วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จำนำข้าวยังเจ๊งไม่พอ น้ำ๓.๕แสนล้านแบ่งเค้กแล้ว อุเทนบอกแค่ภาพลวงตา จะเสียหายหนัก


จำนำข้าวยังเจ๊งไม่พอ น้ำ๓.๕แสนล้านแบ่งเค้กแล้ว อุเทนบอกแค่ภาพลวงตา จะเสียหายหนัก

.

.

.

 

 

ฉกมาจากเพจ อาจารย์ ศศิน ครับ พร้อมข้อความสั้นๆของอาจารย์ว่า ...

"มาตามคาดครับ จำง่ายๆ ITD ได้ทำเขื่อน และอื่นๆ ไปแสนกว่าล้าน

K-Water แม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ และอื่นๆ แสนกว่าล้าน"

 


 

จำนำข้าวยังเจ๊งไม่พอ แถมเสี่ยปุ้มปุ้ย บอกว่า ยังไงก็ไม่ถอย เดินหน้าต่อแน่นอน

ในขณะที่โต้ง ติ๊กผิด สงสัยจะเมายาดอง หันมาเปิดศึกกับ บุญทรง รมต.พาณิชย์ ซะงั้น

 

ปิดบัญชีจำนำข้าว"กิตติรัตน์"เปิดศึก"บุญทรง"

งานนี้ กิตติรัตน์ จะไม่เปลืองตัว เพราะอยู่ในฐานะ “ผู้ตรวจสอบ” ต่างจาก บุญทรง ที่อยู่ในฐานะ “คนถูกตรวจสอบ” ซ้ำร้ายมีสิทธิต้องลงเอยเป็นแพะรับบาปในโครงการรับจำนำข้าวและตกเก้าอี้แต่เพียงลำพัง ทั้งๆ ที่นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดและรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเป็นผลิตผลของ “ครม.ยิ่งลักษณ์”

ไม้สอง กิตติรัตน์ ให้สัมภาษณ์โดยระบุว่า การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ต้องใช้ข้อมูลเดียวกับคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำชุดรองปลัดสุภา เพื่อป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือเรียกว่าป้องกันการปั้นแต่งตัวเลขที่ทำให้มีการบิดเบือนข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอย่างจงใจ

“เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เพราะการใช้ข้อมูลคนละสมมติฐานจะทำให้เกิดความสับสน เพราะคลังและพาณิชย์มีการใช้สมมติฐานสินค้าคงเหลือ ราคาสินค้า และการเสื่อมสภาพของสินค้าที่ต่างกัน” กิตติรัตน์ กล่าว พร้อมย้ำว่า “ผมขอยึดข้อมูลคณะอนุกรรมการปิดบัญชีที่ กขช.เป็นผู้แต่งตั้ง และอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลังเป็นหลัก”

และนั่นจะทำให้การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก “ใกล้เคียง” กับผลการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการชุดที่มีรองปลัดสุภา เป็นประธานอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กระนั้นแม้ กิตติรัตน์ ยืนยันว่าการขาดทุนในโครงการไม่ถึง 2.6 แสนล้านบาทแน่นอน และปีงบ 2557 ได้ตั้งงบชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำ 78 หมื่นล้านบาท

ไม้ที่สาม อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ลงนามในหนังสือแบ่งหน้าที่รองปลัดกระทรวงการคลัง โดย สุภา ยังคงนั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงตัวบุคคลเหมือนที่เป็นกระแสข่าวก่อนหน้านี้

เหล่านี้เป็นสัญญาณว่า กิตติรัตน์ เปิดหน้าชน บุญทรง โดยมีรองปลัดสุภา เป็นทัพหน้า

สถานการณ์โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องบอกได้เลยว่ามีทั้งศึกนอก ศึกใน ให้สาวไส้ความล้มเหลวของโครงการรับจำนำข้าวให้ประชาชนตาดำๆ ได้เห็นกันอย่างตำตาตำใจว่า โครงการนี้สร้างความเสียหายเกินเยียวยา


 

“กิตติรัตน์” ผวาโครงการจำนำข้าวขาดทุนเกิน 2.6 แสนล้าน หักพาณิชย์ แต่งตั้ง “สุภา” กลับนั่งเก้าอี้ ปธ. กรรมการปิดบัญชีข้าว “บุญทรง” นำทีมเดินสายล้างสมองชาวนา

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้มีการแต่งตั้งให้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่ดูแลด้านสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง กลับมารับหน้าที่ประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้มีคำสั่งปลดออกจากตำแหน่งเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา
       
       แหล่งข่าวในกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่ น.ส.สุภา ประเมินไว้ว่าจะขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท สร้างความไม่พอใจให้ฝ่ายการเมือง เป็นเหตุให้ น.ส.สุภา ต้องพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว แต่ขณะนี้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เริ่มจะมีความขัดแย้งกับกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ในเรื่องข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวที่ไม่ตรงกัน
       
       ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเห็นว่า สมควรให้ น.ส.สุภา กลับมาทำหน้าที่เป็นประธานปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวต่อไปเพื่อจะให้ข้อมูลของการรับจำนำออกมาตามความเป็นจริงมากที่สุด และนายกิตติรัตน์ จะยึดข้อมูลที่คณะกรรมการปิดบัญชีฯ ของ น.ส.สุภา สรุปเป็นหลัก อีกทั้งเป็นข้อมูลที่ส่งให้กระทรวงพาณิชย์ใช้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน แต่กลับถูกกระทรวงพาณิชย์ปฏิเสธ ทำให้เกิดความขัดแย้งดังกล่าว
       
       แหล่งข่าวยังกล่าวเสริมว่า ขณะนี้นายกิตติรัตน์ และผู้บริหารกระทรวงการคลัง เริ่มวิตกกับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวมากขึ้น เมื่อข้อมูลล่าสุดสรุปว่า มีการใช้เงินไปสูงสุดถึง 6.6 แสนล้านบาท จากที่ตั้งเป้าจะใช้ไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงยังมีข้าวค้างสต๊อกอีกจำนวนมาก เพราะระบายข้าวไม่ได้ เนื่องจากราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด ทำให้มีแนวโน้มว่าจะขาดทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งข้าวที่เก็บไว้เสื่อมสภาพลงทุกวัน คาดว่าจะขาดทุนมากกว่า 2.6 แสนล้านบาท
       
       นอกจากนี้ ยังวิตกในเรื่องข้อมูลโครงการจำนำข้าวที่ขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นปัจจัยให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ ออกมาขู่ว่าจะปรับลดเครดิตลง โดยกระทรวงการคลัง ต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน จึงจะทำหนังสือชี้แจงมูดี้ส์ต่อไป

 

ลองทายกันดูเล่นๆว่า สองคนนี้ โต้ง-ติ๊กผิด กับ บุญทรง-งงเรื่องจำนำข้าว

ปรับ ครม.หนหน้า ในอีกไม่นานนี้ ใคร ? จะเป็นฝ่ายไป


“อุเทน” ชี้ รบ.ไม่ฟังจำนำข้าวเจ๊ง ติงจัดการน้ำเละพอกัน ท้อสื่อไม่ช่วยปกป้องชาติ

 

อดีต ปธ.ศปภ.เปรียบ “ธงทอง” แถลงคัดกลุ่มเพื่อประมูลจัดการน้ำ เหมือนรายการอาหารที่จัดฉาก ยั่วคนดูได้แต่กินไมได้ ย้ำโครงการทำชาติเสียหายหนัก แม่น้ำเจ้าพระยาลดกระทบ ปชช. รับท้อร่อน จม.เตือนนายกฯ ยังนิ่ง ติงสื่อสมัยนี้คุณภาพแย่ ไม่ศึกษาเพื่อรักษาประโยชน์ชาติ ชี้เรื่องใหญ่ไม่แพ้จำนำข้าว ขอศึกษาช่องลุยต่อ เผยเตือน พท.ขาดทุนจำนำข้าวแต่รั้น ตอกพวกได้ประโยชน์คอยหนุน แจงไม่รัดกุมทำเสียหาย

...


 

ลองจับเค้ก ๓.๕ แสนล้าน ตะแคงดู

จะได้เห็นหัวข้อโครงการ ถนัดๆหน่อย

 

 

K-Water ลดแก้มลิงลง จาก หกหมื่นล้าน เหลือหมื่นล้าน

แต่ไปเพิ่ม Floodway จากแสนสองหมื่นล้าน เป็นแสนห้าหมื่นล้านกว่าๆ

ก็เพราะอย่างนี้มั๊ง ที่อาจารย์ศศิน บอกว่าเป็น เจ้าพระยาก ๒

แบ่งเงินกันเสร็จสรรพ เรียบร้อย แต่...

มันจะขุดจากไหน ไปไหน ? ผ่านที่ไร่ ที่นา หรือบ้านเรือนของใครบ้าง ก็ยังไม่รู้

 

ITD อิตาเลี่ยนไทย อ่างเก็บน้ำ A1 กับ B1 คืออะไรก็ไม่รู้

อาจารย์ศศินใช้คำว่า "เขื่อน" --555

ไม่ต้องอ้อมค้อม มันคือเขื่อน

และก็คงจะเป็น แก่งเสือเต้น กับแม่วงศ์ ใช่มั๊ย ?

ถ้าไม่ใช่ มันคือที่ไหนหนอ ?

สร้าง 21 อ่างเก็บน้ำ 5 หมื่นล้าน “แก่งเสือเต้น-แม่วงก์” ไม่รอด!

เอกสารระบุชัดเจนว่า มีพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใน 5 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และลุ่มน้ำป่าสัก เพื่อทำหน้าที่ปรับอัตราการไหลน้ำหลากสูงสุด (peak discharge) ไม่ให้เกินขีดความสามารถของแม่น้ำที่รองรับการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ

สำหรับพื้นที่ "ลุ่มน้ำปิง" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ 1.อ่างเก็บน้ำแม่แจ่ม ที่จะมีความจุประมาณ 134.694 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมชลประทาน ประมาณ 71,836 ไร่ 2.อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังเจ้า คลองสวนหมากและคลองขลุง ที่จะประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำจำนวน 3 แห่ง มีความจุรวมประมาณ 39 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำคลองวังเจ้า คลองสวนหมากและคลองขลุง ที่นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้วยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทาน ประมาณ 15,518 ไร่

ในส่วนพื้นที่ "ลุ่มน้ำยม" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งเสือเต้น ที่มีความจุประมาณ 1,175 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ที่นอกจากจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทานประมาณ 774,200 ไร่

ขณะที่พื้นที่ "ลุ่มน้ำน่าน" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ 1.อ่างเก็บน้ำน้ำปาด ที่มีความจุประมาณ 58.9 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมชลประทานประมาณ 32,250 ไร่ 2.อ่างเก็บน้ำคลองชมพู ซึ่งมีความจุประมาณ 43 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทาน ประมารณ 20,000 ไร่ และอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่ง ยังจะเป็นแหล่งประมง แหล่งท่องเที่ยว แหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ แหล่งเติมน้ำบาดาลธรรมชาติและรักษาความสมดุลระบบนิเวศได้อีกด้วย

ทางด้านพื้นที่ "ลุ่มน้ำสะแกกรัง" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่วงก์ ที่มีความจุประมาณ 258 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์
...

 


ลองดูข้อมูลจากเวทีเสวนานี้หน่อย ...

 

 

เขื่อนแม่วงก์: ปัญหาหรือทางออก

 

 

 

 

***

"เราต้องเลือกป่าสักทองแทนที่จะเลือกเขื่อนแก่งเสือเต้น เพราะเป็นป่าสักใหญ่แห่งสุดท้ายของประเทศไทย เราต้องเลือกป่าพื้นที่ราบริมน้ำแทนที่จะเลือกเขื่อนแม่วงก์ เพราะเป็นป่าที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศและเป็นความหวังของการอนุรักษ์สัตว์ป่า"

"เรามองว่าพื้นที่สร้างเขื่อนแม่วงก์นั้นเป็นเพียงพื้นที่นิดเดียวของผืนป่าตะวันตก แต่เราไม่ได้มองถึงความสำคัญของพื้นที่แห่งนั้น โดยเฉพาะในอีไอเอไม่ได้มองถึงความเชื่อมโยงของระบบนิเวศโดยรวมทั้งหมด พื้นที่ตรงนั้นเป็นป่าที่ราบริมน้ำ เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า มันคือแหล่งพันธุกรรมระดับโลก"
***

"ที่ผ่านมามีงานวิจัยจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง องค์กรอย่าง WWF และ WCS ระบุชัดเจนว่าเสือโคร่งที่ห้วยขาแข้งไปโผล่ที่ป่าแม่วงก์แล้ว เพราะสัตว์กีบเริ่มเข้าไปอาศัยและหากินในพื้นที่บริเวณสร้างเขื่อน แม้เราตอบไม่ได้ว่าเสือโคร่งจะเดินผ่านพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนหรือไม่ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เพราะมันคือแหล่งพันธุกรรมระดับโลก"
***

ทุกวันนี้กรมชลประทานมีศักยภาพมากพอในการจัดการน้ำ ซึ่งทั้งเขื่อนแม่วงก์และเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้นเป็นเขื่อนที่มีขนาดเล็ก ไม่ตอบโจทย์ทั้งแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือแม้แต่เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลไม่ควรฉวยเอาวิกฤตมาสร้างโอกาสให้ตัวเอง และไม่ควรนำเอากลไกการเมืองที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความจริงมาใช้แก้ปัญหา

***

ปัญหาเรื่องน้ำไม่ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ไหน หน่วยงานรัฐต้องลงไปทำความเข้าใจกับชุมชนไม่ใช่ไปทำให้ชุมชน ต้องให้ชุมชนได้เรียนรู้จัดการปัญหา โดยมีรัฐเป็นพี่เลี้ยงคอยหนุนเสริมและเปลี่ยนความรู้จนถึงปัจจัยในการทำงาน จะขุดสระเก็บน้ำไว้รอบๆ ชุมชนก็ได้ แต่อ่างเก็บน้ำนั้นทำไม่ได้แล้วเพราะมันมีปัญหาและผลกระทบมาก

"เขื่อนแม่วงก์มีปัญหาทับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย หากทำไม่ได้ก็อย่าไปฝืนทำเลย"

***

การที่จะทำให้น้ำในแม่น้ำไหลได้ตลอดทั้งปี สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ หากป่าต้นน้ำกลายเป็นเขื่อนไปหมด ต่อไปเราต้องรอให้ถึงหน้าฝนเท่านั้นถึงจะมีน้ำไหลออกมา และเมื่อป่าเปลี่ยนไปเป็นเขื่อนเราก็ไม่สามารถกู้ธรรมชาติได้

"การฟื้นฟูป่าเป็นเรื่องสำคัญ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในหลายๆ พื้นที่ หากวันนี้ชุมชนช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำอีก 10 ปี หรือ 15 ปี เราจะมีแหล่งน้ำใช้เองทุกชุมชน"

...

***


 

จะสร้างกันจริงๆหรือ ?

หรือเขียนส่งๆไปอย่างนั้นเอง ...เพื่อเป็นเอกสารขอกู้เงินเท่านั้น ?

หลังจากกู้เงินเสร็จ ได้เงินเข้ากระเป๋ากันแล้ว ก็ยุบสภาหนี

ทิ้งไว้แต่หนี้ และซากของโครงการ ให้เป็นภาระ ของชาวบ้าน และลูกหลาน ในอนาคต !!

 

 


 

อัพเ่ดทหน่อย  เปิดซองเรียบร้อยแล้ว

(จากเพจคุณศิริโชค)

 


 

โดย เขียดขาคำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net