วันที่ พุธ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีลอบปลงพระชนน์ (ต่อฉบับ 3)


 (ต่อ)

๔. ราวสองสัปดาห์ก่อนหน้าวันสวรรคต เวลาเย็น นางสาวจรูญ ตะละภัฏ ไปหยิบสิ่งของในห้องพระภูษา พบนายชิตอยู่ในห้องนั้น นายชิตพูดขึ้นว่า "นี่ จะบอกให้ ท่านไม่ได้เสด็จดอก วันที่ ๑๓ นั่น" นางสาวจรูญถามว่า "เพราะอะไร" นายชิตนิ่งเฉยเสีย นางสาวจรูญจึ่งว่า ไม่เชื่อหรอก นายชิตก็หัวเราะแล้วพูดว่า "ไม่เชื่อก็แล้วไป คอยดูไปก็แล้วกัน" นางสาวจรูญเข้าใจว่า นายชิตล้อเล่น เพราะเห็นกระตือรือร้นเตรียมการตามเสด็จไปต่างประเทศ ต่อมา คืนวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๘๙ นางสาวจรูญได้เล่าความตามที่ได้พูดโต้ตอบกับนายชิตให้นางสาวนิภา น้องสาว ฟังเป็นทำนองคุยกันตามธรรมดา ครั้นเกิดการสวรรคตขึ้น พันตำรวจตรี พจนาถ จันทรสุวรรณ เป็นผู้สอบสวนนางสาวจรูญ นอกจากข้ออื่น นางสาวจรูญก็ได้ให้การถึงความข้อนี้ด้วย ในชั้นกรรมการศาลกลางเมืองสอบสวนก็ได้ให้การไว้เช่นเดียวกัน

สมเด็จพระราชชนนีก็ได้พระราชทานพระกระแสรับสั่งเป็นพยานว่า นางสาวจรูญเคยกราบทูลว่า มหาดเล็กคนหนึ่งพูดว่า ในหลวงจะเสด็จในวันที่ ๑๓ ไม่ได้ เขาบอกชื่อมหาดเล็กคนนั้นเหมือนกัน จะเป็นนายชิตหรือนายบุศย์คนใดคนหนึ่งในสองคนนี้เวลานี้ทรงจำไม่ได้เสียแล้ว

ฉะนั้น คำเบิกความของนางสาวจรูญจึ่งประกอบด้วยน้ำหนักหลักฐาน ควรฟังเป็นความจริงได้

นอกจากนี้ นายมี พาผล ยังเบิกความยืนยันว่า นายชิตได้พูดแก่นายมีทำนองเดียวกัน โดยเช้าวันหนึ่งก่อนเสด็จสวรรคต ขณะที่นายมีกำลังอยู่เวรบนพระที่นั่งชั้นบน นายชิตได้มาคุยด้วย ตอนหนึ่งนายชิตพูดขึ้นว่า "แปลกใจ ทำไมในหลวงจึ่งจะเสด็จกลับในวันที่ ๑๓ ฝรั่งเขาถือ" นายมีตอบว่า "ท่านไม่ทรงถืออย่างฝรั่ง เพราะท่านเป็นไทย ท่านก็เสด็จได้" นายชิตว่า "ท่าจะไม่ได้เสด็จน่ะนา" นายมีว่า ก็โหรให้ฤกษ์แล้ว ท่านก็คงจะเสด็จ นายชิตพูดในที่สุดว่า ท่านจะไม่ได้เสด็จนา

หลังจากให้การที่ศาลกลางเมืองแล้วสักสองสามวัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันได้รับสั่งให้นายมีเข้าเฝ้า ทรงซักถามว่า ได้รู้เรื่องอะไร ให้เล่าถวาย นายมีจึ่งกราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงข้อความที่นายชิตพูดคุยกันดั่งที่กล่าวมาแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันได้พระราชทานพระกระแสรับสั่งเป็นพยานว่า ภายหลังสวรรคแล้วสองสามอาทิตย์ นายมี พาผล เคยกราบทูลว่า นายชิตพูดว่า วันที่ ๑๓ จะเสด็จกลับไม่ได้

ตามคำพยานหลักฐานที่กล่าวมานี้เป็นอันฟังได้ว่า นายชิตได้พูดเช่นนั้นจริง เป็นการพูดยืนยันความรู้จริงอย่างใดอย่างหนึ่งมา ไม่ใช่เป็นการแสดงความคิดความเห็น พูดออกมาโดยความแน่ใจและอดใจไว้ไม่อยู่ เป็นข้อที่ส่อให้เห็นว่า เพราะนายชิตได้ล่วงรู้เหตุร้ายซึ่งจะบังเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันใกล้ มั่นใจในความสำเร็จตลอดปลอดโปร่ง ด้วยความอิ่มใจและทะนงใจจึ่งกล้าเผยข้อความออกมาเป็นนัยเพื่อแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของตนว่า เป็นคนรู้ความสำคัญอันลี้ลับ

๕. ได้ความตามคำพระพิจิตรราชสาส์น ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ ว่า ในวันเสด็จพระราชทานรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ตามหมายกำหนดการเวลา ๑๐:๐๐ นาฬิกา แต่งพระองค์ด้วยสายสะพายนพรัตน์ พยานมีหน้าที่ตามเสด็จ ได้ไปถึงพระที่นั่งบรมพิมานเวลา ๙:๐๐ นาฬิกาเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกวักพระหัตถ์เรียกให้ขึ้นไปรับสั่งว่า ช่วยดูทีเถิด เขา (นายชิต จำเลย) ติดเหรียญตราให้แยะเชียว แล้วทรงนำพยานไปดูฉลองพระองค์ ขณะนั้น นายชิตกำลังจัดฉลองพระองค์ติดเหรียญอยู่แถบหนึ่งประมาณสิบกว่าเหรียญ พยานเห็นว่า ไม่ใช่เหรียญสำหรับพระองค์ ถามนายชิตว่า นี่เหรียญของใคร นายชิตว่า เหรียญของรัชกาลที่ ๖ พยานว่า ติดไม่ได้ ไม่ใช่เหรียญของท่าน ให้เอาออกเสีย พยานเห็นสอดสายสะพายนพรัตน์ไว้แล้วแต่ไม่มีดวงตราและดวงห้อย ถามนายชิตว่า ดวงดาราอยู่ที่ไหน นายชิตว่า ยังให้คนไปเอาอยู่พอดี พอดีสมเด็จพระราชชนนีเสด็จมารับสั่งถามว่า อย่างไรกัน พยานกราบทูลว่า ยังรอดารากับดวงห้อย สมเด็จฯ รับสั่งว่า พระพิจิตรฯ ช่วยดูให้ด้วยนะ ฉันจะล่วงหน้าไปก่อน พยานดูนาฬิกาเห็นจวนเวลาเต็มที จะไม่ทันฤกษ์ตามหมายกำหนดการ จึ่งสั่งให้เปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ใช้สะพายจักรีแทน ไม่ตรงตามหมายกำหนด ระหว่างเปลี่ยนสายสะพายอยู่นั้น นายชิตทำไปพูดไป ในหลวงรับสั่งว่า ทำไป ไม่ต้องพูด พยานรู้สึกว่าทรงกริ้ว

การกระทำของนายชิตในข้อนี้ส่อให้เห็นว่า นายชิตดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีเจตนาให้พระองค์ท่านทรงได้รับความอัปยศในงานพระราชพิธีท่ามกลางรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม จะเป็นเหตุให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดในพระราชจริยาวัตร

ส่วนนายบุศย์ จำเลย นั้น แม้โจทก์จะมิได้สืบถึงข้อพิรุธนานาประการอย่างเช่นนายชิต แต่การที่นายบุศย์มีหน้าที่อยู่เวรคอยเฝ้าอารักขาพระองค์ท่ายอย่างใกล้ชิดขณะยังไม่เสด็จจากพระแท่นบรรทม นับว่า เป็นหน้าที่อันสำคัญอย่างยิ่ง และผู้ร้ายเข้าออกจะต้องผ่านทางระเบียงหลังที่นั่งอยู่ แต่นายบุศย์มิได้ทำการขัดขวางป้องกันหรือเอะอะโวยวายขึ้น หรือแม้จะสมมติว่า ผู้ร้ายจะเข้าออกทางห้องทรงพระสำราญได้ ก็ปรากฏว่า ทางห้องทรงพระสำราญติดกับเฉลียงด้านหลัง มีช่องโค้งโล่งสองช่อง ไม่มีบานประตู จากที่นายบุศย์นั่งอยู่ นายบุศย์ก็ย่อมแลเห็นได้เพราะอยู่ในระยะใกล้ชิดกัน อีกประการหนึ่ง เมื่อเสียงปืนดังขึ้นในห้องพระบรรทมในขณะที่ทรงบรรทมอยู่ นายบุศย์ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงก็มิได้เข้าไปดูให้เห็นเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร กลับอ้างในชั้นสอบสวนว่า ไม่กล้าเข้าไป เพราะกลัวจะถูกหาว่ายิงในหลวง

การกระทำหรืองดเว้นกระทำของนายชิต นายบุศย์ จำเลยทั้งสอง เช่นนี้ ไม่มีทางให้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น นอกจากจะฟังว่า จำเลยทั้งสองคนนี้อย่างน้อยก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการลอบปลงพระชนม์ด้วย

นายเฉลียว ปทุมรส จำเลย มีข้อที่ควรวิเคราะห์ดั่งต่อไปนี้

(๑) เป็นคนสนิทชิดชอบของนายปรีดี เป็นคนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เดิมรับราชการอยู่ในกรมไปรษณีย์โทรเลข หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้โอนไปรับราชการในกองตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ แล้วโอนไปรับราชการในกรมสรรพสามิต จน พ.ศ. ๒๔๘๐ ลาออก ในปีนั้นเอง เข้ารับราชการในสำนักพระราชวัง ตำแหน่งหัวหน้าแผนกคลัง แล้วเลื่อนขึ้นเป็นเลขานุการสำนักพระราชวัง ต่อมา เลื่อนเป็นรองเลขาธิการพระราชวัง พ.ศ. ๒๔๘๗ ย้ายไปดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ ทั้งนี้ เป็นด้วยทางการเมืองเข้าไปครอบงำราชการในสำนัก

นายเฉลียวนั้น นอกจากมีจิตใจฝักใฝ่อยู่กับนายปรีดีมาก่อนนานแล้ว เมื่อนายปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สมบูรณ์ด้วยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแต่ผู้เดียว นายเฉลียวก็ยิ่งมีอำนาจยิ่งขึ้น นายเฉลียวดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ได้สามเดือน แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนคร นายทวี บุณยเกตุ รองนายกรัฐมนตรี มีคำสั่ง ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๘ ว่า เพื่อให้มีความเรียบร้อยและเหมาะสม เป็นการสมควรจัดให้มีข้าราชการผู้ใหญ่ประจำพระองค์เพื่อถวายพระราชกรณียกิจและรับกระแสพระบรมราชโองการต่าง ๆ ให้เป็นที่เรียบร้อย จึ่งให้นายเฉลียวซึ่งดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์มีหน้าที่ติดต่อใกล้ชิดพระองค์อยู่แล้วปฏิบัติหน้าที่ดั่งกล่าวประจำพระองค์อีกหน้าที่หนึ่งด้วย

ด้วยเหตุเหล่านี้ นายเฉลียวจึ่งตั้งสำนักงานขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่ตึกหน้าพระที่นั่งพระบรมพิมานภายในประตูเหล็กกล้าซึ่งน่าหวังว่า กิจการจะเป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นที่ปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม นายฉันท์ หุ้มแพร มีความหวั่นหวาดและปรารภแก่บุคคลหลายคนว่า เกรงจะมีภยันตรายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ตระเตรียมตัวระวังเหตุการณ์อย่างเต็มที่ แต่มาตายเสียก่อนเกิดกรณีสวรรคต

(๒) ว่าถึงในหน้าที่ราชการในพระราชสำนักแล้ว นายชิตและนายบุศย์ จำเลย อยู่ในบังคับบัญชาของนายเฉลียว

ส่วนนายชิตนั้นเป็นคนชอบพอคุ้นเคยกับนายเฉลียวเป็นกันเองอย่างสนิทอีกด้วย

(๓) เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนคร ทางราชการได้จัดรถเชฟโรเลตและรถแนซถวายเป็นรถพระที่นั่งส่วนพระองค์ ถ้าจะเสด็จเป็นพระราชพิธีหรือรัฐพิธีแล้วก็ใช้รถโรลส์-รอยซ์และรถเดมเลอร์

วันหนึ่ง หลังจากเสด็จกลับจากหัวหิน สมเด็จพระราชชนนีจะเสด็จไปทรงซื้อของ นายฉันท์ หุ้มแพร จึ่งสั่งให้นายระวิ ผลเนื่องมา[33] หัวหน้าแผนกพระราชพาหนะจัดรถยนต์ถวาย นายระวิขัดข้องว่า รถไม่มี ทั้งนี้ เป็นเพราะก่อนเสด็จหัวหิน รถสองคนนี้ยังอยู่ แต่เมื่อเสด็จกลับจากหัวหินแล้วปรากฏว่า รถเชฟโรเลตนั้นนายเฉลียวจัดส่งไปให้นายปรีดีใช้ ส่วนรถแนซ สำนักพระราชวังส่งไปกรมพาหนะทหารบกเพื่อซ่อมไว้ให้แขกเมืองใช้ จึ่งเป็นอันว่า รถพระที่นั่งสำหรับทรงใช้ส่วนพระองค์ไม่มี นอกจากนี้ ก็มีแต่รถที่ใช้งานพระราชพิธี กับรถมอร์ริสเป็นรถประทุนทาสีน้ำเงินใช้สำหรับท้าวนางหรือหม่อมเจ้า นายฉันท์ดูรถนั้นแล้วว่า น่าจะทรงไม่โปรด จะกลับไปกราบบังคมทูลก่อน สักครู่หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จไปทอดพระเนตรและรับสั่งถามว่า รถคันนี้หรือที่จะจัดถวายพระราชชนนี แล้วเสด็จไปทอดพระเนตรที่โรงรถไม่ทรงโปรดรถคันใด ต่อมา นายฉันท์จึ่งไปสั่งนายระวิว่า ให้หารถที่เคยทรงมาถวายในตอนบ่ายให้ได้ นายระวิจึ่งติดต่อไปทางกรมพาหนะทหารบกได้ความว่า ยังไม่ได้รื้อเครื่อง ตอนบ่ายจึ่งนำเอาไปจอดถวายที่มุขหน้าพระที่นั่งบรมพิมาน พอสมเด็จพระราชชนนีเสด็จลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จตามมาส่งและทรงรับสั่งว่า "รถที่ไหน ๆ ไม่มีแล้วหรือ จึ่งมาเอารถของฉันไปเสียหมด" นายระวิกราบบังคมทูลว่า ทางราชการสั่งให้เอาไปก็ขัดไม่ได้

วันนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับพระยาชาติเดชอุดม[34] ว่า เมื่อเช้านี้ สมเด็จพระราชชนนีจะเสด็จไปซื้อของ เรียกรถไม่ได้ ถามเขาเขาว่า นายเฉลียวจัดเอาไปให้นายปรีดีใช้เพราะรถของนายปรีดีเสีย ในที่สุด ทรงรับสั่งว่า "ทำไมของอื่นจึ่งขาดไม่ได้ แต่ของฉันขาดได้ ถ้าเช่นนั้น ไฟไหม้ทำเนียบท่าช้าง ฉันมิต้องเอาวังให้อยู่หรือ เรื่องผู้คนก็เหมือนกัน เอาไปจากราชเลขาก็มี สำนักพระราชวังก็มี เมื่อต้องการจะมีทำไมไม่ตั้งขึ้นเอง"

เมื่อเกิดเรื่องรถยนต์ที่กล่าวมานี้ นายปรีดีไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับสำนักพระราชวังแล้ว การจึ่งเป็นว่า นายเฉลียวได้ใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งตนปกครองอยู่สั่งให้จัดไปเพื่อประโยชน์ของนายปรีดี เป็นขาดความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พฤติการณ์เรื่องรถพระที่นั่งนี้ ต่อมา ได้เกิดปฏิกิริยา คือ หลังจากวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งกับนายระวิประมาณสิบห้ายี่สิบวัน รถแนซพระที่นั่งคันนั้นหายไปจากโรงเก็บรถในพระบรมมหาราชวังในเวลากลางคืน ทั้ง ๆ มีเวรยามเฝ้ารักษา ซึ่งน่าจะเป็นเพราะผู้ร้ายแสดงอำนาจเหยียดหยามพระองค์ท่านในการที่ทรงสนพระทัยในรถคันนี้ แต่ทั้งนี้ ใครเป็นผู้กระทำหรือสั่งการนั้นเป็นเรื่องยังไม่กระจ่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวข้องพระราชหฤทัยมาก มีพระราชประสงค์จะพบนายปรีดี แต่พระยาชาติเดชอุดมกราบบังคมทูลว่า ได้ให้พระรามอินทรา อธิบดีกรมตำรวจ จัดการสืบหาคนร้ายอยู่แล้ว ถึงกระนั้น ยังทรงพระราชอุตสาหะไปทรงตรวจสถานที่ในคืนวันหนึ่งว่า เก็บอย่างไร และยามอยู่ตรงไหน หลังจากนั้น ยังได้ทรงเตือนถามพระยาชาติฯ อีกสองสามครั้งว่า ได้ความอย่างไรหรือยัง และได้เคยทรงถามพระรามอินทรา ในที่สุดก็หาได้ตัวผู้ร้ายไม่

เหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นในพระราชสำนักเกี่ยวแก่พระราชกรณียกิจแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดั่งนี้ หน้าที่นายเฉลียวจะจัดการให้ได้เรื่องราวเพราะมีสมัครพรรคพวกเป็นอันมากตลอดทั้งคนรถ แต่หาปรากฏว่า ได้นำพาเป็นกิจธุระประการใดไม่

ส่วนเรื่องที่นายเฉลียวกระด้างกระเดื่องต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น พึงเห็นได้จากอาการที่แสดงออกต่าง ๆ หลายประการดั่งเช่นจะกล่าวต่อไปนี้

(๔) (ก) นายเฉลียวนั่งรถยนต์ล่วงล้ำไปถึงพระที่นั่งบรมพิมานซึ่งเป็นพระราชฐานภายในในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงประทับ ฝืนระเบียบประเพณี บางครั้งนั่งไขว่ห้างเข้าไป ทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชชนนีเนือง ๆ

(๔) (ข) เวลานายเฉลียวนำหนังสือไปทูลเกล้าฯ ถวาย สวมแว่นดำและสูบบุหรี่พรวดพราดขึ้นไป ไม่ได้บอกมหาดเล็กไปกราบบังคมทูลเสียก่อนตามระเบียบ ต่อเมื่อเห็นพระองค์ท่านจึ่งถอดแว่นและทิ้งบุหรี่ บางทีเมื่อถึงชั้นบนแล้วจึ่งถอดพลางเดินพลาง ชั้นบนไม่มีกระโถน นายเฉลียวก็โยนบุหรี่ทิ้งลงกับพื้น มหาดเล้กต้องคอยรีบเก็บเพราเกรงจะไหม้พรม

(๔) (ข) ขณะทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือ นายเฉลียวไม่ปฏิบัติตามระเบียบประเพณี แทนที่จะคุกเข่ากลับยืน

(๔) (ข) ระเบียบประเพณีการเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือราชการ ถ้าราชเลขาอ่านหนังสือราชการถวาย ตามธรรมดาจะต้องหมอบอ่าน ถ้าพระองค์ท่านประทับอยู่บนพระเก้าอี้ทรงพระอักษร ผู้อ่านก็จะต้องคุกเข่าเข้าไปใกล้ ๆ โต๊ะทรงพระอักษรแล้วจึ่งอ่านหนังสือราชการนั้น ส่วนนายเฉลียวเข้าไปยืนอ่านใกล้ ๆ โต๊ะทรงพระอักษร

(๔) (ข) เมื่ออ่านถวายแล้วก็จะต้องกราบบังคมทูลว่า เรื่องต่าง ๆ ที่เคยปฏิบัติมานั้นจะควรสั่งอย่างไร ถ้าทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วยก็หมอบเขียนบันทึกในหนังสือราชการเป็นพระราชกระแสรับสั่งของพระองค์ถวายให้ทรงลงพระบรมนามาภิไธย แต่นายเฉลียวคงยืนเขียนบันทึกบนโต๊ะทรงพระอักษรนั้นเอง แล้วเลื่อนหนังสือให้ทรงลงพระบรมนามาภิไธย

(๔) (ค) นายเฉลียวเปิดวิทยุที่ตึกที่ทำงานซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพระที่นั่งบรมพิมาน ถึงเวลาบรรทมก็ยังหาหยุดเปิดไม่ จนมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า ที่นั่นเขาทำอะไรกันอยู่จนดึกดื่น

(๔) การที่นายเฉลียวจำต้องพ้นจากตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์เพราะปฏิบัติตนไม่ต้องด้วยพระราชประสงค์ย่อมเป็นเหตุกระทบกระเทือนจิตใจนายเฉลียวอย่างแรง

ข้อที่นายเฉลียวว่า ไม่เสียใจเพราะไปได้รับตำแหน่งใหม่เป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ข้อนี้ไม่เป็นเหตุผลที่จะให้เห็นว่า นายเฉลียวจะหายโกรธเคืองพระองค์ท่าน

(๕) ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า บุคคลผู้ที่ไปประชุมที่บ้านพลเรือตรี กระแสมีนายชิตกับนายเฉลียวด้วย

นายชิตเป็นผู้สมคบร่วมมือกับผู้ร้ายในการกระทำการปลงพระชนม์ ส่วนนายเฉลียวก็เป็นผู้ขาดความจงรักภักดีมีสาเหตุไม่พอใจในการที่ถูกออกจากตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่พอพระราชหฤทัยที่จะให้ดำรงอยู่ และนายชิตเป็นผู้ที่สนิทชิดชอบและคุ้นเคยกันเป็นอันมาก คนทั้งสองนี้กับพวกได้มาประชุมกันที่บ้านพลเรือตรี กระแส โดยไม่ปรากฏชัดว่า ประชุมกันด้วยเรื่องอะไร เป็นข้อหน้าสังเกตตประมาณหนึ่ง

(๖) โหรถวายพระฤกษ์และทางราชการได้กำหนดนัดหมายแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จต่างประเทศในวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ต้องเป็นที่เข้าใจกันว่า ในหลวงจะเสด็จตามกำหนดในวันนั้นแน่เพราะมีกำหนดเป็นทางราชการแล้ว และการกำหนดเช่นนี้มิใช่เพียงวงราชการในประเทศไทย ยังเกี่ยวข้องแก่ต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศที่จะเสด็จไปพำนักนั้นด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งจะต้องเตรียมการต้อนรับเพราะจะเสด็จไปในฐานะพระมหากษัตริย์องค์ประมุขแห่งชาติตามซึ่งต่างประเทศได้ทูลเชิญเสด็จไว้ ฉะนั้น การกำหนดนัดหมายจึ่งจำเป็นต้องเป็นการแน่นอน

แต่มีคนบางหมู่รู้ความจริงอย่างเที่ยงแท้ว่า ในหลวงจะไม่ได้เสด็จในวันที่ ๑๓ นั้น

ผู้ที่ได้พูดออกมาให้ปรากฏความข้อนี้ ก็คือ

๑. นายชิต

๒. นายเฉลียว

เป็นที่น่าประหลาดว่า บุคคลผู้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำได้เกิดมีขึ้นพร้อม ๆ กันถึงสองคน และบุคคลทั้งสองนั้นก็สนิทชิดชอบกันเป็นอันมากด้วย

สำหรับนายชิตได้กล่าวความข้อนี้แก่ใครที่ไหนบ้าง ได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้ว ต่อไปนี้ จะได้กล่าวถึงนายเฉลียว

ก. กำหนดพระราชทานเพลิงศพพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงพระประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันเสด็จแทนพระองค์ตอนกลางคืน ๒๐:๐๐ นาฬิกาเป็นเวลาเผาจริง พันเอก ประพันธ์ กุลพิจิตร ได้พบนายเฉลียว ณ ที่นั้น ระหว่างนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หน้าพลับพลาได้พูดจาวิสาสะกัน พันเอก ประพันธ์ได้ถามนายเฉลียวว่า "ทำไมจึ่งไปกำหนดวันเสด็จวันที่ ๑๓๑ ทั้งนี้ เพราะพันเอก ประพันธ์ข้องใจ โดยที่ฝรั่งเขาถือ นายเฉลียวตอบว่า "ไม่ได้ไปหรอก" พันเอก ประพันธ์ถามว่า "เพราะเหตุอะไร" นายเฉลียวตอบว่า "คอยดูไปก็แล้วกัน"

พันเอก ประพันธ์ผู้นี้เป็นราชองครักษ์ประจำกรมราชองครักษ์มาช้านาน ระหว่างเวลาที่นายปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ยังเป็นอยู่ ขณะนั้น นายเฉลียวดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ จึ่งมีความชอบพอกัน เมื่อนายเฉลียว ปทุมรส จะพ้นจากตำแหน่ง พันเอก ประพันธ์ยังเตือนนายเฉลียวด้วยความหวังดีว่า "ไม่ขึ้นไปเฝ้าทูลลาพระเจ้าอยู่หัวหรือ" นายเฉลียวตอบว่า "ไม่ขึ้นไปละ ทำให้ท่านลำบากใจเปล่า ๆ เดี๋ยวจะหาว่าขึ้นไปยิงท่านเข้า" ทำให้พันเอก ประพันธ์รู้สึกในขณะนั้นว่า เคยมีเรื่องที่โคราช นายทหารคนหนึ่งถูกออกแล้วเข้าไปยิงผู้บัญชาการตาย

ความสนิทสนมซึ่งนายเฉลียวแสดงต่อพันเอก ประพันธ์มีอยู่ต่อกัน เช่น เมื่อพันเอก ประพันธ์อุปสมบท นายเฉลียวนิมนต์ไปฉันที่บ้าน

นายเฉลียว จำเลย อ้างตนเป็นพยานก็ยังรับว่า ได้พูดคุยปรารภกันว่า ในหลวงประชวนลงเช่นนี้จะเสด็จตามกำหนดหรือไม่ ไม่มีใครพูดว่า วันที่ ๑๓ จะไม่เสด็จ เป็นอันว่า คำของนายเฉลียว จำเลย ก็มีเค้าความว่า ได้พูดจากันในข้อนี้จริง ไม่มีเหตุอันใดที่จะสงสัยว่า พันเอก ประพันธ์ป้ายร้ายใส่ความ

(ข) วันเดียวกัน ในงานพระราชทานเพลิงศพพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ ตอนบ่าย เจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีไปถึงก่อนในหลวงพระองค์ปัจจุบันเสด็จ นายเฉลียวเรียกเจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีเข้าไปหานั่งเก้าอี้เคียงกันกับนายเฉลียว พระพิจิตรราชสาสน์นั่งขวาเจ้าหมื่นเจ้าหมื่นสรรเพชญภักดี นายเฉลียวถามถึงการทำมาหากินของเจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีในฐานที่ออกจากราชการไปแล้ว คุยกันสักสิบห้านาทีในหลวงพระองค์ปัจจุบันก็เสด็จถึง เจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีถามขึ้นว่า ทำไมในหลวงจึ่งไม่เสด็จ ซึ่งหมายถึง ในหลวงรัชกาลที่ ๘ พระพิจิตรฯ ตอบว่า ประชวร เจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีถามว่า ประชวรอะไร พระพิจิตรฯ ตอบว่า เกี่ยวกับพระนาภี ต่อมาอีกสักสองนาที นายเฉลียวขึ้นบ้าง ประโยคแรก ๆ จะว่ากระไรฟังไม่ได้ศัพท์ ฟังได้แต่ประโยคท้ายว่า "ไม่ได้กลับ" นายเฉลียวพูดขึ้นเบา ๆ แต่ไม่ใช่กระซิบ เวลาพูดเอียงตัวยื่นปากมาใกล้ ๆ ทางเจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีเข้าใจว่า หมายถึงในหลวงรัชกาลที่ ๘ ไม่ได้กลับไปเมืองนอก ที่เข้าใจเช่นนี้ก็โดยพูดกันถึงในหลวงประชวร จึ่งเข้าใจว่า ในหลวงคงประชวรหายไม่ทันกำหนดเสด็จกลับเมืองนอก

รุ่งขึ้นเป็นวันสวรรคต เจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีทราบเมื่อเวลาบ่ายสามโมงเศษว่า ปลงพระชนม์เองบ้าง ถูกลอบปลงพระชนม์บ้าง ทำให้นึกถึงคำของนายเฉลียวในวันนั้นที่ว่า "ไม่ได้กลับ" ซึ่งเดิมเข้าใจว่า ในหลวงคงหายประชวรไม่ทันจึ่งไม่ได้กลับ ไฉนมากลายเป็นสวรรคตเสียจึ่งไม่ได้กลับ เรื่องช่างมาตรงกันเข้า เมื่อเจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีคิดถึงคำพูดของนายเฉลียวแล้วก็คิดสงสัยวกเวียนไปมาและคิดว่า ถ้าในหลวงถูกลอบปลงพระชนม์จริงแล้ว นายเฉลียวคงเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วยจึ่งได้พูดขึ้นเช่นนั้น

วันหนึ่ง เจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีได้ไปพบกับพระยาชาติเดชอุดมในงานบำเพ็ญกุศลพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง ได้เล่าคำพูดของนายเฉลียวที่พูดในวันงานพระราชทานเพลิงศพพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ นั้นให้พระยาชาติเดชอุดมฟัง ซึ่งความข้อนี้ พระยาชาติเดชอุดมก็เบิกความรับรองว่าเป็นความจริง

เห็นว่า ตามที่เจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีเข้าใจความหมายในถ้อยคำของนายเฉลียวตามที่กล่าวมานั้นสมเหตุสมผล ไม่มีทางจะหมายความไปอย่างอื่น เมื่อระลึกว่า นายเฉลียวเคยพูดความข้อนี้แก่พันเอก ประพันธ์อย่างชัด ๆ ได้แล้ว ทำไมจะพูดแก่เจ้าหมื่นสรรเพชญภักดีเช่นนั้นไม่ได้

การที่นายเฉลียวพูดความข้อนี้น่าจะเป็นเพราะความกระหยิ่มอิ่มใจและมั่นใจในความสำเร็จ ไม่มีทางเป็นภัยประการใด

คำที่นายเฉลียวพูดนี้เป็นการยืนยันเหตุการณ์ภายหน้าอย่างแน่ชัด มิใช่เป็นการแสดงความคิดความเห็นโดยอาศัยเหตุใดเหตุหนึ่ง จึ่งมิอาจตีความเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากว่า เพราะนายเฉลียวรู้เหตุการณ์แห่งความจริงเรื่องที่พูดนั้นจึ่งพูดได้ถูกต้องตรงต่อความจริง

เมื่อประมวลเหตุทั้งหลายที่เกี่ยวแก่ตัวนายเฉลียว จำเลย มาวินิจฉัยประกอบกันก็จะเห็นได้ถนัดชัดว่า นายเฉลียวได้รู้อยู่แล้วว่า มีผู้คิดจะกระทำการปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล หมดโอกาสที่จะเสด็จไปต่างประเทศตามกำหนดนัดหมายนั้นได้ นายเฉลียวช่วยปกปิดไม่เอาความนั้นไปร้องเรียนขึ้น จนมีเหตุบังเกิดการประทุษร้ายแก่พระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงแก่การสวรรคต

อาศัยคำพยานหลักฐานและเหตุผลทั้งหลายในท้องสำนวนตามที่กล่าวมาแล้วแต่เบื้องต้น ศาลนี้เห็นว่า นายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยทั้งสาม ได้กระทำความผิดจริงดั่งโจทก์ฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

จึ่งพร้อมกันพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า นายเฉลียว ปทุมรส จำเลย มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๗ ตอน ๒ ให้ลงโทษประหารชีวิต นอกจากที่แก้นี้ คงให้ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฎีกาของจำเลย

 

 

เลขวณิชธรรมวิทักษ์[35]

 

ธรรมบัณฑิต[36]

 

ดุลยพากษ์สุวมัณฑ์[37]

 

ศิลปสิทธิวินิจฉัย[38]

 

นาถปริญญา[39]

 ที่มา : http://th.wikisource.org/wiki

โดย แพทพิรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net