วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คติธรรมและพระธรรมเทศนาของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล


 

บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนาของ (หลวงปู่ดูลย์  อตุโล) วัดบูรพาราม  อ.เมือง
นุ้ย

บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนาของ (หลวงปู่ดูลย์  อตุโล) วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ.สุรินทร์

รวบรวมบันทึกไว้โดย  พระโพธินันทมุนี

จะขอนำบทความธรรมะบันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา ของหลวงปู่ดูลย์  อตุโล   ที่ได้รวบรวมบันทึกไว้โดย  พระโพธินันทมุนี   โดยจะคัดบทความธรรมะที่น่าสนใจมาลงต่อเนื่องกันไปในกระทู้นี้   ก่อนอื่นเรามารับทราบประวัติของหลวงปู่ดูลย์  อตุโล ท่านสักหน่อยดีกว่า

 

 สังเขปประวัติหลวงปู่ดูลย์  อตุโล

หลวงปู่ดูลย์  อตุโล  นับเป็นศิษย์อาวุโสรุ่นแรกสุดของหลวงปู่มั่น ภูริทฺตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายอรัญญวาสีในยุคปัจจุบัน

 

พระเถระที่เป็นสหธรรมิก และมีอายุรุ่นเดียวกันกับหลวงปู่ดูลย์ ได้แก่ หลวงปู่สิงห์  ขนฺตยาคโม  วัดป่าสาลวัน  นครราชสีมา  และหลวงปู่ขาว  อนาลโย  วัดถ้ำกลองเพล  จ.อุดรธานี

 

ด้วยความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของหลวงปู่ดูลย์  ท่านจึงมีศิษย์สำคัญๆหลายองค์ ศิษย์รุ่นแรกๆก็มี หลวงปู่ฝั้น  อาจาโร  วัดป่าอุดมสมพร  จ.สกลนคร , หลวงปู่อ่อน  ญาณสิริ  วัดป่านิโครธาราม

 จ.อุดรธานี , หลวงปู่สาม  อกิญฺจโน  วัดป่าไตรวิเวก 

 จ.สุรินทร์  และพระเทพสุธาจารย์ ( หลวงปู่โชติ  คุณสมฺปนฺโน ) วัดวชิราลงกรณ์  อ.ปากช่อง  นครราชสีมา

 

สำหรับศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ดูลย์  ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ พระวิสุทธิธรรมรังสี (หลวงพ่อเปลี่ยน โอภาโส ) วัดป่าโยธาประสิทธิ์ จ.สุรินทร์  , พระชินวงศาจารย์  วัดกระดึงทอง  จ.บุรีรัมย์ , 

หลวงพ่อสุวัจน์  สุวโจ  วัดถ้ำศรีแก้ว  จ.สกลนคร  และพระโพธินันทมุนี  จ. สุรินทร์ เป็นต้น

( ที่ได้ กล่าวถึงศิษย์ อาวุโสของหลวงปู่ดูลย์ ที่มีชีวิตอยู่นี้  เจ้าของกระทู้ก็ไม่ทราบว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ครบทุกรูปหรือไม่ เพราะได้คัดมาจากหนังสือ ของหลวงปู่ฝากไว้ ปี ๒๕๔๑ )

 

หลวงปู่ดูลย์  อตุโล  เป็นพระอริยเจ้าที่มีคุณธรรมล้ำลึก  ท่านเน้นการปฏิบัติภาวนามากกว่าเทศนาสั่งสอน  สำหรับพระสงฆ์และญาติโยมที่เข้าไปกราบนมัสการและขอฟังธรรมะ  หลวงปู่มักจะให้ธรรมะสั้นๆ  แต่มีความล้ำลึกสูงชั้นเสมอ  ท่านจะเทศน์เรื่องจิตเพียงอย่างเดียว โดยจะย้ำให้เราพิจารณาจิตในจิตอยู่เสมอ

 

หลวงปู่ดูลย์  อตุโล เกิดปีชวด  วันที่๔ ตุลาคม ๒๔๓๑  ที่บ้านปราสาท  ต.เฉนียง  อ.เมือง  จ.สุรินทร์

ท่านเกิดในตระกูเกษมสินธุ์  เป็นบุตรคนหัวปี  ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด๔คน 

เมื่ออายุ๒๒ปี  หลวงปู่ได้อุปสมบท ที่วัดจุมพลสุทธาวาส  อ.เมือง  จ.สุรินทร์  โดยมีท่านพระครูวิมลศีลพรต(ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์  ในพรรษาที่๖  หลวงปู่ได้เดินทางด้วยเท้าไปจังหวัดอุบลราชธานี  พำนักอยู่ที่วัดสุทัศนาราม  เพื่อเรียนปริยัติธรรม  สอบได้นักธรรมชั้นตรี  แล้วเรียนบาลีไวยกรณ์ต่อ จนถึงแปลมูลกกัจจายน์ได้

 

หลวงปู่ได้รู้จักชอบพอกับหลวงปู่สิงห์  ขนฺตยาคโม  ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีในนามของแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม  ในสายหลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าในการเผยแผ่พระธรรมในสายพุทโธ   จนแพร่หลายมาตราบเท่าทุกวันนี้

 

ในปีที่สองที่หลวงปู่ไปพำนักอยู่ที่อุบลราชธานีนั้น  ได้ธุดงค์มาพำนักอยู่ที่วัดบูรพา  ในเมืองอุบลราชธานี  หลวงปู่ดูลย์และหลวงปู่สิงห์  สองสหายผู้ใคร่ธรรมได้ไปกราบนมัสการและฟังธรรมของพระอาจารย์ใหญ่  เกิดความอัศจรรย์ใจและศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง  จึงตัดสินใจเลิกละการเรียนด้านปริยัติธรรม  แล้วออกธุดงค์ตามหลวงปู่มั่นต่อไป  นับเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นในสมัยแรก  และได้ร่วมเดินธุดงค์ตามหลวงปู่มั่นไปในที่ต่างๆอยู่นานปี

 

หลวงปู่ดูลย์เที่ยวธุดงค์หาความวิเวกตามป่าเขานานถึง๑๙ปี  จึงได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการคณะสงฆ์ ให้หลวงปู่เดินทางไปประจำอยู่จังหวัดสุรินทร์   เพื่อจัดการศึกษาด้านปริยัติธรรม  และเผยแผ่ข้อปฏิบัติทางกัมมัฎฐานไปด้วยกัน  หลวงปู่จึงได้ไปพำนักอยู่ประจำที่ วัดบูรพาราม  อ.เมือง  จ.สุรินทร์

 มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๗  จวบจนบั้นปลายชีวิตของท่าน

 

นับตั้งแต่บัดนั้นมา  แสงแห่งรัศมีของพระธรรม  ทั้งทางปริยัติ ก็เริ่มฉายแสงรุ่งเรืองตลอดมา  โดยหลวงปู่รับภาระทั้งฝ่ายคันธุระ และวิปัสสนาธุระ  บริหารงานพระศาสนาอย่างเต็มกำลังสามารถ ในทางปฏิทาส่วนตัวของท่านนั้นไม่เคยละทิ้งกิจธุดงค์ บำเพ็ญเพียรทางใจอย่างสม่ำเสมอตลอดมา  พร้อมทั้งอบรมสมิภาวนาแก่ผู้สนใจปฏิบัติทั้งคฤหัสน์และบรรพชิต  ด้วยเหตุที่หลวงปู่ มีเมตตาธรรมสูง จึงช่วยสงเคราะห์บุคคลทั่วไปได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ

 

หลวงปู่มีสุขภาพอนามัยดีเป็นเยี่ยม  แข็งแรง ว่องไว  ผิวพรรณผ่องใส  มีเมตตาเป็นอารมณ์  สงบเสงี่ยมเยือกเย็น  ทำให้ผู้ใกล้ชิด และผู้ได้กราบไหว้ เกิดความเคารพเลื่อมใส ศรัทธาอย่างสนิทใจ 

หลวงปู่ดูลย์อตุโล  อตุโล  พระอริยเจ้าผู้ประเสริฐ  ได้ละเสียซึ่งสังขาร เมื่อวันที่30 ตุลาคม 2526 สิริรวมอายุได้ ๙๖ ปี  กับ๒๖ วัน  พระอรหันตธาตุของท่านได้เก็บรักษาไว้ให้ สาธุชนได้สักการะที่พิพิธภัณฑ์กัมมัฎฐาน  ในบริเวณวัดบูรพาราม  อ.เมือง  จ.สุรินทร์

 

ส่วนคำสอนของหลวงปู่  ซึ่งเป็นคำสอนสั้นๆ และเฉียบคมล้ำลึกนั้น  ท่านเจ้าคุณพระโพธินันทมุนี ได้รวบรวมและพิมพ์ไว้ในหนังสือ หลวงปู่ฝากไว้  นับเป็นหนังสือที่มีคุณค่าแก่นักปฏิบัติธรรมและผู้สนใจทั่วไป

หลวงปู่เน้นเรื่องการปฏิบัติภาวนา  ให้พิจารณาจิตในจิต จนรู้แจ้ง  ท่านเทศนาแต่เพียงสั้นๆ  แต่เฉียบคม 

ท่านสอนว่า หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต  จิตของเราทุกคนนั่นแหละคือหลักธรรมสูงสุด ที่อยู่ในจิตใจเรา 

นอกจากนั้นแล้วมันไม่มีหลักธรรมใดๆเลย..... ขอให้เลิกละการคิด และการอธิบาย เสียให้หมดสิ้น  จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์  ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในทุกคน

 

ผู้ตั้งกระทู้ นุ้ย :: วันที่ลงประกาศ 2005-08-01 16:55:18 IP :

blockquote{ border:1px solid #d3d3d3; padding: 5px; }

.paginate1 { font-family:Arial, Helvetica, sans-serif; padding: 2px; margin: 2px; } .paginate1 a { padding:2px 4px 2px 4px; margin:2px; border:1px solid #FFFF00; text-decoration:none; color: #FF3300; } .paginate1 a:hover, .paginate1 a:active { border: 1px solid #999999; color: #FF33CC; } .paginate1 span.current { margin: 2px; padding:2px 4px 2px 4px; border: 1px solid #FFFF00; font-weight: bold; background-color: #FFFF00; } .paginate1 span.disabled { padding:2px 4px 2px 4px; margin:2px; border:1px solid #FFFF00; background-color: #FFFF00; }      [1]
ความเห็นที่ 1 (179654)
 
นุ้ย

ปกตินิสัยประจำตัวของหลวงปู่ดูลย์

ทางกาย  มีร่างกายแข็งแรงกระฉับกระเฉงว่องไว  สม***ส่วนสะอาด  ปราศจากกลิ่นตัว อาพาธน้อย  ท่านจะสรงน้ำอุ่นเพียงวันละครั้งเท่านั้น

 

ทางวาจา  เสียงใหญ่แต่พูดเบา  พูดน้อย  พูดสั้น  พูดจริง  พูดตรง  ปราศจากมารยาทางคำพูด  คือไม่พูดเลียบเคียง  ไม่พูดโอ่  ไม่พูดปลอบโยน  ไม่พูดประชด  ไม่พูดนินทา   ไม่พูดขอร้อง  ขออภัย  ไม่พูดขอโทษ  ไม่พูดถึงความฝัน  ไม่พูดเล่านิทานชาดก หรือนิทานปรัมปรา  เป็นต้น

 

ทางใจ  มีสัจจะ  ตั้งใจทำสิ่งใดแล้วทำจนสำเร็จ  มีเมตตากรุณาเป็นประจำ  สงบเสงี่ยม เยือกเย็น อดทน  ไม่เคยมีอาการกระวนกระวายวู่วาม  ไม่แสดงอาการหงุดหงิดหรือรำคราญ   ไม่แสวงหาของหรือสั่งสม หรืออาลัยอาวรณ์กับของที่สูญหาย  ไม่ประมาท รุ่งเรืองด้วยสติสัมปชัญญะและเบิกบานอยู่เสมอ  เป็นอยู่โดยปราศจากทุกข์  ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์  ไม่ถูกภาวะอื่นครอบงำ

ท่านสอนอยู่เสมอว่า ให้ทำความเข้าใจกับสภาวธรรมอย่างชัดแจ้ง  ว่าเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงสลายไป

อย่าทุกข์โศกเพราะสภาวะนั้นเป็นเหตุ

 

 

ธรรมะปฏิสันถาร

เมื่อวันที่๑๘ ธันวาคม  พุทธศักราช ๒๕๒๒  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชนินาถ  เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์  เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึงสุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอิริยาบถของหลวงปู่  ตลอดถึงทรงสนทนาธรรมกับหลวงปู่  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงมีราชปุจฉาว่า  “หลวงปู่  การละกิเลสนั้น  ควรละกิเลสอะไรก่อน

กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต  ให้เพ่งมองดูที่จิต  อันไหนเกิดก่อน  ให้ละอันนั้นก่อน

 

ปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่

พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐาน เข้าถวายสักการะหลวงปู่ ในวันเข้าพรรษา ๒๔๙๙  หลังฟังโอวาทและข้อธรรมะอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ  แล้วหลวงปู่สรุปใจความ อริยสัจสี่ให้ฟังว่า

จิตที่ส่งออกนอก     เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก     เป็นทุกข์

จิตเห็นจิต         เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต     เป็นนิโรธ

จริงแต่ไม่จริง

ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน  ทำสมาธิภาวนา  เมื่อปรากฏผลออกมาในแบบต่างๆ  ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา  เช่นเห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง  ปรากฎในอวัยวะของร่างกายตนเองบ้าง

ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข  หรือแนะอุบายปฏิบัตติต่อไปอีก  มีจำนวนมากที่ถามว่าภาวนาแล้วก็เห็น  นรก  สวรรค์  วิมานเทวดา  หรือไม่ก็เป็นองค์พุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา 

สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ

หลวงปู่บอกว่า  “ที่เห็นนั้น  เขาเห็นจริง  แต่สิ่งที่ถูกเห็น  ไม่จริง

 

แนะวีธีละนิมิต

ถามหลวงปู่ต่อมาอีกว่า  นิมิตทั้งหลายแหล่  หลวงปู่บอกว่ายังเป็นของภายนอกทั้งหมด  จะเอามาทำอะไรยังไม่ได้   ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้นก็ยังอยู่แค่นั้น  ไม่ก้าวต่อไปอีก  จะเป็นด้วยเหตุที่กระผมอยู่ในนิมิตนี้มานานหรืออย่างไร  จึงหลีกไม่พ้น  นั่งภาวนาทีไร  พอจิตจะรวมสงบก็เข้าถึงภาวะนั้นทันที   หลวงปู่โปรดแนะวิธีละนิมิตด้วยว่า  ทำอย่างไรจึงจะได้ผล

หลวงปู่พูดว่า เออ  นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี   น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก   แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า   วีธีละได้ง่ายๆ ก็คือ   อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น  ให้ดูผู้เห็น  แล้วสิ่งที่เห็นก็จะหายไปเอง

 

เป็นของภายนอก

เมื่อวันที่ สิบ ธันวาคม  ๒๕๒๔  หลวงปู่อยู่ในงานประจำปี วัดธรรมมงคล   สุขุมวิท  กรุงเทพฯ  มีแม่ชีพราหมณ์ หลายคน จากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถามทำนองรายงานผล ของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า   เขานั่งวิปัสสนาจนจิตสงบแล้ว  เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจของเขา  บางคนว่าได้เห็นสวรรค์   วิมานของตนเองบ้าง   บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง  พร้อมทั้งภูมิใจว่า  เขาวาสนาดี  ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ

หลวงปู่อธิบายว่า สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น   ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น  จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก

 

หยุดเพื่อรู้

เมื่อเดือนมีนาคม  สองห้าศูนย์เจ็ด  มีพระสงฆ์หลายรูป  ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ  ได้เข้ากราบหลวงปู่เพื่อรับโอวาสและรับฟังการแนะแนวทางธรรมะที่จะพากันออกเผยแผ่ธรรมทูตครั้งแรก  หลวงปู่แนะวิธีอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์  ทั้งเพื่อสอนผู้อื่นและเพื่อปฏิบัติตนเอง  ให้เข้าถึงสัจธรรมนั้นด้วย  ลงท้ายหลวงปู่ได้กล่าวปรัชญาธรรมไว้ให้คิดด้วยว่า คิดเท่าไรๆ  ก็ไม่รู้   ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้    แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้

ผู้แสดงความคิดเห็น นุ้ย วันที่ตอบ 2005-08-01 16:57:30 IP :
ความเห็นที่ 2 (179658)
 
นุ้ย

ทุกข์เพราะอะไร

สุภาพสตรีวัยเลยกลางคนผู้หนึ่ง   เข้านมัสการหลวงปู่พรรณนาถึงฐานะของตนว่าอยู่ในฐานะที่ดี ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดเลย   มาเสียใจกับลูกชายที่สอนไม่ได้  ไม่อยู่ในระเบียบแบบแผนที่ดี  ตกอยู่ในภายใต้อบายมุขทุกอย่าง  ทำลายทรัพย์สมบัติและจิตใจพ่อแม่จนเหลือที่จะทนได้    ขอความกรุณาหลวงปู่ให้ช่วยแนะอุบายบรรเทาทุกข์  และแก้ไขให้ลูกชายพ้นจากอุบายมุขนั้นด้วย

หลวงปู่แนะนำสอนไปตามเรื่องราวนั้นๆ  ตลอดถึงแนะอุบายทำให้ใจสงบ  รู้จักปล่อยวางให้เป็น

เมื่อสุภาพสตรีนั้นกลับไปแล้ว  หลวงปู่ปรารภธรรมะให้ฟังว่า คนสมัยนี้  เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด

 

อุทานธรรม

หลวงปู่กล่าวธรรมกถาต่อมาอีกว่า  สมบัติพัสถานทั้งหลายมันมีประจำอยู่ในโลกนี้มาแล้วอย่างสมบูรณ์  ผู้ที่ขาดปัญญาและไร้ความสามารถ  ก็ไม่อาจแสวงหาเพื่อยึดครองสมบัติเหล่านั้นได้  ย่อมครองตนอยู่ด้วยความฝืดเคืองและลำบากขันธ์    ส่วนผู้ที่มีปัญญามีความสามารถ  ย่อมแสวงหาทรัพย์สมบัติของโลกไว้ได้อย่างมากมาย  อำนวยความสะดวกสบายแก่ตนได้ทุกกรณี     ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านพยายามดำเนินตนเพื่อออกจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  ไปสูภาวะแห่งความไม่มีอะไรเลย  เพราะว่า ในทางโลกมีสิ่งที่มี   ส่วนในทางธรรมมีสิ่งที่ไม่มี

 

อุทานธรรมต่อมา

เมื่อแยกพันธะแห่งความเกี่ยวเนื่องจิตกับสรรพสิ่งทั้งปวงได้แล้ว   จิตก็หมดพันธะกับเรื่องโลก  รูป   เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  จะดีหรือเลว   มันขึ้นอยู่กับจิตที่ออกไปปรุงแต่งทั้งหมด  และจิตที่ขาดปัญญาย่อมเข้าใจผิด   เมื่อเข้าใจผิด   ก็หลงอยู่ภายใต้อำนาจของเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย  ทั้งทางกายทางใจ   อันโทษทัณฑ์ทางกายอาจมีคนอื่นช่วยปลดปล่อยได้บ้าง  ส่วนโทษทางใจ  มีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดไว้นั้น   ต้องรู้จักปลดปล่อยตนด้วยตนเอง พระอริยเจ้าทั้งหลาย  ท่านพ้นแล้วจากโทษทั้งสองทาง   ความทุกข์จึงครอบงำไม่ได้

 

อุทานธรรมข้อต่อมา

เมื่อบุคคลปลงผม  หนวด เคราออกหมดแล้วและได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้ว  ก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์  แห่งความเป็นภิกษุได้   แต่ยังเป็นได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้น   ต่อเมื่อเขาปลงสิ่งที่รกรุงรังทางใจ  อันได้แก่อารมณ์ตกต่ำทางใจได้แล้ว  ก็ชื่อว่าเป็นภิกษุในภายในได้  

ศรีษะที่ปลงผมหมดแล้ว  สัตว์เลื้อยคลานเล็กน้อย เช่น เหา  ย่อมอาศัยอยู่ไม่ได้ฉันใด  จิตที่พ้นจากอารมณ์  ขาดจากการปรุงแต่งแล้ว  ทุกข์ก็อาศัยอยู่ไม่ได้ฉันนั้น  ผู้มีปกติเป็นอยู่อย่างนี้  ควรเรียกว่าเป็นภิกษุแท้

 

พุทโธเป็นอย่างไร

หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่กรุงเทพฯ   เมื่อ๓๑ มีนาคม  ๒๕๒๑  ในช่วงสนทนาธรรม ญาติโยมสงสัยว่า พุทโธ เป็นอย่างไร  หลวงปู่ได้เมตตาตอบว่า

เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก  ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด  ความรู้ที่เราเรียนกับตำรับตำรา หรือจากครูบาอาจารย์  อย่าเอามายุ่งเลย  ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด  แล้วก็ภาวนาไปให้มันรู้  รู้จากจิตของเรานั่นแหละ  เมื่อจิตของเราสงบเราจะรู้เอง  ต้องภาวนาให้มากๆเข้า  เวลามันจะเป็น  จะเป็นของมันเอง  ความรู้อะไรๆ  ให้มันออกจากจิตของเรา

ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด  ให้มันรู้จากจิตนั่นแหละมันดี  คือจิตมันสงบ  

ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว  อย่าส่งจิตออกนอก  ให้จิตอยู่ในจิต  และให้จิตภาวนาเอาเอง  ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ   พุทโธอยู่นั่นแหละ  แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในใจของเรา  เราจะได้รู้จักว่า  พุทโธนั้นเป็นอย่างไร  แล้วรู้เอง....เท่านั้นแหละ  ไม่มี อะไรมากมาย

 

มีแต่ไม่เอา

ปี๒๕๒๒  หลวงปู่ไปพักผ่อน  และเยี่ยมพระอาจารย์สมชายที่วัดเขาสุกิม  จังหวัดจันทบุรี  ขณะเดียวกันก็มีพระเถระอาวุโสรูปหนึ่งจากกรุงเทพฯ คือพระธรรมวราลังการ  วัดบุปผาราม เจ้าคณะภาคทางภาคใต้ไปอยู่ฝึกกัมมัฎฐานเมื่อวัยชราแล้ว  เพราะมีอายุอ่อนกว่าหลวงปู่เพียงปีเดียว

เมื่อทราบว่าหลวงปู่เป็นฝ่ายกัมมัฎฐานอยู่แล้ว  ท่านจึงสนใจและศึกษาถามถึงผลของการปฏิบัติ 

ทำนองสนทนาธรรมกันเป็นเวลานาน  และกล่าวถึงภาระของท่านว่า  มัวแต่ศึกษาและบริหารงานการคณะสงฆ์มาตลอดวัยชรา  แล้วก็สนทนาข้อกัมมัฎฐานกับหลวงปู่เป็นเวลานาน  ลงท้ายถามหลวงปู่สั้นๆว่าท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?  หลวงปู่ตอบเร็ว มี  แต่ไม่เอา

ผู้แสดงความคิดเห็น นุ้ย วันที่ตอบ 2005-08-01 16:59:50 IP :
ความเห็นที่ 3 (179665)
 
นุ้ย
ยังมีต่อค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น นุ้ย วันที่ตอบ 2005-08-01 17:03:28 IP :
ความเห็นที่ 4 (179692)
 
พุทธญาณ

หลวงปู่คูลย์ อตุโล เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณมีไม่กี่องค์นักในเมืองไทย เช่นหลวงปู่บุดดา ถาวโร หลวงพ่อเกษม เขมโก หลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม เป็นต้น แต่มีพระอรหันต์ประเภทเดียวกันนี้ แต่บารมีเดิมบำเพ็ญมาทางพุทธภูมิ(บารมีมากกว่าอรหันต์ธรรมดา)คือ พระโพธิสัตว์ต่อมาท่านเบื่อหน่ายการเกิด ก็ได้ลาพุทธภูมิไป ก็ยิ่งหายากมาก เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงพ่อฤาษีฯวีระ ถาวโร ขออนุโมทนากับการเผยแพร่ธรรมะของน้องนุ้ยด้วยนะจ๊ะ....

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธญาณ วันที่ตอบ 2005-08-01 17:22:51 IP :
ความเห็นที่ 5 (182061)
 
นุ้ย

รู้ให้พร้อม

ระหว่างที่หลวงปู่อยู่รักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้น  มีผู้ไปกราบนมัสการและฟังธรรมเป็นจำนวนมาก คุณบำรุงศักดิ์  กองสุข เป็นผู้หนึ่งที่สนใจในการปฏิบัติสมาธิภาวนา  นัยว่าเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อสนอง   กตปุญโญ แห่งวัดสังฆทาน  จังหวัดนนทบุรี  ซึ่งเป็นวัดปฏิบัติที่เคร่งครัดฝ่ายธุดงค์กัมมัฎฐานในยุคปัจจุบัน  ได้ปรารภการปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่  ถึงเรื่องการละกิเลสว่า

หลวงปู่ครับทำอย่างไรจึงจะตัดขาดความโกรธให้ขาดได้

หลวงปู่ตอบว่า  ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก  มีแต่รู้ทัน  เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง

 

ง่ายแต่ทำได้ยาก

คณะของคุณดวงพร ธารีฉัตร  จากสถานีวิทยุทหารอากาศ 01 บางซื่อ  นำโดยคุณอาคม  ทันนิเทศ  เดินทางไปถวายผ้าป่า  และกราบนมัสการครูบาอาจารย์ตามสำนักต่างๆ ทางภาคอีสาน  ได้แวะกราบนมัสการหลวงปู่   หลังจากถวายผ้าป่า  ถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่หลวงปู่  และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกจากท่านแล้ว  ต่างคนต่างก็ออกไปตลาดบ้าง   พักผ่อนตามอัธยาศัยบ้าง

มีอยู่กลุ่มหนึ่งประมาณ  สี่ห้าคน เข้าไปกราบขอให้หลวงปู่ แนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆ  เพื่อแก้ไขความทุกข์ความกลุ้มใจ  ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ  ว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงได้ผลเร็วที่สุด

หลวงปูบอกว่า อย่าส่งจิตออกนอก

 

นักปฏิบัติลังเลใจ

ปัจจุบันนี้ศาสนิกชนผู้สนใจในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนา  มีความงวยงงสงสัยอย่างยิ่งในแนวทางการปฏิบัติ  โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นสนใจ  เนื่องจากคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาแนะแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน

ยิ่งกว่านั้นแทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจ  โดยความเป็นธรรมก็กลับทำเหมือนไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่น  สำนักอื่น ว่าเป็นการถูกต้อง  หรือถึงขั้นดูหมิ่นสำนักอื่นไปแล้วก็เคยมีไม่น้อย

ดังนั้นเมื่อมีผู้สงสัยทำนองนี้มากและเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ   จึงได้ยินหลวงปู่อธิบายให้ฟังอยู่เสมอว่า การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น  จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้  เพราะผลมันอันเดียวกันอยู่แล้ว  ที่ท่านสอนการปฏิบัติไว้หลายแนวนั้น  เพราะจริตของคนไม่เหมือนกัน  จึงต้องมีวัตถุ สี  แสง  และคำสำหรับบริกรรม เช่น พุทโธ,  สัมมาอรหัง  เป็นต้น  เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่งให้จิตรวมอยู่ก่อน  เมื่อจิตรวมสงบแล้ว  คำบริกรรมนั้นก็หลุดหายไปเอง  แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน  รสเดียวกัน  คือมีวิมุติเป็นแก่น  มีปัญญาเป็นยิ่ง

 

ตื่นอาจารย์

นักปฏิบัติธรรมสมัยนี้มีสองประเภท  ประเภทหนึ่งเมื่อได้รับข้อปฏิบัติหรือข้อแนะนำจากอาจารย์  พอเข้าใจแนวทางแล้ว  ก็ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติไปจนสุดความสามารถ  อีกประเภทหนึ่งทั้งที่มีอาจารย์แนะนำดีแล้ว  ได้ข้อปฏิบัติที่ถูกต้องดีแล้ว  แต่ก็ไม่ตั้งใจทำอย่างจริงจัง  มีความเพียรต่ำ  ขณะเดียวกันก็ชอบเที่ยวแสวงหาอาจารย์  ไปในสำนักต่างๆ   ได้ยินว่าสำนักไหนดีก็ไปทุกแห่ง  ซึ่งลักษณะนี้มีอยู่มากมาย 

หลวงปู่เคยแนะนำลูกศิษย์ว่า การไปหลายสำนักหลายอาจารย์    การปฏิบัติจะไม่ได้ผล  เพราะการเดินหลายสำนักนี้  คล้ายกับการเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ไปเรื่อย  เราก็ไม่ได้หลักธรรมที่แน่นอน  บางที่ก็เกิดความลังเล งวยงง  จิตก็ไม่มั่นคงการปฏิบัติก็เสื่อม  ไม่เจริญคืบหน้าต่อไป

 

ทำจิตให้สงบได้ยาก

การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น   จะให้ได้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกัน เป็นไปไม่ได้   บางคนได้ผลเร็ว  บางคนก็ช้าหรือยังไม่ได้ผลลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี  แต่ก็ไม่ควรท้อถอย  ก็ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบความเพียรทางใจ  ย่อมเป็นบุญเป็นกุศลขั้นสูงต่อการบริจาค ทาน  รักษาศีล  เคยมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ว่า  อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว  แต่จิตไม่เคยสงบเลย  แส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย  มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้

หลวงปู่เคยแนะนำวิธีอีกอย่างหนึ่งว่า ถึงจิตไม่สงบ ก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล  ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้  ดูให้เห็น  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  อสุภสัญญา  หาสาระแก่นสารไม่ได้  เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว  จิตก็เกิดความสลดสังเวช  เกิดนิพพิทา  ความหน่ายคลายกำหนัด  ย่อมตัดอุปาทานขันธ์

ได้เช่นเดียวกัน

 ยังมีต่ออีกค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นุ้ย วันที่ตอบ 2005-08-03 17:03:18 IP :
ความเห็นที่ 6 (185100)
 
นุ้ย

หลักธรรมแท้

มีอยู่อย่างหนึ่งทีผู้ปฏิบัติชอบพูดถึง คือ ชอบโจษขานกันว่านั่งภาวนาแล้วเห็นอะไรบ้าง  ปรากฎอะไรมาบ้าง  หรือไม่ก็ว่าตนนั่งภาวนามานานแล้ว ไม่เคยเห็นปรากฏอะไรออกมาบ้างเลย  หรือไม่บางคนก็ว่า  ตนได้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่เสมอ   ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า   ภาวนาแล้วตนจะเห็นสิ่งที่ต้องการเป็นต้น

หลวงปู่เคยเตือนว่า   การปารถนาเช่นนั้นผิดทั้งหมด   เพราะการภาวนานั้นเพื่อให้เข้าถึงหลักธรรมที่แท้จริง  หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือ จิต  ให้กำหนดดูจิต  ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง   เมื่อเข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้งแล้ว  นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม

 

ปรารภธรรมะให้ฟัง

คำสอนทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น  เป็นเพียงอุบายให้คนทั้งหลาย  หันมาดูจิตนั่นเอง  คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมายก็เพราะกิเลสมีมากมาย  แต่ทางที่ดับทุกข์ได้ มีทางเดียวคือพระนิพพาน  การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกทางเช่นนี้มีน้อยนัก   หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไป เราจะหมดโอกาสพ้นทุกข์ได้ทันในชาตินี้  แล้วจะหลงอยู่ในความเห็นผิดอีกนานแสนนาน เพื่อจะพบพระธรรมอันเดียวกันนี้  เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว รีบปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย  มิฉะนั้นจะเสียโอกาสอันดีนี้ไป  เพราะว่าเมื่อสัจธรรมถูกลืม  ความมืดมนย่อมครอบงำปวงสัตว์ ให้อยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน

 

ปรารภธรรมะให้ฟัง

มิใช่ครั้งเดียวเท่านั้นที่หลวงปู่เปรียบเทียบธรรมะให้ฟัง  มีอยู่อีกครั้งหนึ่งหลวงปู่ว่า  ปัญญาภายนอกคือ ปัญญาสมมติ  ไม่ทำให้จิตแจ้งในพระนิพพานได้   ต้องอาศัยปัญญาอริยมรรคจึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้  ความรู้นักวิทยาศาสตร์ เช่นไอน์สไตน์มีความรู้มาก  มีความสามารถมาก  แยกปรมาณูที่เล็กที่สุด จนเข้าถึงมิติที่๔แล้ว  แต่ไอน์สไตน์ไม่รู้จักพระนิพพาน  จึงเข้าพระนิพพานไม่ได้  จิตที่แจ้งในอริยมรรคเท่านั้น  จึงเป็นไปเพื่อการตรัสรู้จริง  ตรัสรู้ยิ่ง  เป็นไปเพื่อความดับทุกข์  เป็นไปเพื่อนิพพาน

 

ละเอียด

หลวงพ่อเบธ   วัดป่าโคกหม่อน  ได้เข้าสนทนาธรรมถึงการปฏิบัติทางสมาธิภาวนา  เล่าถึงผลการปฏิบัติขั้นต่อๆไปว่าได้บำเพ็ญสมาธิภาวนามานาน   ให้จิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิได้เป็นเวลานานๆก็ได้  ครั้นถอยจากสมาธิออกมา  บางทีก็เกิดความสุข เอิบอิ่มอยู่เป็นเวลานาน  บางทีก็เกิดความสว่างไสว  เข้าใจสรรพางค์กายได้อย่างครบถ้วน    หรือจะมีอะไรต้องปฏิบัติต่อไปอีก

หลวงปู่ว่า อาศัย พลังอัปปนาสมาธินั่นแหละ   มาตรวจสอบจิต  แล้วปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมด  อย่าให้เหลืออยู่

 

ว่าง

ในสมัยต่อมาหลวงพ่อเบธ  พร้อมด้วยพระสหธรรมิกอีกสองรูป   และมีคฤหัสถ์หลายคนด้วย  เข้านมัสการหลวงปู่     หลังจากหลวงปู่ได้แนะนำข้อปฏิบัติแก่ผู้ที่เข้ามาใหม่แล้ว  หลวงพ่อเบธถามถึงข้อปฏิบัติที่หลวงปู่แนะเมื่อคราวที่แล้ว  ว่าการปล่อยวางอารมณ์นั้น  ทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว  หรือชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น  ไม่อาจให้อยู่ได้เป็นเวลานาน

หลวงปู่ว่า แม้ที่ว่าปล่อยวางอารมณ์ได้ชั่วขณะหนึ่งนั้น  ถ้าสังเกตจิตไม่ดี  หรือสติไม่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว  ก็อาจเป็นได้ว่า  ละจากอารมณ์หยาบไปอยู่กับอารมณ์ละเอียดก็ได้  จึงต้องหยุดความคิดทั้งปวงเสีย   แล้วปล่อยจิตให้ตั้งอยู่บนความไม่มีอะไรเลย

 

ไม่ค่อยแจ่ม

กระผมได้อ่านประวัติการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เมื่อสมัยเดินธุดงค์ว่า   หลวงปู่เข้าใจเรื่องจิตได้ดีว่า  จิตปรุงกิเลส หรือว่ากิเลสปรุงจิต  ข้อนี้หมายความอย่างไร

หลวงปู่อธิบายว่า  จิตปรุงกิเลส  คือการที่จิตบังคับให้กาย  วาจา  ใจ   กระทำสิ่งภายนอก  ให้มี  ให้เป็น  ให้ดี  ให้เลว  ให้เกิดวิบากได้  แล้วยึดติดอยู่ว่า  นั่นเป็นตัว  นั่นเป็นตน ของเรา  ของเขา  ส่วนกิเลสปรุงจิต คือการที่สิ่งภายนอกเข้ามาทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน  แล้วยึดว่ามีตัวตนอยู่  สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่ร่ำไป

 

รู้จากการเรียนกับรู้จากการปฏิบัติ

ศีล  สมาธิ  ปัญญา  วิมุติ   ที่กระผมจำจากตำราและฟังครูสอนนั้น  จะตรงกับเนื้อหาตามที่หลวงปู่เข้าใจหรือ    หลวงปู่อธิบายว่าศีลคือ ปกติจิตที่อยู่อย่างปราศจากโทษ   เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันการกระทำชั่วทุกอย่าง  สมาธิผลสืบเนื่องมาจากการรักษาศีล คือ จิตที่มีความมั่นคง  มีความสงบเป็นพลังที่จะส่งต่อไปอีก  ปัญญาผู้รู้คือจิตที่ว่าง  เบาสบาย  รู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริงอย่างไร  วิมุติ คือจิตที่เข้าถึง  ความว่าง  จากความว่าง คือละความสบาย  เหลือแต่ความไม่มี  ไม่เป็น  ไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย

 

อุบายคลายความยึด

เมื่อกระผมทำความสงบให้เกิดขึ้นแล้ว  ก็พยายามรักษาจิตให้ดำรงอยู่ในความสงบนั้นด้วยดี  แต่ครั้นกระทบกระทั่งกับอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง  จิตก็มักจะสูญเสียสถานะที่พยายามธำรงไว้นั้นร่ำไป    หลวงปู่บอกว่า ถ้าเช่นนั้น  แสดงว่าสมาธิของตนเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ  ถ้าเป็นอารมณ์แรงกล้าพิเศษ  โดยเฉพาะอารมณ์ที่เป็นจุดอ่อนของเราแล้ว  ต้องแก้ด้วยวิปัสสนาวิธี   จงเริ่มต้นด้วยการพิจารณาสภาวธรรมที่หยาบที่สุด  คือ กายแยกให้ละเอียด  พิจารณาให้แจ่มแจ้ง  ขยับถึงพิจารณานามธรรม อะไรก็ได้ทีละคู่  ที่เราเคยแยกพิจารณามา  ก็มีความดำความขาว  ความมืดความสว่าง เป็นต้น

 

เรื่องกิน

กระผมได้ปฏิบัติทางจิตมานาน  ก็พอมีความสงบอยู่บ้าง  แต่มีปัญหาทางอาหารเมื่อบริโภคเนื้อสัตว์ คือเพียงแต่เห็นก็นึกเวทนาไปถึงเจ้าของเนื้อนั้นว่าเขาต้องสูญเสียชีวิตเพื่อเราผู้บริโภคแท้ๆ  คล้ายกับว่าเราผู้ปฏิบัติจะขาดเมตตาไปมาก  เมื่อเกิดความกังวลเช่นนี้  ก็ทำความสงบใจได้ยาก

หลวงปู่ว่า ภิกษุจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องพิจารณาเสียก่อน  เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า การกินเนื้อสัตว์  คล้ายเป็นการเบียดเบียน และขาดเมตตาต่อสัตว์  ก็ให้งดเว้นการฉันเนื้อเสีย  พากันฉันอาหารเจต่อไป

 

เรื่องกินมีอีก

สมัยต่อมาประมาณสี่เดือน  ภิกษุกลุ่มนั้นมากราบเรียนหลวงปู่อีก  หลังจากออกพรรษาแล้ว  บอกว่าพวกกระผมฉันเจมาตลอดพรรษาด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง  เพราะญาติโยมแถวบ้านโคกกลาง  อำเภอปราสาทนั้น  ไม่มีใครรู้เรื่องอาหารเจเลย  ลำบากด้วยการแสวงหา  และลำบากแก่ญาติโยมผู้อุปัฏฐาก  บางรูปถึงสุขภาพไม่ดี  บางรูปเกือบไม่พ้นพรรษา  การทำความเพียรก็ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

หลวงปู่ว่า ภิกษุเมื่อจะบริโภคปัจจัยสี่  ต้องพิจารณาเสียก่อน  ครั้นเมื่อพิจารณาแล้ว  เห็นว่าอาหารที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้านี้  แม้จะมีผักบ้าง  เนื้อบ้าง  ปลาบ้าง   ข้าวสุกบ้าง  แต่ก็เป็นของบริสุทธิ์ โดยส่วนสาม  คือไม่ได้เห็น  ไม่ได้ยิน  และเขาไม่ได้ฆ่าเพื่อเจาะจงเรา  และเราก็แสวงหามาโดยชอบธรรมแล้ว  ญาติโยมเขาถวายด้วยศรัทธาเลื่อมใสแล้ว  ก็พึงบริโภคอาหารนั้นไป  ครูบาอาจารย์ของเราท่านก็ปฏิบัติอย่างนี้มาแล้วเหมือนกัน

 

เรื่องกินยังไม่จบ

เมื่อวันแรม๒ค่ำ  เดือน๓  พ.ศ.๒๕๒๒  หลวงปู่พักอยู่ที่วัดป่าประโคนชัย  เวลา๒ทุ่มผ่านไปแล้ว  มีภิกษุกลุ่มหนึ่ง  ซึ่งชอบเดินธุดงค์ไปตามที่ชุมนุมต่างๆ  ได้แวะเข้าไปพักที่วัดป่านั้นด้วย     หลังจากแสดงความคารวะตามสมณวิสัยแล้ว  ก็กล่าวถึงจุดเด่นที่เขายึดถือเป็นหลักปฏิบัติว่า   ผู้บริโภคเนื้อสัตว์ คือผู้สนับสนุนให้คนฆ่าสัตว์  ผู้บริโภคผักมีจิตเมตตาสูง  สามารถพิสูจน์ได้ว่า เมื่อหันไปบริโภคผักแล้ว  จิตใจก็สงบเย็นดีขึ้น

หลวงปู่ว่า “ ดีทีเดียวแหละ  ท่านผู้ใดสามารถฉันมังสวิรัติได้ ก็เป็นการดีมาก  ขออนุโมทนาสาธุด้วย  ส่วนท่านที่ยังฉันมังสะอยู่  หากมังสะเหล่านั้นเป็นของบริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็น  ไม่ได้ยิน  ไม่สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อเจาะจงให้เรา  และได้มาด้วยความบริสุทธ์แล้ว  ก็ไม่ผิดธรรมผิด

ผู้แสดงความคิดเห็น นุ้ย วันที่ตอบ 2005-08-06 12:41:10 IP :
ความเห็นที่ 7 (185105)
 
นุ้ย

และได้มาด้วยความบริสุทธ์แล้ว  ก็ไม่ผิดธรรมผิดวินัยไม่เกี่ยวกับอาหารใหม่  อาหารเก่า  ที่อยู่ในท้องเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น นุ้ย วันที่ตอบ 2005-08-06 12:48:44 IP :
ความเห็นที่ 8 (188772)
 
นุ้ย

หยุดต้องหยุดให้เป็น

นักปฏิบัติกราบเรียนหลวงปู่ว่า  กระผมพยายามหยุดคิดหยุดนึกให้ได้ตามที่หลวงปู่เคยสอน  แต่ไม่เป็นผลสำเร็จสักทีซ้ำยังเกิดความอึดอัดแน่นในใจ  สมองมึนงง  แต่กระผมก็ยังศรัทธาว่าที่หลวงปู่สอนไว้  ย่อมไม่ผิดพลาดแน่  ขอทราบอุบายวิธีต่อไปด้วย

ก็แสดงถึงวิธีผิดพลาดอยู่แล้ว  เพราะบอกให้หยุดคิด หยุดนึก  ก็กลับไปคิดที่จะหยุดคิดเสียอีกเล่า  แล้วอาการหยุดจะอุบัติขึ้นได้อย่างไร  จงกำจัดอวิชชาแห่งการหยุดคิดหยุดนึกเสียให้สิ้น  เลิกล้มความคิดที่จะหยุดคิดเสียก็สิ้นเรื่อง

 

ผลคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน

แรม๒ค่ำเดือน๑๑  เป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ ซึ่งพอดีกับวันออกพรรษาแล้วได้๒วันของทุกปี  สานุศิษย์ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ   ก็นิยมเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่เพื่อศึกษาและไต่ถามข้อวัตรปฏิบัติ  หรือรายงานผลของการปฏิบัติมาตลอดพรรษา  ซึ่งเป็นกิจที่ศิษย์ของหลวงปู่กระทำอยู่เช่นนี้ตลอดมา

หลังจากหลวงปู่แนะนำข้อวัตรปฏิบัติอย่างพิสดารแล้ว  หลวงปู่จบลงด้วยคำว่า  การศึกษาธรรม  ด้วยการอ่านฟัง  สิ่งที่ได้ก็คือสัญญา (ความจำได้)  การศึกษาธรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ  สิ่งที่เป็นผลของการปฏิบัติคือภูมิธรรม

 

มีอยู่จุดเดียว

ในนามสัทธิวิหารริกของหลวงปู่  มีพระมหาทวีสุข  สอบเปรียญ๙ ประโยคได้เป็นองค์แรก  ทางวัดบูรพาจึงจัดฉลองพัดประโยค๙ถวาย

หลังจากพระมหาทวีสุขถวายสักการะแก่หลวงปู่แล้ว  ท่าได้ให้โอวาสแบบปรารภธรรมะว่า ผู้ที่สามารถสอบเปรียญ๙ประโยคได้นั้น  ต้องมีความเพียรอย่างมาก  และมีความฉลาดเพียงพอ เพราะถือว่าเป็นการจบหลักสูตรฝ่ายปริยัติและต้องแตกฉานในพระไตรปิฎก  การสนใจทางปริยัติ เพียงอย่างเดียวพ้นทุกข์ไม่ได้   ต้องสนใจปฏิบัติทางจิตต่อไปอีกด้วย

หลวงปู่กล่าวว่า พระธรรมทั้ง84,000 พระธรรมขันธ์  ออกไปจากจิตของพระพุทธเจ้าทั้งหมด  ทุกสิ่งทุกอย่างออกจากจิต  อยากรู้อะไรค้นอะไรได้ที่จิต

 

ควรถามหรือไม่

ผู้สนใจในการปฏิบัติหลายท่าน  ไม่ว่าบรรพชิตหรือคฤหัสถ์  บางท่านนอกจากจะตั้งใจปฏิบัติเอาเองแล้ว  ยังชอบเที่ยวแสวงหาครูอาจารย์ที่มีความชำนาญในการแนะนำสั่งสอน ฟังธรรมจากท่านเป็นต้น

ก็มีพระนักปฏิบัติคณะหนึ่งจากภาคกลาง  ไปพักอยู่หลายวันเพื่อฟังธรรมและเรียนถามกัมมัฏฐานกับหลวงปู่  องค์หนึ่งพรรณนาถึงความรู้สึกของตนว่า   กระผมเข้าหาครูบาอาจารย์มาก็หลายองค์แล้ว  ท่านก็สอนดีอยู่หรอก   แต่ส่วนมากมักสอนเรื่องระเบียบวินัย หรือวิธีทำกัมมัฏฐาน  และความสุขความสงบ  อันเกิดจากสมาธิเท่านั้น  ส่วนหลวงปู่นั้นสอนทางลัดถึงสิ่งสุดยอด  อนัตตา  สุญญตา  ถึงพระนิพพาน  กระผมขออภัยที่บังอาจถามหลวงปู่ตรงๆว่า   การที่หลวงปู่สอนเรื่องนิพพานนั้น  เดี๋ยวนี้หลวงปู่ถึงนิพพานแล้วหรือยัง

หลวงปู่ปรารภว่าไม่มีอะไรจะถึง   และไม่มีอะไรจะไม่ถึง

 

โลกนี้มันก็มีเท่าที่เราเคยรู้มาแล้วนั่นเอง

บางครั้งที่หลวงปู่สังเกตเห็นว่า  ผู้มาปฏิบัติยังลังเลใจเสียดายในความสนุกเพลิดเพลินแบบโลกล้วน  จนไม่อยากละมาปฏิบัติธรรม

ท่านแนะนำชวนคิดให้เห็นชัดว่า  “ขอให้ท่านทั้งหลายจงสำรวจดูความสุขว่า  ตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต  ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ   แค่ที่เราเคยรู้เคยพบมาแล้วนั่นเอง  ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น   มากกว่านั้นไม่มี  โลกนี้ก็มีอยู่แค่นั้นเอง   แล้วก็ซ้ำๆซากๆอยู่แค่นั้น  เกิดแก่ เจ็บตายอยู่ร่ำไป   มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า  ประเสริฐกว่านั้น  ปลอดภัยกว่านั้น  พระอริยเจ้าทั้งหลาย   ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย  เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย  สงบจิต  สงบกิเลส  เป็นความสุขที่ปลอดภัยหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย

 

ไม่ยากสำหรับผู้ไม่ติดในอารมณ์

วัดบูรพารามที่หลวงปู่ประจำอยู่ตลอดห้าสิบปี   ไม่มีได้ไปจำพรรษาที่ไหนเลย  เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง  หน้าศาลากลางติดกับศาลจังหวัดสุรินทร์  ด้วยเหตุนี้จึงมีเสียงรบกวนความสงบอยู่ตลอดเวลา  โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูงานช้างแฟร์  หรือฤดูเทศกาลแต่ละอย่าง  แสงเสียงอึกทึกครึกครื้นตลอด๗วันบ้าง ๑๕วันบ้าง   ภิกษุสามเณรผู้มีจิตใจอ่อนไหวอยู่ย่อมได้รับความกระทบกระเทือนเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อนำเรื่องนี้กราบเรียนหลวงปู่ทีไร  ก็ได้คำตอบทำนองเดียวกันทุกครั้งว่า

มัวสนใจอะไรกับสิ่งเหล่านั้น  ธรรมดาแสงย่อมสว่าง  เสียงย่อมดัง  หน้าที่ของมันเป็นเช่นนั้นเอง  เราไม่ใส่ใจฟังเสียอย่างก็หมดเรื่อง   จงทำตัวเราไม่ให้เป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม  เพราะมันมีอยู่อย่างนี้   เป็นอยู่อย่างนี้เอง  เพียงแต่ทำความเข้าใจกับมันให้ถ่องแท้ด้วยปัญญาอันลึกซึ้งเท่านั้นเอง

 

กล่าวเตือน

บางครั้งหลวงปู่แทบจะรำคาญกับพวกที่ปฏิบัติเพียงไม่กี่มากน้อย ก็มาถามแบบเร่งผลให้ทันตาเห็น

ท่านกล่าวเตือนว่า การปฏิบัติ  ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม  เพื่อความละ  เพื่อคลายความกำหนัด  ยินดีเพื่อความดับทุกข์  ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์วิมานหรือแม้พระนิพพานก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมาย  เพื่อจะเห็นทั้งนั้นให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ   ไม่ต้องอยากเห็นอะไร  เพราะนิพพานเป็นของว่าง  ไม่มีตัวมีตน  หาที่ตั้งไม่มี  หาที่เปรียบไม่ได้   ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง

 

ละอย่างหนึ่งติดอีกอย่างหนึ่ง

ลูกศิษย์ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง  เข้านมัสการหลวงปู่  รายงานผลการปฏิบัติให้หลวงปู่ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่าปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้พบหลวงปู่วันนี้   ด้วยกระผมปฏิบัติตามที่หลวงปู่เคยแนะนำก็ได้ผลไปตามลำดับ  คือเมื่อลงมือนั่งภาวนาก็เริ่มละสัญญาและอารมณ์ภายนอกหมด  จิตก็หมดความวุ่น  จิตรวม  จิตสงบ  จิตดิ่งสู่สมาธิ  หมดอารมณ์อื่น  เหลือแต่ความสุข  สุขอย่างยิ่ง  เย็นสบาย  แม้จะให้อยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่ก็ได้

หลวงปู่ยิ้มแล้วพูด เออ  ก็ดีแล้วที่ได้ผล   พูดถึงความสุขในสมาธิมันก็สุขจริงๆ  จะเอาอะไรมาเปรียบไม่ได้   แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น   มันก็ได้แค่นั้นแหละยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรคที่จะตัดภพชาติ  ตัณหา  อุปาทานได้  ให้ละสุขนั้นเสียก่อน  แล้วพิจารณาขันธ์๕ ให้แจ่มแจ้งต่อไป

 

ปรารภธรรมเปรียบเทียบ

จิตของพระอริยเจ้าชั้นโลกุตตระนั้น  แม้จะยังอยู่ในโลกคลุกคลีกับสิ่งแวดล้อมโดยสถานใด   ก็ไม่อาจจูงจิตของท่านให้ไขว้เขวเจือปนกับสิ่งเหล่านั้นได้  คือโลกธรรมไม่อาจครอบงำจิตได้เลย  คือจิตไม่กลับกลายไปเป็นจิตปุถุชนได้อีก  ไม่อาจกลับไปอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหาได้อีก

เปรียบเหมือนกะทิมะพร้าวที่คั้นออกมาแล้ว  เอาไปสำรอกหรือเคี่ยวด้วยความร้อนจนเป็นน้ำมันออกมาได้แล้ว  ย่อมไม่กลับกลายไปเป็นกะทิเหมือนเดิมอีก  แม้จะเอาไปปะปนระคนกับกะทิอย่างไรก็ไม่อาจให้น้ำมันนั้นกลายเป็นกะทิเหมือนเดิมได้

 

ตัวอย่างเปรียบเทียบ

มรรค  ผล  นิพพาน  เป็นสิ่งปัจจัตตัง คือ  รู้เห็นได้  จำเพาะตนโดยแท้  ผู้ใดปฏิบัติเข้าถึง  ผู้นั้นเห็นเอง  แจ่มแจ้งเอง  หมดสงสัยในพระศาสนาได้โดยสิ้นเชิง  มิฉะนั้นแล้วจะต้องเดาเอาอยู่ร่ำไป  แม้จะมีผู้สามารถอธิบายให้ลึกซึ้งอย่างไร  ก็รู้ได้แบบเดา  สิ่งใดยังเดาอยู่สิ่งนั้นก็ยังไม่แน่นอน

 ยกตัวอย่างเช่น เต่ากับปลา   เต่าอยู่ได้สองโลก  คือโลกบนบกกับโลกในน้ำ  ส่วนปลาอยู่ได้โลกเดียว คือในน้ำ  ขืนมาบนบกก็ตายหมด

วันหนึ่ง เต่าลงไปในน้ำ  แล้วก็พรรณนาความสุขสบายบนบกให้ปลาฟัง  ว่ามันมีแต่ความสุขสบาย  แสงสีสวยงาม  ไม่ต้องลำบากเหมือนอยู่ในน้ำ  

 ปลาพากันฟังด้วยความสนใจ  และอยากเห็นบก  จึงถามเต่าว่าบนบกนั้นลึกมากไหม  เต่าว่ามันจะลึกอะไร ก็มันบก

เอ.....บนบกนั้นมีคลื่นมากไหม     มันจะคลื่นอะไรก็มันบก

เอ.....บนบกนั้นมีเปลือกตมมากไหม    มันจะมีเปลือกตมอะไรก็มันบก

ให้สังเกตดูคำที่ปลาถาม  เอาแต่ความรู้ที่มีอยู่ในน้ำมาถามเต่า  เต่าก็ได้แต่ปฏิเสธ

จิตปุถุชนที่เดามรรคผลนิพพาน  ก็ไม่ต่างอะไรกับปลา

 

สิ้นชาติขาดภพ

พระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฎฐาน  สนทนาธรรมขั้นปรมัตถ์กับหลวงปู่หลายข้อ  แล้วลงท้ายด้วยคำถามว่า  พระเถระนักปฏิบัติบางท่าน  มีปฏิปทาดี  น่าเชื่อถือ  แม้พระด้วยกันก็ยอมรับว่าท่านเป็นผู้มั่นคงในพระศาสนา  แต่ในที่สุดก็ไปไม่รอด  ถึงขั้นต้องสึกหาลาเพศไปก็มี  หรือไม่ก็ทำไขว้เขว  ประพฤติตัวมัวหมองอยู่ในพระธรรมวินัยก็มี  จึงไม่ทราบว่าจะปฏิบัติถึงขั้นไหนอีก  จึงจะตัดวัฏสงสารให้สิ้นภพชิ้นชาติได้

หลวงปู่กล่าวว่าการสำรวจสำเหนียกในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดและสมาทานถือธุดงค์นั้น  เป็นปฏิทาที่ดีงามอย่างยิ่ง  น่าเลื่อมใส  แต่ถ้าเจริญจิตไม่ถึงอธิจิต  อธิปัญญาแล้ว  ย่อมเสื่อมลงได้เสมอ  เพราะยังไม่ถึงโลกุตตรภูมิ   ที่จริงพระอรหันต์ทั้งหลาย  ท่านไม่ได้รู้อะไรมากเลย  เพียงแต่เจริญ จิตให้รู้แจ้งในขันธ์๕  แทงตลอดในปฏิจจสมุปบาท   หยุดการปรุงแต่ง   หยุดการแสวงหา  หยุดกริยาจิต  มันก็จบแค่นี้  เหลือแต่บริสุทธิ์  สะอาด  สว่าง  ว่าง  มหาสุญญตา  ว่างมหาศาล

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นุ้ย วันที่ตอบ 2005-08-09 14:48:18 IP :
ความเห็นที่ 9 (191221)
 
เนิน นราธร
เป็นคำสั่งสอนที่ดี มีคุณค่ามากเลย ขออนุโมทนาด้วยครับ.....ถ้าลองตอบคำถามดูบ้าง ก็เชิญนะครับ.....ปัญญาเกิดจากการอ่าน-ฟัง--จดบันทึก-บรรยาย-ถาม-ตอบ-อภิปราย และการปฏิบัติทางจิต ซึ่งถือว่าเป็นปัญญาอันเป็นขั้นสูง  ไม่ต้องกลัวการตอบคำถาม  ถ้าเรายังไม่รู้ก็ต้องค้นคว้าศึกษาหรือสอบถามผู้รู้ต่อไป ไม่มีใครจะรู้ได้เอง โดยไม่ทำอะไรเลย.......
ผู้แสดงความคิดเห็น เนิน นราธร วันที่ตอบ 2005-08-11 13:27:12 IP :
ความเห็นที่ 10 (191364)
 
นุ้ย

ขอบคุณค่ะคุณเนิน  นราธร

มาต่อช่วงท้ายสุดของหลวงปู่ฝากไว้นะคะ

เปรียบเทียบให้ฟัง

ความอยากรู้อยากเห็น  เพื่อบรรเทาความสงสัยของตนให้ได้นั้น ย่อมมีอยู่สำหรับชนผู้เจริญโดยทั่วไป   วิชาแต่ละศาสตร์ แต่ละสาขา  ตั้งไว้เพื่อให้มนุษย์เกิดสงสัยอยากรู้  แล้วเพียรพยายามศึกษาปฏิบัติ  เพื่อรู้ถึงจุดหมายปลายทางของแต่ละศาสตร์นั้น

แต่พุทธศาสตร์ต้องศึกษาและปฏิบัติอย่างสมดุลและความเพียรขั้นอุกฤษฏ์  เพื่อเข้าถึงสิ่งสูงสุดของพุทธธรรมด้วยตนเอง   หมดข้อสงสัยได้เองโดยสิ้นเชิง

เปรียบเหมือนคนบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ  มีคนอธิบายให้ฟังว่าที่กรุงเทพฯนั้น  นอกจากมีความเจริญอย่างอื่นแล้ว  ยังมีกำแพงแก้วและภูเขาทองทั้งลูกอันมหึมาอีกด้วย  เขาจึงตั้งใจไปกรุงเทพฯให้ได้  โดยคิดว่าจะไปเอาแก้วที่กำแพง  และไปเอาทองที่ภูเขา  ครั้นเพียรพยายามไปจนถึงแล้ว  ผู้รู้ก็ชี้บอกว่านี่คือกำแพงแก้ว  นี่คือภูเขาทอง  เพียงแค่นี้ความตั้งใจและความสงสัยของเขาก็สิ้นสุดลงทันที มรรคผลนิพพานก็เช่นนั้นเหมือนกัน

 

ถึงที่สุดแห่งทุกข์

หลวงปู่เป็นผู้มีวาจาบริสุทธิ์   เพราะท่านชอบกล่าวแต่สิ่งที่เป็นสัจธรรมแท้  กล่าวแต่จุดมุ่งหมายอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา  กล่าวแต่กระแสธรรมที่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์โดยส่วนเดียว  สังเกตจากพุทธดำรัสที่หลวงปู่ชอบหยิบยกมาพูดให้ฟังบ่อยที่สุดคือ

หลวงปู่ว่า  พระพุทธเจ้าเตือนว่า ภิกษุทั้งหลาย  อายตนะนั้นมีอยู่  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  อากิญจัญญายตนะ  

 เนวสัญญานาสัญญายตนะ   โลกนี้    โลกหน้า   ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  เหล่านี้ ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น

ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  เราไม่ได้กล่าวถึงอายตนะนั้นว่า  เป็นการมา   เป็นการไป   เป็นการตั้งอยู่   เป็นการจุติ  เป็นการอุบัติ  อายตนะนั้น  หาที่ตั้งอาศัยไม่ได้  ไม่ได้เป็นไป  หาอารมณ์ไม่ได้  นั่นแลเป็นที่สุดแห่งทุกข์

 

ปัจฉิมพจน์ของหลวงปู่

เมื่อหลวงปู่ฟังพระสวดมหาสติปัฏฐานจบลงแล้ว   สักครู่หนึ่งต่อมา  ท่านกล่าวปรารภถึงลักษณาการที่พระพุทธเจ้าเข้าสู่ปรินิพพานตั้งแต่เริ่มต้นมาจนตลอด  ซึ่งจะขอจับเอาใจความตอนท้ายไว้ที่นี้ว่า พระพุทธเจ้า  พระองค์ไม่ได้เข้าสู่นิพพานในฌานสมาบัติอะไรที่ไหนหรอก   เมื่พระองค์ ออกจากจตุตถฌานแล้ว  จิตขันธ์  หรือนามขันธ์  ก็ดับพร้อม  ไม่มีอะไรเหลือ  นั่นคือพระองค์ดับเวทนาขันธ์  ในภาวะจิตตื่น   หรือวิถีจิตอันปกติของมนุษย์  ครบพร้อมทั้งสติและสัมปชัญญะ  ไม่ถูกภาวะอื่นใดมาครอบงำอำพรางให้หลงใหลใดๆทั้งสิ้น   เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์   ภาวะอันนั้นจะเรียกว่า  มหาสุญญตา  หรือจักรวาลเดิม  หรือเรียกว่า พระนิพพานอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้  เราปฏิบัติมาก็เพื่อเข้าถึงภาวะอันนั้นเอง   วจีสังขารของหลวงปู่ก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

 

หลักธรรมของหลวงปู่ดูลย์  อตุโล

จิตคิด  จิตเกิด

จิตไม่คิด  จิตไม่เกิด

จิตคิด   จิตถูกทำลาย

จิตไม่คิด   จิตไม่ถูกทำลาย

จิตปรุงแต่ง  จิตถูกทำลาย

จิตไม่ปรุงแต่ง   จิตไม่ถูกทำลาย

จิตแสวงหา  จิตถูกทำลาย

จิตไม่แสวงหา   จิตไม่ถูกทำลาย

จิตปารถนา   จิตถูกทำลาย

จิตไม่มีความกำหนัด   จิตไม่ถูกทำลาย

 

ทิ้งหมด   รู้หมด

ทิ้งหมด    ได้หมด

ไม่ทิ้งเลย  ไม่รู้เลย

ไม่ทิ้งเลย   ไม่ได้เลย

ทรงจิตเข้ามรรคจิต   แล้วจิตพิจารณาจิต

รู้ธรรมในจิต             แล้วถนอมมรรคจิต

จงทำให้ชำนิชำนาญ

จิตอบรมจิต   รู้ธรรมภายในจิต

แล้วอบรมธรรมในธรรมภายในจิต

ผู้รู้ไม่คิด  ผู้คิดยังไม่รู้

รู้แล้วไม่ต้องคิดก็เกิดปัญญา

เอาธรรมมาอบรมธรรม  รู้ธรรมในธรรม

เอาธรรมชาติมาปฏิบัติธรรมชาติ

ให้รู้ธรรมชาติในธรรมชาติ

เอาธาตุมาปฏิบัติธาตุ  ให้รู้ธาตุในธาตุ

เอาธรรมอบรมในธรรม

เอาจิตอบรมในจิต   ให้รู้ธรรมภายในจิต

 

 

รู้แล้วละวาง  ปล่อยทิ้ง  และไม่อาลัย

และไม่ยึดมั่นธรรมต่างๆ

ธรรมที่เกิดขึ้นภายในจิต ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว

บาปบุญเปรียบเหมือนมารยา

เกิดขึ้นแล้วดับ  ปล่อยทิ้งทั้งสอง

มีแต่ผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน

สิ้นแห่งความรู้  หุบปากเงียบ  อิ่มในธรรม

ธรรมเติมธรรม   ไม่มีธรรมนั่นคือธรรม

 

อเหตุกจิต ๓ ประการ

หลวงปู่ดูลย์   อตุโล

๑.       ปัญจ  ทวารวัชนจิต  คือ  กิริยาจิตที่แฝงอยู่ตามอายตนะ  หรือทวารทั้ง๕ มีดังนี้

ตา  ไปกระทบกับรูป  เกิด จักษุวิญญาณ  คือ การเห็น จะห้ามไม่ให้ตาเห็นรูปไม่ได้

หู   ไปกระทบเสียง  เกิด โสตวิญญาณ  คือ  การได้ยิน  จะห้ามไม่ให้หูไม่ได้ยินเสียงไม่ได้

ลิ้น  ไปกระทบกับรส  เกิด ชิวหาวิญญาณ  คือ การได้รส จะห้ามไม่ให้ลิ้น  รับรู้รสไม่ได้

จมูก  ไปกระทบกับกลิ่น เกิด ฆานะวิญญาณ คือ การได้กลิ่น  จะห้ามไม่ให้จมูกรับกลิ่นไม่ได้

กาย  ไปกระทบกับโผฏฐัพพะ  เกิด กายวิญญาณ คือ การสัมผัส จะห้ามไม่ให้ กายสัมผัสไม่ได้

 

วิญญาณทั้ง๕อย่างนี้  เป็นกริยาที่แฝงอยู่ในกายตามทวาร  ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆ  ที่มากระทบเป็น

สภาวะแห่งธรรมชาติ ของมันเป็นอยู่เช่นนั้น

       ก็แต่ว่าเมื่อจิตอาศัยทวารทั้ง๕  เพื่อเชื่อมต่อรับรู้เหตุการณ์  ภายนอกที่เข้ามากระทบ  แล้วส่งไป    

        ยังสำนักงานจิตกลาง  เพื่อรับรู้  เราจะห้ามมิให้เกิด มีเป็นเช่นนั้น ย่อมกระทำไม่ได้

การป้องกันทุกข์ที่จะเกิดจากทวารทั้ง๕นั้น  เราจะต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง๕  ไม่เพลิดเพลินในอายตนะเหล่านั้น   หากจำเป็นต้องอาศัยอายตนะทั้ง๕นั้น  ประกอบการงานทางกาย  ก็ควรจะกำหนดจิตให้ตั้งอยู่ในจิต  เช่นเมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ไม่คิดปรุง   ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน  ไม่คิดปรุง ดังนี้ เป็นต้น  ( ไม่คิดปรุง หมายความว่า  ไม่ให้จิตเอนเอียงไปในความเห็นดีชั่ว )

 

๒.  มโนทวารวัชนจิต  คือ  กิริยาจิตที่แฝงอยู่ที่มโนทวาร  มีหน้าที่ผลิตความคิดนึกต่างๆนานา  คอยรับเหตุการณ์ภายใน  ภายนอกมากระทบ   จะดีหรือชั่วก็สะสมไว้  จะห้ามจิตไม่ให้คิดในทุกๆกรณีย่อมไม่ได้

ก็แต่ว่าเมื่อจิตคิดปรุงไปในเรื่องราวใดๆ ถึงวัตถุ สิ่งของ บุคคลอย่างไร  ก็ให้กำหนดรู้ว่าจิตคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้น ก็สักแต่ว่าความคิด  ไม่ใช่สัตว์ บุคคล  เราเขา  ไม่ยึดถือวิจารณ์ความคิดเหล่านั้น  ทำความเห็นให้เป็นปกติ   ไม่ยึดถือความเห็นใดๆทั้งสิ้น  จิตย่อมไม่ไหลตามกระแส อารมณ์เหล่านั้น  ไม่เป็นทุกข์

 

๓.  หสิตุปบาท คือ กิริยาที่จิตยิ้มเอง  โดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม  หมายความว่าไม่อยากยิ้มมันก็ยิ้มของมันเอง  กริยาจิตอันนี้   มีเฉพาะเหล่าพระอริยะเจ้าเท่านั้น  ในสามัญชนไม่มี

สำหรับ อเหตุกจิต ข้อ๑  และข้อ๒  มีเท่ากันในพระอริยะเจ้า และในสามัญชน  นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย  เมื่อตั้งใจปฏิบัติตนออกจากกองทุกข์  ควรพิจารณา อเหตุกจิต นี้ให้เข้าใจด้วย  เพื่อความไม่ผิดพลาดในการบำเพ็ญ ปฏิบัติธรรม

 

อเหตุกจิตนี้  นักปฏิบัติทั้งหลายควรทำความเข้าใจให้ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว  เราจะพยายามบังคับสังขารไปหมด  ซึ่งเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมมาก  เพราะความไม่เข้าใจในอเหตุกจิต ข้อ๑ และข้อ๒ นี้เอง

อเหตุกจิต ข้อ๓  เป็นกริยาจิตที่ยิ้มเองโดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม  เกิดในจิตของเหล่าพระอริยะเจ้าเท่านั้น  ในสามัญชนไม่มี  เพราะกริยาจิตนี้เป็นผลของการเจริญจิตจนอยู่เหนือมายาสังขารได้แล้ว

จิตไม่ต้องติดข้องในโลกมายา  เพราะความรู้เท่าทันเหตุปัจจัยแห่งการปรุงแต่งได้แล้ว  เป็นอิสระด้วยตัวมันเอง

 

ขอคัดบทความที่น่าสนใจจากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ มาลงเพียงเท่านี้นะคะ 

ส่วนท่านที่สนใจและต้องการหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ ของ หลวงปู่ดูลย์  อตุโล

โปรดติดต่อขอรับได้ที่

๑. พระโพธินันทมุนี   วัดบูรพาราม   อ.เมือง   จ.สุรินทร์    โทร.(044) 514-234

๒. คุณสุภาพร  หมั่นเพียรสุข   

10/22  ซอยลาดพร้าว 44  สามเสนนอก  ห้วยขวาง  กรุงเทพฯ  10310

โทร. 01-8899-636  ,  02-5133-989

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นุ้ย วันที่ตอบ 2005-08-11 15:27:45 IP :
[1]

 

จาก www.buddhapoem.com

โดย บัวบานแสงทิพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net