วันที่ พุธ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

** ถ้าให้พูดถึงกรุงเทพฯ จะนึกถึงมหานครแห่งนี้ในแง่มุมไหนบ้างคะ!!! **


กรุงเทพ ' กรุงเทพมหานคร'     ในมุมมองของ คนดัง

     ซิตี้  ออฟ  แองเจิ้ลแห่งนี้  อาจไม่โสภาหมดจดไปทั้งเนื้อทั้งตัว แต่กรุงเทพฯของเราก็เป็นหนึ่งในเมืองที่มีสีสันน่าค้นหามากที่สุดของโลก!!!!!.....ในโอกาสครบรอบ 8 ปีเต็มและย่างเข้าสู่ปีที่ 9  ยิตยาสารลิปส์  ฉบับวางตลาดต้นเดือนสิงหาคมนี้  จึงขอร่วมฉลองไปพร้อมกับการครบรอบ  225 ปี  กรุงรัตนโกสินทร์ฯ ด้วยการพาคุณผู้อ่านไปค้นหาแง่มุมใหม่ๆของกรุงเทพฯ  ผ่านสายตาคนดังจากหลากหลายวงการ ที่ถูกจับคู่ต่างขั้วมาขึ้นปก   9 ปกพิเศษสำหรับวาระนี้โดยเฉพาะ .....รับประกันค่ะว่า จัดจ้าน คมคายและแสนจะแทงใจดำทุกทรรศนะ!!

            "เราควรจะเรียกว่ากรุงมาร  ไม่ใช่กรุงเทพ"   เปิดประเด็นมาก็ทำเอาแทบหงายหลังกับการมองกรุงเพทฯ ผ่านสายตาของศิลปินปากจัด "เฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์"  เขายังวิจารณ์มหานครแห่งนี้ชนิดไม่ยั้ง.... "กรุงเทพฯ มันควรจะใช้เรียกเมืองแห่งสรวงสวรรค์  เมืองที่คนดีมีเมตตา มีศ๊ลธรรมอยู่แต่เดี๋ยวนี้กรุงเทพฯของเรา มีแต่ความเลวร้าย  บัดซบ!!    คนที่อยู่ในกรุงเทพนี้  ส่วนใหญ่เริ่มไร้ความเมตตา เห็นแก่ได้ เอาประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่  ความสวยงามก็ไม่มี  ทุกวันนี้กรุงเทพฯ ตายซากทางสุนทรียภาพไปหมดแล้ว  มีแต่ความรกรุงรังกับทัศนะอุจาด!!!!  ผู้คนเริ่มไม่มีจิตวิญญาณไทย  เริ่มเป็นฝรั่งกันมาก  ไม่รักและไม่เคารพรากเหง้าของตัวเองแล้ว  ผู้บริหาร กทม.ที่ผ่านๆ มา  ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ไม่มีสุนทรียภาพ  ดังนั้นเขาจะไม่คำนึงว่าเรื่องศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะคำนึงทุกอย่างเที่แม่งงง...เติบโต  อะไรก็ได้ ตึก เหี้...ๆ  อะไรก็ได้ที่จะขึ้นมาเพื่อเรียกว่าความเจริญและการพัฒนา

     สำหรับนางเอกสาวแถวหน้าของเมืองไทย  "หมิว-ลลิตา  ศศิประภา"  มองกรุงเทพฯด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย  ในฐานะคุณแม่ลูกสอง... "หมิวว่ากรุงเทพฯ โตขึ้นเรื่อยๆ  ตึกเยอะและสูงขึ้นเรื่อยๆ คนก็เยอะขึ้น รถ ถนน เยอะตามกันไปหมด  จนกรุงเทพฯ ดูแน่นและอึดอัด!!  การพัฒนากรุงเทพฯ แบบที่ผ่านมานี้ เหมือนเราลืมรากฐานของตัวเราเอง ดูตัวอย่างง่ายๆ เราลืมไปแล้วว่ากรุงเทพฯเป้นที่ลุ่ม เมื่อก่อนเคยมีคูคลองต่างๆ คอยรับน้ำและช่วยระบายน้ำ ต่อมาเราถมหมดเลยเพื่อขยายเมือง  โดยที่ไม่ได้ทำระบบระบายน้ำให้ดีๆ  การที่เราขาดสำนึกในพื้นฐานของเราเองโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม  มันทำให้กรุงเทพฯมีปัญหาหนักอย่างที่อาจารย์พุทธทาสท่านว่า การศึกษาไทยเหมือนกับหมาหางด้วน"   พอถึงตรงนี้   "ศ.ระพี  สาคริก"  วึ่งหลงคารม  บก.ลิปส์  ยอมใส่คอนเวิร์สกระชากวัยถ่ายรูปปกรูปหลานหมิว  แทรกต่อทันทีว่า  "การศึกษาของไทยเหมือนวังลืมตีน  เราลืมตัว  พอมีวัตถุเข้ามามากๆแล้วเราลืมตัว  เราลุ่มหลงวัตถุ เลยมุ่งพัฒนาแต่ความเจริญทางวัตถุ เพื่อตอบสนองความลุ่มหลง  ลืมรากฐานว่าเราเป็นอย่างไรมาก่อน  เราควรจะเป็นอย่างไร  สังคมปัจจุบันจึงวุ่นวายมาก"

      ลองพิจารณากรุงเทพฯผ่านสายตาของสุภาพสตรีสูงวัย  "ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์  สมบัติศิริ"  แล้วคุณจะค้นพบว่า แท้ที่จริง  มหานครแห่งนี้จะงดงามหรือน่าชัง  ขึ้นอยู่กับใจคนมากกว่าสิ่งใด!!...  "บ้านเมืองก็ต้องเปลี่ยน อยู่นิ่งไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันว่าดี  แต่อยากให้กรุงเทพฯ มีต้นไม่มากกว่านี้  เหมือนสมัยก่อนที่กรุงเทพฯร่มรื่นมาก  ไปตรงไหนก็ร่มรื่น  ต้นไม้สวย เดี๋ยวนี้หายากเหลือเกิน  มีแต่ตึกรามขึ้นมาเยอะ"

     ไม่เพียงแต่สิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯจะร้อนแล้งเท่านั้น  แต่ท่านผู้หญิงยังเห็ฯว่า  จิตใจของคนกรุงก็ร้อนรุ่มจนยากจะเยียวยา...  "ใจของคนต้องร่มรื่น  เย็นกว่านี้  คนจะต้องมีความเมตตากันมากกว่านี้  เพราะธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีทำให้เราสบายใจได้ใจของเราร่มรื่นตามสภาพแวดล้อม  ใจคนกรุงเทพฯทุกวันนี้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา  ดิฉันอยากให้คนกรุงเทพฯ ตระหนักว่า  ถ้าสิ่งแวดล้อมดี คนก็จิตใจสบาย  พจิตใจสบายก็มีน้ำใจให้กัน  กรุงเทพก็จะน่าอยู่!!" 

     ตกลงปลงใจหรือยังคะว่า   คุณจะรักหรือชังกรุงเทพฯ

   

    

โดย อนามัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net