วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อดีตประธานาธิบดี ฟูจิโมริ กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ถึงทรราชหน้าสวย


         ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของประเทศเปรู “ออลลันตา” ปฏิเสธที่จะนิรโทษกรรมให้แก่อดีตประธานาธิบดี “อัลแบร์โต ฟูจิโมริ” ซึ่งต้องโทษจำคุกโทษฐานคอร์รัปชั่นและละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมระยะเวลากว่า 25 ปี

“เมื่อพิจารณาถึงนิยามของการสำนึกผิด (repentance) โดยเฉพาะในกรณีของการทุจริตและอาชญากรรมต่อสิทธิมนุษยชนด้วยแล้ว ผมตัดสินใจว่าจะไม่อภัยโทษให้แก่ฟูจิโมริ” ออลลันตากล่าว กรณีนี้ ทำให้นึกถึงนักการเมืองไทยบางคนที่ยังไม่สำนึกผิด กำลังดิ้นรนจะหาทางล้างผิด-นิรโทษกรรมให้แก่ตนเองอยู่ในวันนี้ โดยอาศัยอำนาจรัฐในมือของรัฐบาลน้องสาว

ถ้ากรณีของฟูจิโมริ จะทำให้นึกถึงใครมากที่สุด คนคนนั้นก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร”

1) ฟูจิโมริ เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเปรู ระหว่างปี 1990-2000 ก่อนจะหลบหนีออกนอกประเทศ เพื่อหนีข้อหาทุจริตและละเมิดสิทธิมนุษยชน

2) นายฟูจิโมริ กับ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักการเมืองที่เคยใช้อำนาจรัฐและเงินแผ่นดินในการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองในหมู่ประชาชน ก่อนจะทำการฉ้อฉล กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองเสียเอง ในที่สุดก็ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก หลบหนีอยู่นอกประเทศเหมือนกัน

3) นายฟูจิโมริหนีออกไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2543 ก่อนจะถูกจับกุมขณะเดินทางอยู่ในชิลี และถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้ทางการเปรู เมื่อปี 2550 ขณะนี้ รับโทษอยู่ในคุกของประเทศเปรู

แต่ทักษิณยังคงหลบหนีคดี หนีโทษจำคุกที่ศาลฎีกาฯ ได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดไปแล้ว

 4) คดีแรกที่นายฟูจิโมริถูกศาลเปรูพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 6 ปี คือ ความผิดในฐานใช้อำนาจในทางมิชอบ สั่งการให้ลูกน้องบุกบ้านของผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง เพื่อขโมยเอกสารและวีดีโอบันทึกภาพการคอร์รัปชั่นในยุครัฐบาลของเขา นอกจากคดีนี้แล้ว ฟูจิโมริยังต้องความผิดอีกหลายกระทง เช่น ข้อหาให้สินบนแก่คนสนิท ข้อหาดักฟังโทรศัพท์และติดสินบนผู้สื่อข่าว นักธุรกิจ และกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้าน

 ล่าสุด คือ คดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน สั่งการให้กองกำลังสังหารประชาชนกว่า 25 คน ที่ศาลสูงสุดเปรูพิพากษาจำคุก 25 ปี

         เปรียบเทียบกับทักษิณ ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาว่ามีความผิด คดีถึงที่สุดไปแล้ว 2 กรณี ได้แก่ คดีที่ดินรัชดาฯ กระทำผิดกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้ภรรยาเข้ามาประมูลซื้อที่ดินรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตน ทำให้รัฐเสียหาย และคดีร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ ออกมาตรการรัฐเอื้อประโยชน์ แก่ธุรกิจของตนเอง จึงถูกยึดทรัพย์กลับเป็นของแผ่นดิน 46,000 ล้านบาท

         นอกจากนี้ ทักษิณยังถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง อาทิ การฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติดที่ คตน.ชี้ว่าเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การทุจริตคอร์รัปชั่นมโหฬาร การใช้อำนาจโดยมิชอบ เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจพวกพ้อง กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองอีกหลายคดี ฯลฯ

 5) ก่อนจะถูกจับมาขึ้นศาลในประเทศของตน นายฟูจิโมริเคยหลบหนีอยู่นอกประเทศ และใช้วิธีแก้ตัวผ่านสื่อมวลชน สร้างภาพว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

ทักษิณก็ทำเหมือนกัน และทำยิ่งกว่า

เพราะทักษิณถึงกับปลุกระดมประชาชน ปลุกปั่น สร้างความแตกแยกในสังคม พูดจาใส่ร้ายป้ายสีสถาบันเบื้องสูง บงการมวลชน ในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในประเทศไทย เผาบ้านเผาเมือง เผาศาลกลางจังหวัด ก่อการร้ายในบ้านเมือง

 6) ลูกสาวของฟูจิโมริ นางเคอิโกะ ฟูจิโมริ เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเปรู ประกาศว่า หากชนะเลือกตั้ง จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมฟูจิโมริ (ขณะนั้นฟูจิโมริติดคุกอยู่) แต่ปรากฏว่าแพ้เลือกตั้ง

          หลังจากนั้น นางเคอิโกะ และกลุ่มผู้สนับสนุนก็พยายามเรียกร้องให้ประธานาธิบดีออลลันตา ฮูมาลา อภัยโทษให้นายฟูจิโมริ โดยอ้างว่าป่วยหนัก เป็นมะเร็ง ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีของเปรูปฏิเสธที่จะอภัยโทษ เพราะการกระทำผิดของฟูจิโมริเป็นเรื่องทุจริตและฆาตกรรมร้ายแรง แถมยังไม่ได้สำนึกผิดอย่างแท้จริง

           แต่ในประเทศไทย น้องสาวของทักษิณ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หาเสียงเลือกตั้งด้วยนโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” งัดนโยบายประชานิยมสุดขั้ว ล้างผลาญเงินแผ่นดิน นำมาปรนเปรอให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น จำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดกว่า 50% ค่าแรง 300 เงินเดือนหมื่นห้า กระชากค่าครองชีพ รถคันแรก ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ฯลฯ เมื่อได้เป็นรัฐบาล ก็ทำตัวเสมือนรัฐบาลหุ่นเชิดของทักษิณ ละเลยการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่มุ่งรับใช้ผลประโยชน์ส่วนตัวของทักษิณ ถึงขนาดผลักดันกฎหมายล้างผิดคดีทุจริตให้ทักษิณ

พยายามช่วยเหลือให้ทักษิณได้กลับบ้านอย่างเท่ๆ ไม่ต้องสำนึกผิดไม่ต้องรับโทษตามคำพิพากษาของศาล

 7) น่าสนใจว่า ในอดีต รัฐบาลของนายฟูจิโมริมักอ้างเสียงข้างมาก อ้างผลการเลือกตั้ง เพื่อกลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจในทางมิชอบของตนเองอยู่เสมอ

         นายฟูจิโมริใช้หน่วยสืบราชการลับเป็นเครื่องมือในการยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเล่นงานฝ่ายตรงข้าม โดยหัวหน้าฝ่ายสืบราชการลับที่ชื่อ “วาลดิมิโร มอลเตสติโน”   ในปี ค.ศ.1992 ฟูจิโมริและมอลเตสติโนได้ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ประกาศยุบสภา สถาปนารัฐบาลแห่งชาติ เพื่อบริหารประเทศในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยฟูจิโมริพยายามบอกว่า ทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือ ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ หลังจากชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ก็สถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ ผ่านรัฐสภาที่พวกตนยึดกุมเบ็ดเสร็จ มีกองกำลังส่วนตัวคอยสนับสนุน มีขบวนการกำจัดฝ่ายตุลาการที่ไม่ยอมตกเป็นขี้ข้าหรือรับใช้ฝ่ายรัฐบาล มีการปลดผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ, ปลดคณะกรรมการสภายุติธรรม ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาศาลสูงและอัยการ, ออกพระราชกำหนดให้ประธานาธิบดีมีอำนาจเหนือฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย การปลดผู้พิพากษา และอัยการ ฯลฯ

         น่าคิดว่า ขณะนี้ รัฐบาลน้องสาวทักษิณและพวก ก็อ้างเสียงข้างมาก อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง กลบเกลื่อนพฤติกรรมการใช้อำนาจในทางมิชอบ ปัญหาการทุจริตโกงกิน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ แถมยังแสดงท่าทีให้ท้ายขบวนการกดดัน ข่มขู่ คุกคามอำนาจตุลาการ อาศัยอำนาจตำรวจและอันธพาลการเมือง และยังจะเดินหน้าออกกฎหมายล้างผิดคนโกง แก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

         พูดง่ายๆ ว่า นอกจากพยายามจะล้างผิดให้ทักษิณแล้ว ยังส่อว่าจะสถาปนาระบอบอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ คือ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งคล้ายกับยุคฟูจิโมริขึ้นมาในประเทศไทยอีกด้วย

 

จาก : สารส้ม คอลัมภ์คอการเมือง นสพ. แนวหน้า วันที่ 10/6/2556

โดย แพทพิรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net