วันที่ อังคาร มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Like & Life กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง …


ผู้หญิงหน้าจ. เนชั่นสุดสัปดาห์ วางแผงศุกร์ 31 พ.ค. 2556

วรรณศิริ ศิริวรรณ @wannasiri_

Like &Life กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

 

จริงหรือที่ทุก 7 ปี มักจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์ …?

 

ส่วนตัวเราไม่ค่อยเชื่อในทฤษฎีนี้ซักเท่าไหร่  แม้จะถูกเชื้อเชิญให้เชื่อจากหนังไทยบางเรื่องที่หยิบประเด็นนี้มาเล่นผ่านภาพยนตร์จนโด่งดังเปรี้ยงปร้าง โกยไปหลายล้าน เมื่อปีก่อนก็ตาม  แถมเพื่อนสาวบางคนยังแอบชักจูงให้เชื่อ หล่อนฟูมฟายยกใหญ่ โยงเอาเรื่องความรัก  ความเจ็บปวด และหมอดูมาเอี่ยว

 

“ฉันว่าแล้วอาถรรพณ์ 7 ปีในชีวิตคู่ จริงอย่างหมอดูทักเลยเธอ จำได้มั้ย ที่ฉันบอกว่าหมอดูในทีวีเค้าฟันธงว่าราศีฉันจะอกหักเพราะอาถรรพณ์เลข 7  ดูสิคบกันอยู่ดีๆ ครบรอบปีที่ 7 มาบอกฉันว่า เข้ากันไม่ได้ ที่ไหนได้ มันแอบนอกใจฉันไปคบคนอื่น แถมหล่อด้วย(อธิบายความได้ว่า แฟนหนุ่มของเจ้าหล่อน นอกใจไปหาชายอื่น…อย่างงี้ไม่ใช่อาถรรพณ์แล้วมั้ง)

 

เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องความรัก เรื่องการงาน ทุกก้าวย่างของชีวิต คงไม่ต้องรอให้ถึง 7 ปีจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงหรอก  ถ้าสังเกตจริงๆ  มันก็มักจะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่แทบจะทุกวินาทีอยู่แล้ว ลองคิดดู ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี เราต่างมีประสบการณ์จากการเติบโตของชีวิต  จากการมองเห็น  การได้ยิน การสัมผัส การรู้สึก ได้เรียนรู้ ทดลอง  ความเปลี่ยนแปลงมันจะติดสอยห้อยตามประสบการณ์ที่เดินทางไปพร้อมกับเราแบบไล่ก็ไม่ยอมไปเท่าที่ค้นพบกับตัวเอง ตามธรรมชาติเรามักจะมีความสุขกับความเปลี่ยนแปลงเสมอ  หากนั่นเป็นสิ่งที่เราเลือกและตัดสินใจเอง  ในทางกลับกัน เรามักจะทุกข์อย่างแสนสาหัส หากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากไฟล์บังคับ โดยที่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจแม้แต่น้อย

 

 เชื่อมั้ย? เมื่อคนเรามีความสุขสุดๆ ในช่วงเริ่มต้น เรามักจะคิดว่า นี่แหละคือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต เรามีความสุขกับความเปลี่ยนแปลงในด้านบวกจนไม่อยากให้มันเลือนหายไปไหน  จนเราเองเลือกที่จะเมินหน้าหนีหรือแสร้งทำมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้น ทุกวันๆ  ในโลกนี้ ทุกลมหายใจเข้าออก เราหันหน้าหนีความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จริงๆ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม มีแต่เปลี่ยนแปลงมากหรือน้อย ดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าแย่ลงเราก็มักจะเลือกประคับประคอง (แบก)ทุกอย่างให้ผ่านพ้นต่อไปได้ จนกระทั่งเมื่อความทุกข์มาถึงขั้นที่ว่าเราแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็นมันไม่ได้อีกต่อไป เราจึงจะยอมรับว่า ชีวิตฉันกำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง (หลังจากพึ่งพาหมอดูให้ฟันธงมาแปดตลบ)

 

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า”เคมีรักระหว่างเรา” พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงในมุมของความรักความสัมพันธ์ได้แบบน่าทึ่ง ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นเด็กสายวิทย์ เรื่องวิทยาศาสตร์ที่อ้างอิงเหตุผลและการพิสูจน์ดูจะห่างไกลจากเรามากทีเดียว เลข 7 กับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงชีวิตอาจจะอ้างอิงได้กับช่วงวัย  เรียนประถมศึกษา 6 ปี พอเข้าปีที่ 7 ก็กลายเป็นเด็กมัธยม เรียนมัธยมอีก 6 ปี ก็กลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เรียนปริญญาตรี 4 ปี บวกปริญญาโทอีก 2 ปี เข้าปีที่ 7 ก็เริ่มทำงาน  ผ่านช่วงเวลาทำงานไปอีก 6 ปี เริ่มเก็บเงินได้ก็เริ่มอยากจะลั่นระฆังวิวาห์ ผ่านไปพอเข้าปีที่ 7 เตียงหัก! แต่ในทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เชื่อเช่นนั้น  จุดหักเหในชีวิตคู่จะอยู่หรือไปอยู่ในปีที่ 3 เพราะเป็นช่วงที่ “เคมีรัก” จืดจาง

ในช่วงรักแรกพบ ชีวิตที่โรแมนติกสุดๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลายตัว ทั้ง  PEA ที่ทำเราอารมณ์ดีขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล โดปามีน ที่ทำให้เราเสพติดคนรักแบบถอนตัวไม่ขึ้น การลดลงของฮอร์โมนเพศชายในผู้ชาย การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเพศชายในผู้หญิง ทำให้ช่องว่างที่ต่างกันระหว่างเพศนั้นแคบลง   แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระดับฮอร์โมนเพศชายในผู้ชายจะกลับสู่ภาวะปกติ ช่องว่างระหว่างเพศจะกลับมาขยายกว้างอีกครั้ง เมื่อความรักช่วงโรแมนติกจบลงที่ 12 24 เดือน ชีวิตคู่เริ่มมีปากเสียงกันมากขึ้น  สอดคล้องกับที่นักจิตวิทยาที่ศึกษาด้านเคมีรักอย่างลึกซึ้ง บอกเอาไว้ว่า การตกหลุมรัก  ไม่ใช่ Love หรือ "ความรัก"  แต่มันคือ Limerence  อันเป็นความรู้สึกย้ำคิดย้ำทำ ปรวนแปร  ซึ่งประสบการณ์ที่ว่านี้มีอายุเฉลี่ยเพียง 2 ปีเท่านั้น นั่นหมายความว่าหากคู่ใดผ่านพ้นช่วง  Limerence  ไปได้  เมื่อเคมีในร่างกายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ในปีที่สามยังอยู่ด้วยกันทุกวัน  เจอหน้ากันทุกวัน ดูแลกันทุกวันแบบเดิมๆในช่วงสองปีแรกได้อยู่ ก็แสดงว่าผ่านจุดเปราะบางไปได้ และจะเข้าสู่ช่วงของความรัก (Love) ที่แท้จริง

 

นึกถึงคำพูดของพี่เกี๊ยง นันทขว้าง สิรสุนทร ครั้งหนึ่งผู้ชายคนนี้เคยบอกเราว่า ในบรรดาคำภาษาอังกฤษบางคนอาจจะชอบคำว่า Love บางคนชอบคำว่า Memory แต่สำหรับเขาแล้ว เขาชอบคำว่า “Life” มากที่สุด นอกจากความหมายมันจะหมายถึงชีวิตแล้ว สังเกตให้ดีว่าตัวอักษร 2 ตัวที่อยู่ระหว่างคำคือ “if“ (ถ้า) ยังคอยเตือนสติเราได้เสมอว่า ในชีวิตคนเรานั้นมันไม่มีอะไรแน่นอน ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถ้า

โดย wannasiri

 

กลับไปที่ www.oknation.net