วันที่ พุธ พฤษภาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สิทธิสังข์...นางเอก?นางงามสามยุค ณ ปากแพรก


 

" ...ผู้คนในย่านปากแพรกปะปนอยู่ทั้งคนญวนซึ่งโยกย้ายมาจากการอพยพเทครัวด้วยอิทธิพลของสงครามในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รวมไปถึงคนจีนที่มีส่วนทำให้ปากแพรกมากไปด้วยบรรยากาศแห่งการซื้อขาย ก่อเกิดความเป็นย่านตลาดอันสำคัญที่สุดของกาญจนบุรีเรื่อยมา ณ ริมฝั่งน้ำแควใหญ่ หลายอย่างปรับเปลี่ยนปะปน หากสิ่งที่ไม่เคยจางคลายล้วนถ่ายทอดอยู่ในชีวิตของพวกเขา

 

ในเรื่องเล่าแห่งวันคืน ในตึกเก่าคร่ำที่เรียกว่า "บ้าน" ทุกเช้าผมมักพบตัวเองอยู่แถวต้นถนนปากแพรก ในห้องแถวปูนสีเหลืองสด 3 คูหาที่บ้านสิทธิสังข์ ใครเลยจะพลาดบรรยากาศเช่นนี้ไปได้

 

ตึกเก่างดงามหลังนี้สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2463 สมัยรัชกาลที่ 5 โค้งอาร์กที่ชั้นบนนั้นดึงสายตาให้ออกมายืนมองที่ฝั่งตรงข้าม มองไล่ตั้งแต่บานเฟี้ยม เห็นชัดไปถึงช่องลมเหนือกรอบประตูที่งามด้วยงานฉลุไม้เป็นลายเครือเถา รวมไปถึงภาพปูนปั้นลายก้านขดเพลินตา

ฝั่งตรงข้ามกันคือภาพปัจจุบันของโรงแรมสุมิตราคาร โรงแรมแห่งแรกของกาญจนบุรี ที่ทุกวันนี้ทั้ง 5 คูหาของห้องแถวไม้กลายเป็นร้านขายอาหารสัตว์ รวมไปถึงแยกห้องปล่อยเช่า ว่ากันว่าในอดีตสมัยที่ทางน้ำยังคึกคัก ที่นี่เป็นจุดรวมของคนมาติดต่อราชการ รวมไปถึงพ่อค้าไม้ที่ล่องลงมาจากแถบทองผาภูมิและสังขละบุรี..." 

ปากแพรก นิยามของบ้านและผู้คน บนถนนสายสั้น  เราอ่านเรื่องนี้ทุกครั้งที่เปิดเจอ...และมักจะหาคำตอบอยู่เสมอว่า"ผม"คือใคร? 

สามี ลูกชาย ลูกเขย หรือว่าหลานชาย ฝีมือจัดจ้านในการเรียงร้อยถ้อยคำจากใจ คนนี้หละที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าเขาจะถ่ายทอดเรื่องราวของปากแพรกได้ดีกว่าใครๆในเชิงลึก...

แต่เมื่อหลายปีผ่านไป...เราก็ไม่เคยเห็นถ้อยความแบบนี้อีกเลย...แหม่!!!...เสียดายจัง  เฮ้อ!!!เสียดายจิง... 

ภาพที่เห็นเขาเล่าว่าเป็นเจ้าบ้านของสิทธิสังข์...สิทธิสังข์นี่...งามยิ่งนัก...ผ่านกาลเวลามาได้ขนาดนี้ แสดงว่าต้องดูแลกันดีจริงๆ ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ตามมาด้วยระเบิดลง งามปะล้ำปะเหลือจนมาถึงยุคนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาอะ!!!

แล้วเราจะยกนิ้วให้เป็น ”นางเอก” ?...หรือว่าจะให้เป็น “นางงาม"

ประจำถนนชุมชนปากแพรก...อันไหนดีหละเนี้ยยยยยยยย......เฮอ!!!กองประกวดหนักใจ...

คัมมิ่งไทยแลนด์ดอทคอมเล่าไว้ว่า…

"บ้านสิทธิสังข์ เป็นอาคาร 2 ชั้น 3 คูหา รูปแบบตะวันตกที่เรียกว่า ชิโน-โปตุกีส สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2463 อายุกว่า 91 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชั้นบนเป็นระเบียง มีซุ้มโค้งเหนือระเบียงทั้ง 3 คูหา หัวเสาประดับปูนปั้น ชั้นล่างมีประตูบานเฟี้ยม ส่วนบนเป็นช่องลม ฉลุลายเครือเถาว์ เหนือช่องลมประดับด้วยปูนปั้นลายก้านขด สีบ้านนั้นผลิตขึ้นเองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยการนำดินจากทุ่งนาคราชมากรองแล้วผสมกับน้ำข้าวเหนียวจนเป็นสีที่ทา 

ปัจจุบันได้รับการตกแต่งเป็นร้านกาแฟร่วมสมัยที่มีมนต์เสน่ห์ของชุมชนปากแพรก

บริเวณด้านหน้า บ้านสิทธิสังข์ ประตูแบบบานเฟี้ยม ช่องลมฉลุลายเครือเถาว์ ส่วนบนประดับด้วยปูนปั้นลายก้านขด"

บรรยายซะเกลี้ยงเกลาขนาดนี้ จะหาอะไรมาเพิ่มเติมได้...

"ร้านนี้เป็นบ้านเก่าของขุนขจิตระบิน ต้นตระกูลสิทธิสังข์ ก่อนหน้านี้ปิดไว้เฉยๆ จนเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้านี้มีคนมาติดต่อขอเช่าทำร้านกาแฟ รับโครงการถนนคนเดิน เลยเปิดบ้านให้ปรับปรุงใหม่บางส่วน และเปิดให้เช่าตั้งแต่นั้นมา" คุณสุภาพ ในฐานะสะใภ้ตระกูล "สิทธิสังข์" เริ่มต้นให้ฟัง

คนที่ฟังเขาเล่า....ไม่ใช่เราแต่เป็น...เส้นทางเศรษฐี  หน้า 29 วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305...

เราสงสัยตรงขุนขจิตระบินนี่หละ...จะเป็นเพื่อนกับขุนสิริเวชชะพันธ์หรือป่าวหนอ?... และมีคนนามสกุลขจิตระบินที่เกิดเมืองกาญจน์ด้วย...สงสัยญาติกัน...จำได้ว่าถ้าไม่ใช่คนดีช่วยเหลือชาติบ้านเมืองมาจริงคงไม่ได้เป็นขุนเนาะ...


แล้ว(คุณสุภาพ) ก็เล่าต่อว่า...

"พอเขาเลิกเช่า เราจึงเข้ามาทำต่อ เพราะอยากอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน-นักศึกษา ด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม" คุณสุภาพ บอกถึงความตั้งใจ ก่อนเผยให้ฟังตรงๆ...

ตรงนี้เรายืนยันได้เพราะครั้งหนึ่ง ครั้งเดียว เมื่อหลายปีก่อนที่เราพบเจ้าหล่อน...เราได้ยินคำพูดที่ว่า" อยากอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้" หรืออะไรทำนองนี้จากปากของเจ้าหล่อนเอง...นอกจากนี้...ในขณะนั้นก็ยังมีคนเล่าให้ฟังในเรื่องนี้ทำนองนี้แบบนี้จากปากของคนอีกหลายคน...

จริงเท็จ...เราก็รอให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์สิ่งที่เจ้าหล่อนพูดและกระทำ...

ปี 55 เจ้าหล่อนก็พูดแบบนี้อีก...ฉะนั้นถอยความซ้ำๆซากๆเมื่อผ่านกาลเวลาแบบนี้...เราก็ว่าน่าจะออกมาจากหัวใจจริงๆ...ฟันธง!!!

แล้วเจ้าหล่อนก็เล่าให้เส้นทางเศรษฐีฟังอีกว่า...

"แต่ทุกวันนี้รายรับไม่ได้ดีมาก อาจเป็นเพราะคนยังไม่ค่อยรู้จัก และกาแฟสดมีขายเยอะ เฉพาะในตัวเมืองกาญจน์ น่าจะมีถึงร้อยเจ้า แต่ที่ยังอยู่ได้ คงเป็นเพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน และรายได้หลักมาจากค่ารับฝากรถหลังร้านมากกว่า"

...คุณสุภาพ บอก ร้านของเธอค่อนข้างได้เปรียบตรงความสวยงามดั้งเดิม คนที่มาส่วนใหญ่ จึงมาเพื่อถ่ายรูปบรรยากาศร้านมากกว่าตั้งใจมาดื่มกาแฟโดยตรง…

อูยยยยยยยย!!!อาจารย์!!!...(จิงๆแล้ว คุณสุภาพแกเป็นอาจารย์ปลอมตัวมานะ) ...แบบนี้ก็มีจุดขายแล้วอะดี้...

ก็ทำเอกลักษณ์ของกาแฟซะหน่อยซิ!!! สร้างกาแฟชื่อ “โบราโณ่" อ่านว่า..โบววว-รา—โน่วววววว...

ก็กาแฟโบราณ + คาปูชิโน่... ไม่อร่อยก็ไม่ต้องแคร์แต่มีเอกลักษณ์ของสิทธิสังข์เต็มๆ!!!ไม่ได้เน้นขายแต่เอาไว้สร้างอิมเมจ...อาจารย์มีกะตังค์...สร้างถ้วยกาแฟลายรดน้ำสังข์ซะเลยยยยยยยยยยย...!!!ฮึๆๆ

เห็นภาพนี้ แผนที่สิทธิสังข์โผล่มา... ฮะฮะฮ่า...ชัด!...ชัดเลย!!!..เราอวยสิทธิสังข์ ...ใช่!ใช่เลย!!!... เราเห็นความพยายามของเจ้าป้าแห่งสิทธิสังข์มานานแล้ว...กาลเวลามันพิสูจน์บางอย่างได้...เราเลยอวย...และเจ้าหล่อนยังคงพยายามตั้งแต่ถนนคนเดินถูกละทิ้งไป...และเราก็ยังคงเห็นความพยายามเหมือนเดิมในปี2556...

ทำเพื่อปากแพรกจุงเบยยยยยยยยยย...เนาะอาจารย์เนาะ...

กาแฟขนมอร่อยหรือป่าวไม่รู้...ตรูม่ายยยยยยยยยยยบอก!!!เพราะไปตอนเช้าร้านยังม่ายยยยยยยเปิด!!!...แต่บรรยากาศตึกเก่าบำรุงรักษาจนดูใหม่แบบนี้ซิ!!!มันน่าลิ้มลอง...!!!

เรามั่นใจว่าขายกาแฟให้ตายก็ไม่ได้ทุนคืน...ทำเพราะอยากทำใช่ไหมหละจ้าวป้าเอ่ย!!! ที่มาอวยให้..เพราะถูกใจในความเป็นคนตะหากหละ-นะ-เนี้ยยยยยยยยยยยยยยยย...

เจอครูคนดีศรีเมืองกาญจน์ตัวจริงเข้าให้แล้ว...แบบนี้ต้องฉลองกันหน่อย!!!...ปะอะเท่ง...เท่งปะโทนๆ...ขอตีตะโพนป่าวประกาศ !!!...

นี่ก็เห็นว่าไปทำศิลปสโมสรกับร้านกาแฟฮั่วฮงใช่ปะ!!! นั้นหนะคู่แข่งนะ...จะใจดีไปถึงไหนหละจ๊ะจ้าวป้าเอ๋ยยยยยย...

และแล้ว...ด้วยความจริง ความดี ความงามที่เจ้าหล่อนกระทำ...ผ่าน 3 กาลเวลา 3 ยุค 3 สมัย...เราก็ต้องอวยให้เจ้าหล่อนเป็น...

" นางเอกตลอดกาล"..คู่กับนายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์...พระเอกในดวงใจเราตลอดไป...บนถนนชุมชนปากแพรกแห่งนี้...ขอให้มีความสุขความเจริญนะเจ้าค่ะ...

...อะๆๆ!!!จ้าวป้าอย่างเพิ่งดีใจ...ไม่ใช่จ้าวป้า...เราหมายถึงร้านสิทธิสังข์ตะหากหละ...ประเดี๋ยวลุกขึ้นมาแต่งกายเป็นนางสาวไทย...จะช๊อคหัวใจคนทั้งจักรวาล...ฮึๆๆ...

แฮะๆ... นี่ตรูล้อเล่นไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่เลยนะเนี้ยยยยยยยยยยยย...ประเดี๋ยวโดนด่าแน่!!!..ฮึๆๆ...ไม่ได้ซาหนิดกะเค้าซักกะหน่อยยยย...ประเดี่ยวโดนแน่...

อะแฮ่!!!...เนาะ...อาจารย์เนาะ!!!...

...

 

***

เรียนท่านผู้อ่าน

ความจริงเป้าหมายในการทำบล๊อกของเราอยู่ที่การบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนปากแพรก 180 กว่าปี เพราะหมั่นไส้ภาครัฐที่ไม่ค่อยทำอะไรจริงจังเกี่ยวกับปากแพรกซะที... เราก็มองหาบล็อกไทยดีๆที่เหมาะสมกับความรู้ของผู้อ่าน ก็มีที่นี่หละ มีให้ทำได้ 3 บล็อก ผนวกกับเราเห็นเรื่องจริงของคุณบุญผ่องน่าสนใจมาก เรื่องลับๆก็มีแต่เราลบออกซะ และเรื่องของคุณบุญผ่องก็เกี่ยวข้องกับชุมชนปากแพรกโดยตรง ละครบุญผ่องก็มาแล้วคงนำพาชุมชนปากแพรก กาญจนบุรีให้เป็นที่รู้จักโดยไม่ต้องพึ่งภาครัฐ และเพื่อบันทึกไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง. 

ส่วนใครอยากรู้ว่าบุญผ่องแปลมาจากไหน ก็ต้องถามอาจารย์กรูเกิ้ลในชื่อ boonpong dead railway ที่ลอกภาษาไทยก็มี...เพือ่ความสมบูรณ์ของการค้นหา...จะพยายามย้อนกลับไปอ้างสิทธิให้อะนะจ๊ะ

ที่นี่...เราใช้วิจารณญาณแบ่งเรื่องเป็นบล๊อกๆให้ชัดเจนดังนี้

http://www.oknation.net/blog/boonpong  บอกเล่าเรื่องราวจริงๆบุญผ่องในมุมมองของชาวต่างชาติอันนี้ส่วนใหญ่แปลและสรุปความเพื่อให้ได้อรรถรสโดยจะอยู่ใน ศิลปะวัฒนธรรม

http://www.oknation.net/blog/boonphong  วิพากษ์ละครบุญผ่องกับการอิงเรื่องจริงและเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง ในละครภาพยนต์

http://www.oknation.net/blog/pakprak  บอกเล่าเรื่องราวปากแพรกในท่องเที่ยว

แล้วก็จะเชื่อมโยงกันสู่ปากแพรกในภายหลัง...และ...เราทำของเราคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร...อย่าเดากันไปต่างๆนานา...นะจ๊ะ...

จึงเรีบนมาเพื่อทราบจร้า...

โดย pakprak

 

กลับไปที่ www.oknation.net