วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วัด Performance ยากนะ


การวัดคุณภาพ หรือ Performance

คือการแปลง Performance

ที่อยู่ในรูปแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative)

อันเป็นรูปแบบที่ควบคุม หรือ บริหารจัดการไม่ได้

ให้ไปอยู่ในรูปแบบเชิงปริมาณ (Quantitative)

ตัวอย่างเช่น

คุณภาพของนาฬิกา หรือ

Performance ของผู้ผลิตนาฬิกาคือ

ความเที่ยงตรง

(นาฬิกาบอกเวลาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ)

วิธีวัดคือวัดความผิดพลาดเป็นวินาทีเมื่อ

นาฬิกาทำงานไปได้ระยะหนึ่ง

คุณภาพของผู้ผ่านการฝึกอบรม

หรือ Performance ของผู้จัดการฝึกอบรมคือ

การเรียนรู้ (Learning)

วิธีวัดคือวัดจำนวนผู้ผ่านการฝึกอบรม

ที่นำความรู้จากการฝึกอบรม

ไปใช้ประโยชน์ในการทำงาน

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังต้องใช้เวลา

เขาก็เลยตัดตอนแค่

วัดจำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม

โดยไม่สนใจคุณภาพของผู้ผ่านการฝึกอบรม

และ ถ้าใช้ตัวเลขนี้เป็นเป้าหมาย

ผลก็คือมันจะอบรมกันทั้งปี

จนขยะเต็มสมอง

เหมือนที่เกิดขึ้นในหลายๆองค์การ

วัดค่าได้ทำให้ควบคุมได้ บริหารจัดการได้

แต่ยังไม่พอ

เพราะในโลกแห่งการแข่งขัน

ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ด้วย

ตัวอย่างเช่น

บริษัทหนึ่งทำกำไรได้ ๕๐๐ ล้านบาทในหนึ่งปี

อีกบริษัทหนึ่งทำกำไรได้ ๑๐๐๐ ล้านบาทในหนึ่งปี

ข้อมูลแค่นี้

ยังบอกไม่ได้ว่าบริษัทไหนเก่งกว่ากัน

เพราะตัวเลขทั้งสองตัว

อาจอยู่บนคนละฐาน

กรณีเช่นนี้เขานิยมวัด Profit margin

ร้อยละของกำไรเทียบกับยอดขาย

ถ้าบริษัทแรก และ บริษัทหลัง

มียอดขาย ๕๐๐๐ ล้านบาท

กับ ๕๐๐๐๐ ล้านบาทตามลำดับ

Profit margin ของบริษัทแรกคือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์

(๕๐๐*๑๐๐/๕๐๐๐)

ในขณะที่บริษัทหลังแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์

(๑๐๐๐*๑๐๐/๕๐๐๐๐)

บริษัทแรกเก่งกว่าเยอะเลย

ทั้งๆที่กำไรน้อยกว่า

สรุปว่าถ้าจะเปรียบเทียบก็ต้อง A2A

(Apple to Apple)

ตัวเลข Profit margin ในตัวอย่าง

มีชื่อเฉพาะว่า Performance indicator (PI)

ซึ่งในแต่ละองค์การ

จะมีตัวเลขทำนองนี้มากมายหลายตัว

ตัวทีสำคัญๆ (Key) เรียก

Key performance indicator

หรือที่ได้ยินกันบ่อยๆว่า KPI

เมื่อเอา KPI มาเป็นเป้าหมายในการทำงาน

แล้วให้รางวัลตามสัมฤทธิผล KPI

จะเรียกว่า P4P

โดย Payont

 

กลับไปที่ www.oknation.net