วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

In London: Men in Scarlet ทหารแห่งองค์ราชัน


 

ก่อน พ.ศ. 2192 ครั้งที่อังกฤษยังอยู่ตามลำพัง เนิ่นนานก่อนเกิด Kingdom of Great Britain จนล่วงเลยเข้าสู่ United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland กองทัพอังกฤษ English Army เป็นเพียงทัพเฉพาะกิจ มีขึ้นในภาวะสงครามที่ชาติต้องปกป้องตนเอง

ในยามสงบ กองทหารเหล่านี้อยู่ภายใต้การปกครองของขุนนางตามธรรมเนียมระบบศักดินาที่ขุนน้ำขุนนางเป็นผู้คุมกองกำลัง และส่งพลมาช่วยกษัตริย์รบยามคับขันเพื่อแลกเปลี่ยนการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและบริวารของตน

 

 

เมื่อ King Charles I ขึ้นครองราชย์ ต้องแบกภาระเงินขาดท้องพระคลังจากการใช้จ่ายในสมัยก่อนหน้าของ Elizabeth I และ James I จนขาดแคลนงบในการสงคราม Charles I ใช้อำนาจกฎหมายเก่า ตามหลักการว่ากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแก้ปัญหาด้วยการสั่งเก็บภาษีโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นการตัดบทบาทของ Parliament ทิ้งโดยปริยาย

เวลานั้นสภาผู้แทนทั้งสภาสูงและสภาล่างปรากฏเป็นรูปร่างแล้ว ต่างก็คัดค้านยืนยันสิทธิ์ในการบริหารบ้านเมือง

พอ Charles I มาได้ Henrietta Maria เป็นควีน ความตึงเครียดยิ่งขมวดแน่น

ความเป็นฝรั่งเศสของ Henrietta Maria ไม่เป็นปัญหาเท่าการเป็น Catholics ที่อิงแอบอยู่กับ Rome ทำให้เสี่ยงต่อความมั่นคงของ Church of England สถานการณ์ที่ย่ำแย่ ขยายข้อขัดแย้งถึงขั้น สงครามกลางเมือง English Civil War ที่ลุกลามสู่การล้มล้างราชบัลลังค์

การรบครั้งหลังสุด Charles I ทรงพ่ายแพ้อีก Oliver Cromwell ผู้นำฝั่งรัฐสภาก็ตั้งข้อหา Treason ว่ากบฎต่ออังกฤษ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนพระองค์มากกว่าชาติ แม้ House of Lord สภาสูง จะค้านคำพิพากษา Charles I ก็ถูกบั่นพระเศียรปลดพระชนม์ในเดือนมกราคม พ.ศ.2192

เข้าเดือนกุมภาพันธ์ รัฐสภาสกอตแลนด์สถาปนาลูกชายของ Charles I ขึ้นเป็น Charles II แต่ถูกรัฐสภาอังกฤษเพิกถอนไม่ยอมรับ การต่อสู้ของ Charles II และ Cromwell ดำเนินต่อไปอีกสองปีจน Charles II เพลี่ยงพล้ำต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศสบ้านเมืองมารดาอีกเก้าปี ในฐานะที่ตนเองมีญาติ ลูกพี่ชายแม่’ เป็น Louis XIV คิงหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส      

หลังการยึดอำนาจ Cromwell ซึ่งอ้างการนำมาซึ่งความเท่าเทียมแบบ Republic สู่ประเทศอังกฤษ กลับสร้างระบบเผด็จการขึ้นมาใหม่ ครองอำนาจสูงสุดแต่ผู้เดียว ปฏิบัติตนเสวยสุขและทำตัวเป็นเจ้าเสียเองจนพวก Republicans ที่เคยสนับสนุนและร่วมต่อต้าน Charles I เริ่มคลางแคลง อึดอัดและหลีกหนี ราชสำนักในยุโรปก็ตีตนออกห่าง Tsar Aleksey Mikhaylovich แห่ง Russia ปฏิเสธคณะทูตของ Cromwell และรับสั่งว่า พวกอิงลิชทำผิดมหันต์ที่ประหารกษัตริย์ของตนเอง The English have wrought a terrible deed, in killing their Sovereign, King Charles, to the death!

 

 

ถึง พ.ศ. 2201 Cromwell เสียชีวิต ความยุ่งยากกลับคืนสู่อังกฤษอีกครั้ง

การประกาศตัวเป็น Protectorate ของ Cromwell เป็นการแต่งคำมาใช้ เพื่อหมายถึงผู้ดูแลบ้านเมืองในเวลาที่ขาดกษัตริย์ โดยปราศจากตำแหน่งชัดเจน จะตั้งตนเป็นกษัตริย์ก็ไม่ได้การยอมรับเป็นเบ็ดเสร็จ ตายไปก็ไม่มีสิทธิ์ถ่ายทอดอำนาจให้ลูกหลานเป็นรัชทายาท ด้วยสิทธิ์นั้นกำหนดไว้เฉพาะกษัตริย์ แม้จะได้รับเกียรติให้ประกอบพิธีศพที่ Westminster Abbey และประดับโลงเยี่ยงสมาชิกแห่งราชวงศ์

ที่สำคัญ Cromwell โค่น Charles I ด้วยเหตุผลว่าทรงเป็น Despot คือผู้ใช้อำนาจในทางอยุติธรรม โหดร้าย แล้ว Cromwell กลับประพฤติตนแบบ เด๊ซ-พ่อท’ นั้นเสียเอง ความข้อนี้กระจ่างชัดจนรัฐสภาและประชาชนเริ่มตระหนักถึงความสูญเสียและเรียกร้องหาสถาบันหลักของชาติ

 

 

ประชาชนจึงสุดปิติยินดีเมื่อ Charles II หวนคืนสู่บัลลังค์อังกฤษตามคำทูลเชิญในพ.ศ. 2203

ปีถัดมา เอกสารราชการถูกแก้ไขย้อนหลัง เสมือนว่าการครองราชย์เริ่มตั้งแต่ปีที่ Charles I สิ้นพระชนม์ 

 

ตั้งแต่ช่วงสงครามกลางเมือง Cromwell มีปัญหาใหญ่เรื่องกำลังพล  การที่อังกฤษไม่เคยมีกองทัพ ทหารจึงมาจากการเกณฑ์และฝึกฝนโดยขุนนางเพื่อกษัตริย์ Cromwell ในฐานะรัฐสภาขาดบารมีที่จะสั่งใคร จึงต้องตระเตรียมกองกำลังขึ้นเอง สร้างเป็นทัพ New Model Army

ทัพของ Charles II เป็นทัพขนาดย่อมของบรรดาขุนนาง เรียกว่าพวก Royalists ที่ภักดีสุดหัวใจ

หลัง Charles II กลับคืนสู่ราชบัลลังค์ รัฐสภาก็สั่งสอบสวนผู้เกี่ยวข้องกรณีประหาร Charles I ตั้งข้อหา Treason ฐานที่ปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ มีโทษประหารชีวิตด้วยวิธี‘hanged, drawn and quartered’ คือ แขวนคอแล้วตัดเชือกขณะที่ยังมีลมหายใจ เพื่อนำร่างมาลากประจาน ควักไส้พุงออกมา แล้วสับร่างเป็น quarter - สี่ส่วน

การพิจารณาความผิดนี้ ไม่ละเว้น Oliver Cromwell

ศพ Cromwell จึงถูกขุดขึ้นมารับโทษ ‘ประหาร’ โดยการบั่นศีรษะนำมาเสียบไม้ไว้ที่ Westminster Hall ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2204 ครบ 12 ปีให้หลังจากวันเดียวกับที่ Cromwell บั่นพระเศียร Charles I

 

 

ถึงวันหนึ่งเกิดพายุหนัก ศีรษะ Cromwell ที่ถูกเสียบประจานมาแล้วยี่สิบกว่าปีโดนลมพัดหลุดกระเด็น มีคนคว้าไปเก็บ ไปขายต่อ ไปร่อนเร่อยู่ 302 ปีนับจากสิ้นชีพ ได้กลับคืนมาฝังเอา พ.ศ. 2503  ส่วนร่างที่ปราศจากศีรษะของ Cromwell ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าถูกฝังอยู่ที่ใดจนปัจจุบันนี้

ช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ของ Charles II กินเวลายาวนาน แต่พวก Royalist อันประกอบไปด้วยขุนนาง กองทหาร ก็มั่นคงในการสนับสนุนและรักษาพระองค์อย่างจงรักภักดี

สมัยก่อนหน้านั้น ไม่มีข้อกำหนดชัดเจนเรื่องการดูแลทหารไม่ว่าจะปลดเกษียณ บาดเจ็บ หรือทุพพลภาพจนถูกปลดประจำการ  เมื่อ Charles II คืนสู่ราชบัลลังค์จึงมุ่งมั่นที่จะดูแลเหล่าทหารโดยไม่ทอดทิ้งกัน

แม้สภาพบ้านเมืองหลังความยุ่งยากจะขัดสน และรัฐสภาประกาศชัดว่าไม่ให้เงินช่วย Charles II ก็มีรับสั่งให้หาสถานที่ไว้ใช้ดูแลทหารผ่านศึกสงคราม โดยพระราชทานทุนเริ่มต้นไม่ถึงเจ็ดพันปอนด์ ผ่านอุปสรรคมากมายกว่าสิบปี จึงระดมทุนได้เพียงพอ แล้วให้ Sir Christopher Wren ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมมากมายทั่วกรุงลอนดอน รวมทั้งมหาวิหาร St Paul’s Cathedral มาออกแบบ เกิดเป็น Royal Hospital

 

 

 

 

Royal Hospital ไม่ใช่โรงพยาบาลที่รับรักษาคนเจ็บตามชื่อ แต่เป็น ‘บ้าน’ สำหรับทหารบริทิชที่บาดเจ็บหรือเกษียณอายุ มีแพทย์และพยาบาลของตนเองเพื่อการดูแลผู้อาศัย

 

 

 

 

 

จากจุดเริ่มต้นรับทหารคนแรกในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2235 ผ่านไปกว่า 320 ปี Royal Hospital ได้โอบอุ้มนายทหารประมาณ 25,000 ชีวิตไว้ในชายคาบ้านขนาดใหญ่

 

 

 

มีทั้ง The Chapel ให้ประกอบกิจทางศาสนา

 

 

 

 

 

 

 

 

The Great Hall โรงอาหาร The Long Wards เรือนนอน ที่ยังงดงามผ่านกาลเวลาเหมือนแรกสร้างเสร็จ แม้ภายในกำลังถูกปรับปรุงเพิ่มห้องน้ำให้บ้านโบราณหลังนี้สะดวกต่อการใช้ชีวิตด้วยตนเองของผู้อยู่ที่มีอายุเฉลี่ย 82 ปี   

 

 

 

วินัยและการดูแลตามระบบทหารเป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันสำหรับกว่า 300 ชีวิตทหารปลดประจำการ เมื่อจากกันไปในเวลาสิ้นอายุขัย ก็เปิดที่ว่างให้ In-Pensioners ผู้อาศัย’ รายใหม่เข้ามา

 

 

 

ปัจจุบัน In-Pensioners ต้องเป็นนายทหารที่มีอายุราชการตามเกณฑ์และอายุเกิน 65 ปี หมดสิ้นซึ่งภาระในการดูแลคู่ครอง แล้วสละเงินบำนาญไปจ่ายผ่าน Royal Hospital ให้ตัวเองหมดกังวลเรื่องกินอยู่ มีผู้ดูแลสุขภาพ มีเพื่อนสังสันทน์ สนทนา มีเรื่องให้บ่นประสาคนสูงวัย ไม่ต้องเหงาอยู่ตามลำพัง อยากไปไหนถ้าเดินไหวก็เดิน ไม่ไหวก็มีพาหนะส่วนตัวจอดให้เห็นร่องรอยอยู่ทั่วไป

 

 

 

 

และยังมีเบี้ยเลี้ยงไว้จับจ่ายส่วนตัว ที่เหลือพอให้แวะดื่มกิน มีสังคมและเสวนากับผู้คนในละแวก ‘บ้าน’

 

 

Royal Hospital ตั้งอยู่ในพื้นที่ร่มรื่นกว้างขวางริมแม่น้ำเทมส์บริเวณ Chelsea ทหารเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า Chelsea pensioner ที่แม้จะเลือกใส่เสื้อผ้าธรรมดาได้ ก็ยังมีเครื่องแบบของตนเอง เสมือนย้ายสู่สังกัดใหม่ โดยสวมเครื่องแบบสีน้ำเงินเมื่ออยู่ในบริเวณที่พัก หากออกข้างนอกก็ให้ใส่ Scarlet uniform เครื่องแบบสีแดง ผู้คนใน Chelsea จึงคุ้นตากับทหารชราภาพในชุดสีแดงที่เดินอยู่ทั่วไป เป็นมิตร ชอบให้มีคนคุยด้วย พร้อมทักทายผู้คนที่พบเจอ บางคนใจดีซื้อขนมเผื่อเด็กที่บังเอิญยืนอยู่ใกล้กันในร้าน

 

 

 

 

 

ปู่-ตาเหล่านี้ ภูมิใจและนิยมปรากฏตัวในเครื่องแบบ Scarlet

ในยามที่ชีวิตโดดเดี่ยวไม่มีผู้ร่วมรับรู้และรำลึกความทรงจำกับวีรกรรมในอดีต เครื่องแบบแดงจึงมีความหมายลึกซึ้ง ให้ทั้งความรู้สึกยะโสในบทบาทที่เคยปฏิบัติเพื่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ และเชิดหน้าว่าได้รับการดูแลโดยไม่ถูกทอดทิ้ง

 

 

 

 

 

การสวม Scarlet uniform สีแดงไปชมการแข่งขันฟุตบอลของสโมสรแถวบ้านก็เป็นอีกเรื่องธรรมดา ทำให้ช่วงพ.ศ. 2448 – 2495 คนตั้งชื่อเล่น Chelsea Football Club ว่า The Pensioners และบางยุค Scarlet Uniform ก็นำสีแดงไปแซมไว้ที่ชุดนักเล่น

ในระดับนานาชาติ Royal Hospital เป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่จัด Chelsea Flower Show งานแสดงพืชพรรณ ไม้ดอกจัดเป็นสวนสวยงาม และมีสายพันธุ์ใหม่ที่ผสมได้หรือเพิ่งค้นพบมาให้ชม หนึ่งในงานระดับโลกนี้ย้ายมาจัดที่ Royal Hospital ตั้งแต่ พ.ศ. 2448 เพียงปีละ 5 วัน ในเดือนพฤษภาคม

สำหรับ Chelsea pensioners เดือนพฤษภาคม หมายถึง Founder’s Day ที่กำหนดให้ใกล้วันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับทั้งวันเกิดและวันคืนสู่ราชบัลลังค์ของ Charles II เพื่อรำลึกถึงผู้ให้กำเนิด Royal Hospital  

 

แม้ British Army จะเป็นทัพเดียวแห่งเกรทบริเทนที่ตกคำบ่งบอกสถานะ ‘ทัพหลวง’ ว่า Royal เพราะจุดเริ่มต้นต่างจากทัพเรือที่มีกำเนิดจาก ‘เจ้า’แล้วแตกต่อสู่ทัพอากาศ เรียกเป็น Royal Navy และ Royal Air Force อย่างเหมาะสม การดูแลทหารในกองทัพบกที่ Charles II ทรงริเริ่มกับ Royal Hospital Chelsea ก็เป็นเสมือนการยืนยันว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่เคยลืมความเสียสละของทหาร

 

 

Founder’s Day จึงเป็นวาระที่สมาชิกราชวงศ์ผลัดเปลี่ยนกันมาเยี่ยมปู่-ตา – และ 6 ยายสมาชิกใหม่ ที่ Royal Hospital ไม่เคยขาดจนปัจจุบัน

Chelsea pensioners แม้จะล้าจากหน้าที่และการศึก และร่วงโรยไปตามอายุขัย จึงยังยืนสง่าเคียงข้างสถาบันกษัตริย์ได้อย่างมั่นคง

 

 

Denis Shiels of The Chelsea Pensioners - I'll Be Seeing You

Up loaded by: MenInScarlet

*********

 

References:

Chelsea pensioners

‘Men In Scarlet’ album released on 8th November 2010 – available on Play.com, Amazon and HMV 

ที่ Chelsea pensioners 7 นาย อายุตั้งแต่ 67-88 รวมกัน 546 ปี หาทุนเพื่อปรับปรุง The Long Wards ที่แต่ละห้องมีขนาด 9x9 ฟุต มี 2 ห้องอาบน้ำ 4 ห้องสุขา ต่อปู่-ตา 36 คน

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net