใจจะรักอิสระและพึงใจกับการรอนแรมไปไหนต่อไหน แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ทั้งสัตว์และคนก็ต้องกลับบ้าน … เพื่อพักพิงและฝันถึงการเดินทางครั้งต่อไป

ขอบคุณหัวหน้าสุเนตร และเจ้าหน้าที่ทุกคนของศูนย์ฯ  ที่ได้มอบมิตรภาพระหว่างการเดินทาง อันเป็นเป็นความอบอุ่นอย่างยิ่งสำหรับเรา ซึ่งช่วยทดแทนความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

ขอบคุณ ที่ดูแลป่าและสัตว์ป่า อันเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าของเราทุกคน … รวมถึงทำให้ทุกวันที่เราพักพิงที่ฮาลา บาลา เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งในชีวิตของเรา

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net