วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พะเนินทุ่ง (4)..ดวงดาว..ทะเลหมอก..ผีเสื้อ..ความฝัน..มิตรภาพและความทรงจำ


 

พะเนินทุ่ง (4)..ดวงดาว..ทะเลหมอก..ผีเสื้อ..ความฝัน

มิตรภาพและความทรงจำ

 

1. ดวงดาว..

               ภายนอกศาลาบนยอดเนินเขาพะเนินทุ่ง..ฝนโปรยเมื่อตอนหัวค่ำสร่างเม็ดแล้ว..แต่พื้นหญ้ายังเปียกอยู่..ในศาลา..ภัตตาคารบ้านบ้านพะเนินทุ่งของเรา ทุกคนนั่งล้อมวงเริ่มจาก น้องกุ้ง กำหนัน ศรีสอางค์ เจ้าชายทวีวัฒนา เจ้าหญิงนกตบยุง นักเดินทางตัวเขื่อง ชายสามหยด และบก. ชาลี เปรียบประดุจเทือกเขาพับผ้าที่ทอดยาวจากพัทลุงถึงตรังข้ามไปถึงเขาหลวงนครศรีธรรมราช แล้ววกไปถึงเขาพนมเบญจา กระบี่ ผ่านเขาวังเพชรบุรี ถึงเทือกเขาภูพาน สกลนคร และไปบรรจบกับเทือกเขาบลูเมาท์เท็น (สังเกตจากเนินบลูฮิลน่าจะเป็นเขาบลูเมาท์เทน จะเป็นกาแฟยี่ห้อหนึ่งไปไม่ได้)

               อาหารมื้อค่ำดื่มด่ำเริ่มด้วยไวน์แดงของน้องกุ้งหวานใจนักเดินทางตัวเขื่องและเบียร์ที่มีสิงห์ยกขาหน้าของชายสามหยด.. เมื่อตะเกียงเจ้าพายุขนาดเล็กร่างบอบบางของ บก. ชาลี ถูกบรรจงวางลงกลางวงอาหารเพื่อให้แสงสว่างยามค่ำคืนนี้ กำหนันมีไฟฉายสวมที่ศีรษะส่องแสงให้เห็นอาหารอีกแรง จุดประกายให้น้องกุ้งหวานใจนักเดินทางตัวเขื่องซึ่งเงียบมานาน เมื่อเห็นกำหนันสวมไฟฉายที่หัว จึงเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า

                “พี่กำหนันสวมเกียงที่หัว แลเหมือนคนตัดยาง ถ้าผมใส่เกียงพันนี้ ก็จะแลเหมือนคนโละกบที่ถือสามง่ามแทงกบ” ฉันหัวเราะเห็นด้วยแล้วพูดว่า

                “ฮ่าๆ น้องกุ้ง..เติ้นใส่แล้วเหมือนคนโละกบจริงๆ ด้วย”

               จากนั้น..น้องกุ้งเอ่ยต่อหลังจากตักแกงเคยปลาเข้าปากว่า

                “หรอยแรง..แกงเคยปลาพี่กำหนัน นานๆ ได้กินที”

               “ใส่ลูกเขือพวงด้วย เอามาจากไหนเนี่ย ซื้อมาเหอ” ฉันถาม

                “เก็บเอาข้างๆ เนี่ยแหละพี่สาว แรกหวันเย็น” ศรีสอางค์บอก หมายถึงข้างๆ ศาลาตรงที่ริมขอบสนามพะเนินทุ่งข้างเต็นท์เรา ซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะเขือพวงที่กำลังออกลูกเต็มไปหมด กำหนันกับฉันเล็งเอาไว้ตั้งแต่ตอนกลางวันว่าตอนเย็นจะมาเก็บ แต่เราไปน้ำตกเสียก่อน

                “ตรัง เรียก ..ลูกเขือพวง.. นครศรีฯ เรียก ..ลูกแว้ง..” ฉันพูดพลางหันหน้าไปหาสามี

               “แต่บ้านผมเรียก..มะเขือช่อ” ชายสามหยดซึ่งนั่งเงียบฟังมานาน พูดขึ้นบ้าง

               “โอ้ น่ารักจัง ชื่อมะเขือช่อ เพราะมันเป็นช่อนี่เอง” ฉันหัวเราะชอบใจในความน่ารักของชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นและเป็นความรู้ใหม่

               ต่อมา..น้องกุ้งหนุ่มแห่งเมืองเขาทะลุ พัทลุง ยกถ้วยแกงเคยปลาแล้วเอ่ยขึ้นว่า

               “เนี่ย..ถ้วยเล็กๆ พันนี้ บ้านผม เรียก “พุ่น”..”

               “ว้าว พัทลุงเรียกเหมือนที่ตรังบ้านฉานเลย ตรังก็เรียก พุ่น เหมือนกัน” เจ้าหญิงพูดให้ความเห็น

               “พุ่น หมายถึงถ้วยสังกะสีเล็กๆ ที่ใส่แกงใส่ข้าว หรือหากใหญ่หน่อยที่ตรังเรียกว่า “โพ้น” หรือ “โคม” หรือปัจจุบันเรียก “กะละมัง” เหมือนภาษากลาง.. คำว่า “พุ่น” นี้ เกือบจะหายไปแล้ว ทุกวันนี้ ไม่ค่อยได้ยินใครเรียกอีก” เจ้าหญิงเปรยด้วยความเสียดายกับภาษาไทยท้องถิ่นใต้วันละคำค่ำคืนนี้

               “แงซาย” กำหนันพลันที่จิบน้ำองุ่นแดงเข้าไป ถามเสียงดังว่า

               “บก. รู้ไหมว่า นกเงือกหรือนกกก ที่บ้านผมปักษ์ใต้เรียกว่า “นกโขเข” น้องกุ้ง สามีฉัน และฉัน เป็นคนใต้รู้ว่าหมายถึงนกอะไร เราหัวเราะ

               “อ้าวกำหนัน ทำไมถึงเรียกว่า ..นกโขเข หละ” บก. ชาลี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนกถึงกับแปลกใจกับชื่อ “นกโขเข”

               “ก็เวลาที่นกเงือกมันบินมากระพือปีกเสียงดัง... กับ.. กับ.. ในท้องฟ้า คนก็จะทายกันว่า นกบินมาจำนวนเป็น คู่ หรือ คี่ หากจำนวนคู่ ก็ว่า “โข” หากเป็นคี่ ก็ว่า “เข” เป็นภาษาใต้ที่เรียกคู่คี่ ว่า “โข เข” นั่นเอง” กำหนันอธิบายเสียงดังด้วยฤทธิ์น้ำองุ่นแดง บก. ชาลี ถึงกับอึ้งในชื่อนกพันธุ์ใหม่

               คราวนี้..ทุกคนมองมาที่ บก. ชาลี เป็นจุดเดียวกัน เมื่อนักเดินทางตัวเขื่องถาม บก. ชาลี ถึงบางตะบูน ซึ่งอยู่ใน จ. เพชรบุรี เช่นกัน

               “พี่ชาลี เคยไปดูนกที่บางตะบูน ใช่ไหมคะ”

..ฉันหูผึ่งทันทีนึกขึ้นมาว่า บก. ชาลี เคยบอกว่าที่นั่นมีวาฬบรูด้า จึงถามอย่างสนใจ

               “บก. เจอวาฬบรูด้าไหม ที่บางตะบูน ทำยังไงถึงได้เห็นคะ”

               บก. ชาลี บลูฮิล ชายหนุ่มคนนี้มิเพียงมีประสบการณ์เรื่องนก แต่มีความรู้เรื่องวาฬบรูด้าอีกด้วย (เนื่องจากนกพาไป) เราทุกคนตั้งใจฟัง..

               “แม่น้ำเพชรบุรีมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารของปลา (เมื่อฟังถึงตรงนี้ ฉันรู้สึกภูมิใจกับ จ. เพชรบุรี เมืองสามวังเมืองนี้เหลือเกิน)

               "...เมื่อตะกอนจากแม่น้ำเพชรบุรีไหลลงอ่าวไทยรูปก. ไก่ ที่บางตะบูน ก็จะทำให้มีปลาเล็กๆ เช่น ปลากะตักว่ายน้ำอยู่กันเป็นฝูงมากมาย ปลาวาฬบรูด้าจะมากินปลากะตัก..ผมนั่งเรือออกไปเฝ้ารอวาฬ..บางทีรอกันตั้งเช้าจนบ่าย..นั่งเรือกับเบื่อเลย.. แท่ก..แท่ก..แท่ก..ร้อนก็ร้อน” บก. ชาลีเล่า พร้อมทำมือเป็นเรือและทำเสียงดัง... แท่ก แท่ก แท่ก...ฉันจำได้ติดหูติดตา แล้วบก. ชาลี ก็เล่าต่อว่า

               “เราหาจุดที่เจอวาฬบรูด้าอยู่ โดยเราจะสังเกตเห็นนกนางนวลแกลบบินว่อนอยู่ด้านบน นกอยู่สูงกว่าเรา มันจะมองเห็นฝูงปลากะตักและเห็นวาฬ นกรอเวลาที่วาฬจะอ้าปาก “แทงปลา” แล้วฮุบปาก..นกก็จะมากินปลาที่กระเด็นออกจากปากวาฬ” ฉันจ้องมองบก. ชาลี ทำท่าวาฬ “แทงปลา” โดยเอามือสองข้างยกขึ้นเป็นรูปวาฬอ้าปากแล้วฮุบปลากะตัก บก. บอกว่า เวลาวาฬ “แทงปลา” เป็นภาพที่น่าดูมาก.

.(เมื่อเขียนเอ็นทรีนี้ ฉันจึงเข้าไปค้นเอ็นทรีเก่าๆ ที่เกี่ยวกับบางตะบูนของบก. ชาลี แล้วก็เจอเอ็นทรีนี้และภาพ จึงขออนุญาตนำมาให้เพื่อนดูนะคะ กดได้ที่

“...การแทงปลาของวาฬบรูด้า

http://www.oknation.net/blog/charlee/2012/10/05/entry-2

          "แทงปลา" หรือท่าแทงปลา (Lunging)   คือลักษณะหรือลีลาการกินปลาของวาฬที่พุ่งขึ้นจากระดับน้ำลึกเพื่อกินปลาเล็ก ๆ โดยอ้าปากใหญ่กว้างเหนือผิวน้ำทะเล  ก่อนค่อยๆ ปิดปากใหญ่ลงพร้อมกับลดตัวลงใต้น้ำ หลังจากนั้นจะตีแปลงโผล่ครีบหลังที่มีรูปโค้งเหนือผิวทะเลจนน้ำแตกกระจาย ก่อนพ่น ฟองอากาศ (Bubble Net).....” (ขอขอบคุณข้อมูลจากบล็อกของบก. ชาลี บลูฮิล นะคะ)

              การสนทนาที่ออกรสชาติและเต็มไปด้วยสาระและประสบการณ์ของ บก. ชาลี มีอันต้องจบลง เมื่อเราได้ยินเสียงดัง...สวบ ..สวบ..มาใกล้กับที่เรานั่ง ตรงริมขอบเนิน เสียงกำหนันตะโกนว่า “เม่น เม่น..มาดูเร็ว กำลังออกมากินอาหาร”

               ทุกคนรีบลุกเดินออกไปดู...ที่ริมขอบสนามข้างเต็นท์..โอ้โห เม่นตัวใหญ่มากเกือบเท่าหมูขี้พร้ากำลังเดินดุ่มๆ หาอาหาร มันไม่สนใจแสงไฟฉายจากพวกเรา เสียงพรานไพร..รพินท์ ไพรวัลย์ แห่งโอเคเนชั่น.. บก. ชาลี บอกว่า  “เดี๋ยวผมจะพาไปส่องเม่น มีอยู่คู่หนึ่ง ออกมาหากินข้างล่าง ใกล้ ๆ กับร้านค้าสวัสดิการนั่น” ฉันมัวเก็บถ้วยชามอาหารที่เหลือก่อน พอเดินออกไป ก็สวนทางกับหนุ่มๆ ซึ่งเดินกลับมาจากดูเม่นที่ด้านล่างแล้ว จึงต้องขออนุญาตนำรูปของกำหนันและชายสามหยดมาให้ดูนะคะ

               ไม่นาน..เสียงเครื่องปั้มสูบน้ำหยุดแล้ว..สามแม่ครัวช่วยกันเก็บถ้วยชามที่ทานเสร็จแล้วใส่กะละมัง ไม่ทันได้นำไปล้าง น้ำหยุดแล้ว..   โชคดีที่ฉันวานให้สามีไปหิ้วน้ำมาไว้ถังหนึ่งตอนหัวค่ำ เราจึงมีน้ำสำหรับใช้ล้างจานซึ่งศรีสอางค์จัดการเรียบร้อย (หากชบาตานีมาด้วย จะได้ช่วยล้างจาน)

               ต่อมา..เกือบสามทุ่ม..เครื่องปั่นไฟก็ปิดด้วย..อุทยานจะดับไฟฟ้าตอนราว สามทุ่ม..บนลานกางเต็นท์พะเนินทุ่งมืดทันที มีแต่แสงดาวดาวและแสงจันทร์แรมเก้าค่ำ ส่องบนท้องฟ้า..พวกเราต่างก็พากันเข้านอนในเต็นท์..รังใคร รังมัน..

               ฉันคาดไว้แล้วว่า..เดี๋ยวจะต้องได้ฟังวงซิมโฟนีแสดงสดแน่ๆ คืนนี้..และแล้วก็เป็นไปตามคาดหมาย..เริ่มจากเสียงเบสจากคนใกล้ตัวก่อน ถัดไปเป็นเสียงชาล์โล่ของชายสามหยด ถัดไปอีกเสียงตรัมเป็ตของบก. ชาลี..ทั้งสามคนนี้เล่นส่งเสียงรับกันเป็นทอดๆ เข้าจังหวะอย่างลงตัว แต่แปลกมาก.. ฉันกลับไม่ได้ยินเสียงจากเต็นท์กำหนัน..เป็นไปได้อย่างไร กำหนันถึงเงียบเป็นเป่าสาก..ถัดไปที่นอกชายคาศาลา..เป็นเต็นน้องกุ้งกับนักเดินทางตัวเขื่องก็ไกลเกินกว่าหูจะได้ยิน..ฉันนอนคิดถึงเสียงนกตบยุงที่ผาด่าง..แต่ที่บนยอดเขาพะเนินทุ่งไม่มีเสียงนกตบยุงร้องเพราะอยู่สูงเกินไป..นอกจากหรีดหริ่งเรไรบนยอดภูเขา..ฉันนอนฟังเสียงวงซิมโฟนีอยู่นานจึงหลับไปโดยไม่รู้ตัว

               ฉันมารู้สึกตัวตื่น..ตอนดึก..สงัด..น่าจะเป็นราวตีสอง..ความปวดเมื่อยที่น่องทั้งสองข้างจู่โจมเล่นงาน.. “ทอทิพย์”..ถักทอเส้นเอ็นร้อยหวายทั้งสองขาของฉันเข้าให้แล้ว..ฉันลุกขึ้นนั่งแล้วควานหายานวดที่พกมาในกระเป๋าเอาขึ้นมาทาถูๆ น่องแล้ว นวดๆ..ในขณะเดียวกัน..สายตาของฉันมองทะลุความมืดออกไปทางหน้าต่างตาข่ายของเต็นท์ ..สายตาที่ถูกฝึกให้มองในความมืดของฉัน...ในความมืดนั้น..มองเห็นเต็นท์หนึ่งมีแสงไฟเรืองแสงออกมาจากเต็นท์เป็นแสงสีม่วง..สวยงาม..ราวกับเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ฉันมองเต็นท์นั้นอยู่นาน ในขณะที่เต็นท์อื่นๆ ตกอยู่ในความมืด..ฉันมองเห็นแสงไฟฉายสองดวงเดินไปอีกทางหนึ่ง และอีกดวงเดินไปอีกทางหนึ่งขึ้นไปทางอาคารที่ทำการอุทยาน ฉันพยายามมองหลังแสงไฟฉายเพื่อจะให้เห็นคนที่ถือไฟฉายแต่มองไม่เห็น...ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นดวงดาวมากมาย แต่มีดาวสองดวงที่ส่องแสงสว่างจ้า..แล้วค่อยๆ เคลื่อนได้..ฉันกระพริบตาถี่ๆ หรือว่าฉันตาฝาดที่เห็นดวงดาวเดินได้..ฉันยังคงได้ยินเสียงวงซิมโฟนีบรรเลงอยู่ ฉันได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกันที่ด้านนอกตรงเต็นท์นักเดินทาง..ฉันพยายามเงี่ยหูฟังพลางคิดในใจ

                “เสียงเหมือนกำหนันคุยกันกับน้องกุ้ง ดึกป่านนี้แล้วทำไมสองคนนั้นยังไม่นอน” หรือว่า ..เสียงกรนเบาๆ ของน้องกุ้ง ฉันล้มตัวลงนอนแล้วหลับไปอีกครั้ง..

               ราวตีสี่กว่าๆ...ผัว ผัว ผัว...เสียงร้องดังลั่นป่าของชะนี..ที่อยู่บนยอดไม้รอบๆ พะเนินทุ่ง เสียงร้องของมันปลุกให้ทุกคนตื่น แม้จะนอนฟังอยู่ในเต็นท์ เสียงชะนีร้องอยู่นานมาก เสียงใครบางคนในพวกเราพูดว่า “เรียกหาผัวแต่หัวรุ่งเลยนะ”..ฉันนอนฟังเสียงชะนี..ดีจัง..ไม่เคยได้ยินเสียงชะนีมานานแล้ว..แต่ฉันอดคิดถึงเสียง “คูด คูด คูด” ของนกคูดหรือนกกระปูดที่ผาด่างไม่ได้ เช้านี้ฉันไม่ได้ยินเสียงนกคูดบนยอดพะเนินทุ่ง เพราะนกคูดอาจจะหากินตามพื้นราบข้างล่าง จึงได้ยินแต่เสียงชะนีไพร

               ราวตีห้ากว่าๆ..กลางสนามหญ้าบนยอดพะเนินทุ่ง..ก่อนที่ใครๆ จะตื่นออกมาจากเต็นท์..น้ำค้างพร่างพรมบนยอดหญ้า อากาศบริสุทธิ์สดชื่นมาก..ฉันร่ายรำกายบริหาร..เดินพลังลมปราณด้วยท่าง่ายๆ..ตามด้วยท่าเบสิคของเทกวนโด้ และจบด้วยท่า “ชกลม” ของมวยไทยที่พ่อสอน..ความปวดเมื่อยที่ขาทั้งสองหายเป็นปลิดทิ้ง

 

2. ทะเลหมอก...

               เช้าแล้ว..ฉันชวนสามีรีบเดินไปดูทะเลหมอกที่จุดชมวิว..

ที่นั่น..ฉันเห็น บก. ชาลี และชายสามหยดยืนเก็บภาพทะเลหมอกอยู่ก่อนแล้ว...ไว จริงๆ

               แสงตะวันแรกฟ้า..ที่สาดส่องบนท้องนภา..สวยงามมาก..ทะเลหมอกแห่งยอดเขาพะเนินทุ่ง..ตามคำร่ำลือ..งดงามเป็นเช่นนี้เอง..

ฉันไม่เคยเห็นทะเลหมอกที่ไหนมาก่อน..ตอนแรกฉันคิดถึงยอดหิมาลัยที่เมืองนากาก็อตและเมืองโพคราที่เนปาล แต่ก็ไม่เหมือน เพราะที่โน่นเป็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะแล้วต้องแสงตะวันแรกฟ้า..

แต่ที่พะเนินทุ่ง..หมอกหนาปกคลุมยอดเขาอยู่เบื้องล่าง..ฉันนึกถึงป่าที่อุดมสมบูรณ์ ฉันนึกถึงเครื่องบินแบล็กฮอกที่ตกบริเวณแก่งกระจานแล้วหาไม่เจอ..มิน่า..หมอกหนามากขนาดนี้..ฉันยืนทัศนาความงามอยู่นาน

ในทะเลหมอก..มีเกาะด้วย..

จนกระทั่งกำหนันและนักเดินทางตัวเขื่องเดินขึ้นมาสมทบ..

เจ้าหญิง..แงซาย..นักเดินทางตัวเขื่อง

               เมื่อเราเดินกลับจากดูทะเลหมอก..ฉันพยายามมองหาเต็นท์ที่เรืองแสงสีม่วง..เมื่อคืน..เต็นท์ไหนหนอ..ที่ฉันเห็นจากเต็นท์ของฉัน

กับเสื้อนกเงือกที่สามีเพิ่งซื้อให้ เมื่อตอนเช้านี้ที่ร้านสวัสดิการอุทยาน 200 บาท

ได้เวลาอาหารเช้า..เชฟกุ้งขวัญใจนักเดินทางตัวเขื่องจะทำอเมริกันเบรกฟาสต์ให้ทาน..ไข่ดาว ไส้กรอก หมูเบคอน ขนมปังโฮลวีตที่น้องแมวจัดให้ชายสามหยด และเนย กาแฟ..อร่อยทุกอย่าง

มีขนมปังโฮลวีต ทาเนยด้วย..

ไส้กรอก หมูแฮม ไข่ดาว..อร่อย ..เพียบ

ยืนกินอาหารเช้า..ชมทะเลหมอก

โดยมีนกตัวนี้..ยืนโชว์อยู่บนคาคบไม้ข้างเต็นท์เรา

               จากนั้นเราเตรียมตัวขนของขึ้นรถ เพราะกำหนดเวลาลงจากพะเนินทุ่ง ตอนเก้าโมงเช้า ที่ลานจอดรถ ฉันได้เจอกับต้นไม้ที่ฉันเสาะหามานาน ฉันเคยเห็นเมื่อตอนเด็กๆ ..ไม่เจออีกเลย จนกระทั่งมาเจอที่ยอดพะเนินทุ่ง..ที่นี่

ลูกของมัน หน้าตามีขนอย่างนี้

ลูกกอ..นั่นเอง..

..บก. ชาลี เดินตามหาชายสามหยดไม่เจอ เข้าใจว่าชายสามหยดคงไปส่องนกที่ กม. 27..จึงอาศัยรถนักเดินทางตัวเขื่องไป ส่วนอีกคัน..ฉัน สามี กำหนัน และศรีสอางค์พร้อมออกเดินทาง รถทุกคันขับตามกันไปเมื่อได้เวลาเก้าโมงเหมือนกองคาราวานลงจากภูในหนัง "สมบัติพระศุลี"...และที่จุด กม. 27..เราก็เจอกับชายสามหยดซึ่งเข้าใจว่า บก. เดินลงมาก่อน จึงขับรถตามลงมา..

 

3. ผีเสื้อ...และความฝัน

               บก. ชาลี แยกไปขึ้นเสือดำสตราด้าของชายสามหยด แล้วเราก็อำลาแยกทางกันที่ตรงนั้น ตรงที่เราพบกัน.. รู้สึกว่า..เวลาที่อยู่ด้วยกันช่างแสนสั้น...ที่หลัก กม. 27..ณ จุดเดียวกัน...เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อวานตอนขาขึ้นพะเนินทุ่งที่เจอ บก. ชาลี และชายสามหยด..บก. ชาลี ไม่ลืมที่จะกำชับ(สองบล็อกเกอร์ดื้อ) ด้วยความห่วงใยมายังรถของเราว่า...

                “อย่าลืมแวะลำธาร 2 และ 3 ดูผีเสื้อหละ”

..แน่นอน นั่นคือ ความฝันของฉัน..

               เมื่อรถกำหนันมาถึงลำธาร 3 และ 2 ตามลำดับ..ก่อนถึงที่กางเต็นท์บ้านกร่าง..

ฉันตื่นเต้นมากเมื่อได้เห็นผีเสื้อนับร้อยตัวหลากสีกำลังดูดดื่มกินอะไรอยู่ที่พื้นก้อนหินใกล้ๆ กับลำธาร

..นี่คือ ความฝันของฉัน..

เหมือนเรือใบ โต้คลื่น..

ฝันที่อยากจะมาแก่งกระจานเพื่อมาดูผีเสื้อ เหมือนกับที่ฉันเคยอ่านในบล็อกของคุณรัลย์ ผีเสื้อพเนจร..

ฉันคิดถึงผีเสื้อพเนจร ฉันอยากจะบอกเขาว่า..ฉันมาเห็นผีเสื้อที่แก่งกระจานแล้วหละ..

ช่างสวยงามเหลือเกิน.. สวยงามแม้กระทั่งก้อนหินก้อนกรวดที่ลำธารนั่น...

               จากนั้น..เราขับรถลงเขาไปเรื่อยๆ ออกจากบ้านกร่าง..เบื้องหลังเรา คือ แม่เขาพะเนินทุ่งที่ยืนส่งพวกเราให้กลับลงไปสู่เบื้องล่างอย่างปลอดภัย และรอวันที่พวกเราจะกลับมาเยี่ยมใหม่..ฝนตกเม็ดใหญ่กลางทางช่วงที่เราผ่านซุ้มกระบี่ต้นกระถินณรงค์ สักพักเดียวก็ขาดเม็ด..ฟ้าสว่าง

 

4. มิตรภาพและความทรงจำ...

               เรากลับมายังหนำน้อยแห่งไร่ผาด่างของนักเดินทางตัวเขื่อง..หนำที่ชวนให้หลงใหล ชวนให้น่าพัก น่าทำกับข้าวหุงอาหาร น่ากินข้าวบนไม้ไผ่ฟาก..เรายังไม่ได้ทานอาหารเที่ยง ทุกคนเริ่มหิว..ฉันจึงลงมือจัดการกับอาหารสดและอาหารแห้งที่เรามีเหลือมาทั้งหมดจากพะเนินทุ่ง..ยำปลากระป๋อง..ผัดกระเพราหมู ..กำหนันไปเก็บยอดกระเพราและพริกขี้หนูที่น้องรัตปลูกไว้รอบๆ หนำ..ศรีสอางค์เด็ดยอดกระเพราและเด็ดผักเขลียง..ฉันผักผัดเขลียงที่เหลือ และทำน้ำชุบมะม่วงอีกถ้วยใหญ่ คุณลุงผู้ดูแลไร่นำ   “หมูป่าผัดเผ็ด” และ “ชะอมไข่เจียว” มาให้ทานด้วย กำหนันเดินรอบๆ ไร่ ไปเจอขนุนกำลังสุกหอมหวานเป็นผลไม้..มื้อเที่ยงที่อร่อยอีกมื้อ..ฉันพยายามโทรหา บก. ชาลีและชายสามหยด เพื่อจะเชิญให้มาทานข้าวเที่ยงด้วยกัน..แต่โทรไม่ติด ไร้สัญญาณ..

               แต่สักครู่ใหญ่ๆ บก. ชาลีและชายสามหยดก็มาแวะที่หนำบ้านไร่ของนักเดินทางตัวเขื่อง พวกเราดีใจมากที่ได้พบเจอกันอีก แต่บก. ชาลีและชายสามหยดทานข้าวเที่ยงที่ร้านของอุทยานบ้านกร่างมาแล้ว น่าเสียดายที่ฉันทำอาหารเตรียมเผื่อไว้เยอะมาก..และที่น่าเซอร์ไพรส์มากๆ เมื่อมีแขกคนสำคัญขับเบ็นซ์มาจอดเทียบหน้าหนำน้อย...

                “คุณเฟื่อง..มา” น้องรัตตะโกนบอก พวกเราดีใจมากและถ่ายรูปกันหลายรูป.

.มิตรภาพแห่งบางโอเคเบ่งบานเสมอ.. การเดินทางกว่าสองร้อยกิโลเมตรทำให้มาพบกัน..

ก่อเกิดความปิติตื้นตันในอกและมีความสุขอิ่มล้นหัวใจ..และก็จากกันไป ทิ้งไว้ซึ่งความทรงจำอันสนุกสนานชื่นมื่นมิลืมเลือน

               สี่โมงกว่าแล้ว..กำหนันและฉันได้เวลาอำลานักเดินทางตัวเขื่อง น้องกุ้ง เจ้าของหนำน้อยแล้ว..น้องรัตสอยมะม่วงให้กำหนันและฉันเอากลับไปกินกับน้ำปลาหวานต่อที่บ้าน..อีกคนละสองถุงใหญ่

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน..เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

               ฉันควบสีหมอกโจนทะยานออกจากบ้านไร่ผาด่างของนักเดินทางตัวเขื่องไปทางเขื่อนแก่งกระจานเพราะเรายังไม่เคยมา กำหนันควบช้างน้อยซูมซูมตามไปในระยะไม่ทิ้งห่างมากนัก..สองพี่น้องบล็อกเกอร์แห่งบางโอเค..บนเส้นทางที่สวยงามของป่าขุนเขาแห่งเพชรบุรี..และเขื่อนแก่งกระจาน..ไม่น่าเชื่อว่า..มีป่าที่สมบูรณ์มากๆ และมีเขื่อนเก็บน้ำที่ใหญ่มากๆ มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนอีกหลายลูก..ทัศนียภาพช่างงดงามเหลือเกิน..สมแล้วที่ได้ชื่อว่า เป็นเพชรเม็ดงามของประเทศไทย.. “เพชร” บุรี..เมืองสามวัง..อาณาจักรที่รุ่งเรืองในอดีตมีชื่อว่า อาณาจักร “พริบพรี”..อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากเพียงแค่ 200 กิโลเมตร ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันจะกลับมาอีก..แก่งกระจาน..

               ณ วงเวียนร้อยศพ..ที่นัดเจอกันเมื่อคืนแรกที่มาถึง..สีหมอกชะลอฝีเท้าแล้วหยุดยืนสะบัดแผงขนที่คอพริ้วลมกระทบแสงแดดอ่อนของดวงตะวันห้าโมงเย็น..ช้างน้อยซูมซูมชะลอตามแล้วหยุดนิ่งให้กำหนันกับศรีสอางค์เดินลงมา..สองพี่น้องพร้อมคู่ใจ..กล่าวอำลาสำหรับทริปนี้..เก็บความประทับใจไว้อย่างเต็มอิ่ม..จนกว่าจะพบกันใหม่

               “แล้วเจอกันอีกนะ ขอให้เดินทางปลอดภัย” ฉันบอกกำหนันและศรีสอางค์ ก่อนที่จะก้าวเท้าขึ้นขี่สีหมอก กระตุกสายบังเหียนและกระทืบส้นเท้าเบาๆ สีหมอกโจนทะยานมุ่งขึ้นทิศเหนือกลับทางหนองหญ้าปล้อง..เขาย้อย..สู่กรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกัน..ช้างน้อยซูมซูมก็นำกำหนันพุ่งทะยานมุ่งทิศใต้สู่เขาพนมเบญจาในทันใด..

จบบริบูรณ์..

ขอได้ความขอบคุณจากบล็อกเกอร์ทุกท่าน..ขอขอบคุณพื้นที่แห่งโอเคเนชั่นที่ให้บันทึกความทรงจำ และขอบคุณเสียงเพลงที่บรรจงเลือกเพื่อประกอบเอ็นทรีนี้  “Angleseyes 1977 …Kitaro-Koi 2005”  จากยูทูป

           

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net