วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระพุทธเจ้าสอนวิธีแก้ปัญหาทางสังคมและการเมืองเมื่อกว่า 2556 ปีมาแล้ว


 

พระพุทธเจ้าสอนวิธีแก้ปัญหาทางสังคมและการเมืองเมื่อกว่า 2556 ปีมาแล้ว

แพรห่อฝัน เขียน

-----------

                

-วิสาขบูชา-
..ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน วันวิสาขะ
แก่นธรรมะ อริยะคือสัจสี่
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคคือทางนี้
คือทางหนี หนีจากเกิด แก่เจ็บตาย เวียนว่ายวน วัฎฎะสงสารในโลกกา..
-แพรห่อฝัน-

 

                        สาเหตุหนึ่งที่มนุษย์มักประสบกับปัญหาความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาในชีวิตและสังคม สิ่งสำคัญนั้นคือ การแก้ปัญหาไม่ถูกจุดนั้นเอง การแก้ปัญหาผิดที่ผิดทางผิดเรื่องหรือผิดคน เปรียบเหมือนกับคนไข้ที่กินยาไม่ถูกขนาน  คนคันที่แขนแต่เกาไม่ถูกที่กลับไปที่คอ เปรียบเทียบให้เห็นภาพอีกอย่างคือ มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาใบหนารกปกคลุมให้ร่มเงาแก่เจ้าของให้ได้อาศัยหลบไอแดด  แต่วันหนึ่งอยู่ๆต้นไม้ต้นนั้นเหมือนจะเบื่อต่อชีวิตที่เป็นแต่ที่พึ่งของคนอื่น  ทีแรกมันก็แสดงใบที่มีรูแหว่งเหมือนถูกแมลงกัดแทะให้เจ้าของเห็น แต่เจ้าของก็ไม่ได้เอ๊ะใจอะไร  นานๆไปต้นไม้ต้นนั้นชักเหนื่อยหน่ายมันก็แกล้งทำใบให้ร่วงหล่นใส่หัวเจ้ามันเพื่อให้เจ้าของมันรู้ว่าฉันกำลังจะตายแล้วนะ ยังจะมัวนอนนิ่งเฉยอยู่อีก  เหมือนหูได้ยินเสียงต้นไม้พูด เจ้าเห็นความผิดปกติของต้นไม้ใหญ่ใบเหี่ยวมีรอยเหมือนแมลงกัดและร่วงหล่นเป็นจำนวนมาก ด้วยความรู้สึกสงสารและใจหาย ที่อยู่ๆต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวในตำบลนี้ ที่อายุเก่าแก่มามากกว่าร้อยปีต้องมาล้มป่วยโรยราลง  เขาจึงหันหน้าไปปรึกษากับภรรยา ภรรยาเขาหันหน้ามาและแนะให้เขาไปแจ้งกำหนัน กำนันทำเป็นใจดียิ่งในช่วงใกล้หมดวาระ  เขานำเรื่องของแกเข้าไปปรึกษากับเกษตรอำเภอในคืนฉลองเลื่อนตำแหน่งคืนหนึ่ง ในคืนนั้นทั้งสองปรึกษากันภายใต้ความเริงร่าในสุราและนารีในห้องอันคับแคบแต่รื่นเริงไปด้วยแสงสีและเสียงเพลง เกษตรอำเภอพูดลิ้นเกือบจะพันกัน แต่พอจับใจความได้ว่า ให้เขาเอายาฆ่าแมลงไปพ่นสิพี่กำนัน ไม่ต้องไปดูให้เมื่อยตุ้มหรากก เชื่อมือผอม  เขาเชื่อและทำตามเกษตรหนุ่มไฟแรง 

             ดูเหมือนว่าต้นไม้ของเขาจะไม่โรยราใบหลังจากได้รับการพ่นยา แต่หลังจากนั้นเพียงสามวัน  เขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวร้ายต้นไม้ไม่เหลือใบแล้วตา เสียงภรรยาเขาบอกมาแต่ไกล  เขาทำใจไม่ให้เศร้าโศกได้ แต่เขาก็ไม่อาจทำใจไปหยุดน้ำตาไม่ให้ไหลได้  ต้นไม้ใหญ่ตายเสียแล้ว ตำบลนี้สิ้นแล้วร่มเงาอันเก่าแก่  ต่อไปนี้เขาต้องพึ่งตัวเองเสียแล้ว  หลังหายโศกเศร้าเขาจัดการโค้นต้นไม้ลงในวันหนึ่งเพื่อทำพิธีเผาซากของมันอย่างสำนึกในบุญคุณ ให้สมกับที่มันให้ความร่มเย็นแก่เขามาช้านานตั้งแต่เกิด  ในขณะที่เขาตัดงัดถอนรากซากศพไม้อยู่นั้นเอง เขาจึงรู้ความจริงว่า สาเหตุต้นไม้ตายไม่ใช่เพราะแมลงหรือเพลี้ยที่ไหนกัดแทะแพร่เชื้อโรคเลย  แต่เป็นเพราะภายใต้รากเหง้าของมันดูดซับเอาสารเคมีที่ไหลมากับน้ำนี้เองที่ทำให้มันตาย  กว่าเขาจะรู้มันก็สายไปเสียแล้ว เขาไม่โทษนายเกษตร เขาไม่โทษ

ใคร เขาโทษตัวเองที่โง่และคนที่เห็นแก่ตัวเอาขยะสารพิษมาทิ้งในบริเวณเท่านั้น 

นั้นคือตัวอย่างของปัญหาขนานเล็กเรื่องหนึ่งที่แต่งขึ้นมาให้เห็นภาพ แต่ในปัจจุบันยังมีปัญหายังมีเรื่องจริงไม่อิงนิยายที่มีขนาดใหญ่มากมายที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่นปัญหาทางสังคม อาชญากรรม ยาเสพติด ขอทาน โสเภณี ผู้มีอิทธิพลฯลฯ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาการแบ่งแยกทางความคิดในภาคใต้ ปัญหาเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยในตอนนี้ แต่การแก้ปัญหามาแล้วหลายครั้งหลายครา ปัญหานั้นก็ยังคงอยู่ไม่หมดสิ้นไป จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้มาแล้วกว่า 2556 ปี โดยแยกเป็น 4 ข้อหรือเรียกว่า อริยสัจ 4 แต่ขอนำมาตีความให้เข้ากับยุคสมัยตามที่ปัญญาจะมองเห็น   ส่วนหลัก อริยสัจ 4 ที่เป็นแก่นแท้จากพระโอษของพระพุทธองค์นั้นจะขอยกมาแนบไว้ในส่วนท้ายเพื่อให้เห็นเป็นหลักจริงๆและเป็นคำสอนที่ไม่ได้บิดเบือนจากที่ใดๆ ส่วนที่เหลือนี้ ข้าพเจ้าขอให้เป็นแค่งานเขียนธรรมดาๆของปุถุชนธรรมดาๆเท่านั้น

สายทางแก้ปัญหาที่พระองค์ทรงค้นพบและสอนชาวโลกไว้ 4 ข้อนั้น คือ

1.ตัวของปัญหา ทรงสอนว่าเราต้องรับรู้และเข้าใจก่อนว่า  อะไรคือตัวจริงของปัญหาจริงๆไม่ใช่ตัวปลอมหรือตัวหลอก เพราะหากมนุษย์ไม่รู้ถึงต้นตอของตัวปัญหามนุษย์ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ตรงจุด การแก้ไขปัญหาของมนุษย์อาจจะไปแก้ที่กลางหรือปลายเหตุของปัญหาซึ่งจะทำให้ตัวปัญหายังคงอยู่ลอยนวลไม่ได้ถูกการแก้ไข และมนุษย์ต้องยอมรับในความจริงข้อนี้ด้วยว่า ตัวของปัญหานั้นมีอยู่จริงและเกิดขึ้นได้ในทุกสังคมที่มนุษย์อาศัยอยู่โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในข้อนี้พระพุทธองค์ทรง เรียกว่า “ทุกข์”

2.สาเหตุของปัญหา มนุษย์จะไม่สามารถเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาจริงๆได้อย่างลึกซึ้งเลย ถ้ามนุษย์ยังถูกความโลภอยากได้ของคนอื่นไม่รู้จักพอ ความโกธรอิจฉาริษยาคนอื่น และความโง่เขลาความหลงงมงายความไม่รู้ครอบงำจิตใจไว้อยู่ ก่อนที่มนุษย์จะหาสาเหตุของปัญหาเจอมนุษย์ต้องก้าวข้าม 3 สิ่งนี้ให้ได้ก่อน ในข้อนี้พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า “สมุทัย”

3.การเข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริงของมนุษย์ จะนำพามนุษย์ไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและถูกต้อง ตัวปัญหาจะถูกสะสางคลายปมไปในที่สุด ในข้อนี้พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า “นิโรธ”

4.หนทางไปสู่การแก้ปัญหา หรือวิธีการวิธีปฎิบัติของมนุษย์รวมทั้งเครื่องมือในการนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เข้าใจนั้น ในข้อนี้พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า “มรรค” มรรค หรือทางไปสู้การแก้ปัญหานั้นมีปลีกย่อยอยู่ 8 ข้อ แต่จะไม่กล่าวรายละเอียดเพราะถ้ามนุษย์ทำได้ทั้ง3 ที่กล่าวมานั้นก็ถือว่ามนุษย์ประสบความสำเร็จได้เกินครึ่งหนึ่งแล้ว

                  สรุป อริยสัจ 4 ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้เมื่อกว่า 2556 ปีมาแล้ว แม้ว่าจะทรงชี้แนะให้มนุษย์หลุดพ้นจากบ่วงแห่งทุกข์  แต่ยังคงเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาส่วนบุคคลส่วนรวมได้กับทุกยุคทุกสมัยตราบเท่าที่มนุษย์จะพอมีปัญญาเห็นตาม

-----------------

หลัก อริยสัจ 4 ที่ทรงแสดงไว้เมื่อตอนตรัสรู้มีดังต่อไปนี้

นำมาจาก พุทธวนจ ที่เขียนโดย ภักดีพุทธวัจน์

อริยสัจสี่โดยสังเขป (ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ห้า)

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐ มีสี่อย่างเหล่านี้,
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ
คือทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์,
และความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. !ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ? คือ :-
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง.
ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? คือ :-
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่าความจริงอันประเสริฐคือทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. !ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ?
คือตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม,
ตัณหาในความมีความเป็น,
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่าความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. !ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ?
คือความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น
ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด.
ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่าความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย.
!
ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ?
คือหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนั่นเอง,
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
ความเห็นชอบ,
ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ,
การงานชอบ,
การเลี้ยงชีพชอบ,
ความเพียรชอบ,
ความระลึกชอบ,
ความตั้งใจมั่นชอบ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่าความจริงอันประเสริฐ
คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล คือความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอ
พึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
นี้เป็นทุกข์,
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,”ดังนี้เถิด.

มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๓๔-๕/๑๖๗๘-๑๖๘๓

--------------

เขียนโพสโดย ภักดีพุทธวัจน์

http://buddhaoat.blogspot.com/2012/03/blog-post_06.html

-----------

โดย ดินสอดำบ่าวภูสวาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net